ผูกดวงเศรษฐกิจโลก
- ณ พัฒน์ -
ตอนนี้ปัจจัยหลายอย่างเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะชะลอตัว น่าคิดนะครับว่าถ้าสหรัฐประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นมา เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร
สดๆ ร้อนๆ ครับ เมื่อไม่นานมานี้ (8 สิงหาคม 2549) ที่ประชุมนโยบายการเงินของ Federal Reserve เพิ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของ fed fund rate ไว้ที่ 5.25% ซึ่งเป็นการหยุดการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังจากที่ประชุมขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวครั้งละ 0.25% ติดๆ กันมาถึง 17 ครั้ง
โดย Federal Reserve ให้เหตุผลว่า แม้ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อยังมีอยู่ แต่ตัวเลขหลายๆ อย่างเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มจะชะลอตัวลง Fed เลยต้องขอเวลานอก รอตัวเลขก่อนเพราะไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปจนทำให้เศรษฐกิจเข้าไปสู่ยุคถดถอย
นี่เป็นการยืนยันความเห็นของนักวิเคราะห์หลายๆ คน เริ่มที่จะพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอเมริกาที่เริ่มจะส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
อย่างที่รู้ๆ กันครับ เศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินคาดในไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น มีพื้นฐานหลักมาจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ก้อนโต (คงยังจำกันได้ว่า ฟองสบู่หุ้น dot com เพิ่งจะแตกไปไม่กี่ปีที่แล้วนี่เอง) และตัวเลขหลายๆ ตัวก็เริ่มบอกว่าเจ้าฟองสบู่ก้อนนี้เริ่มจะหยุดโตแล้ว
จำนวนบ้านที่ขายไม่ออกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ราคาบ้านที่เคยขึ้นพรวดพราดก็เริ่มจะชะลอตัวลง หรือลดลงในหลายๆ พื้นที่ ระยะเวลากว่าบ้านจะขายได้หลังจากประกาศขายก็นานขึ้นเรื่อยๆ
ราคาน้ำมันที่คงตัวอยู่ในระดับสูงมาเป็นเวลานาน และยังมีสัญญาณว่าจะถีบตัวสูงขึ้นอีกรอบ ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัจจัยภายในประเทศ (บริษัท BP ต้องปิดท่อส่งน้ำมันจากแหล่งน้ำมันดิบในอลาสก้า ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่ผลิตภายในประเทศ) เริ่มจะกระทบต่อกระเป๋าตังค์ของผู้บริโภคซะแล้ว
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศ และดัชนียอดขายเริ่มจะชะลอตัวจากไตรมาสที่แล้ว แม้แต่ยอดขายร้านกาแฟสุดฮิตอย่าง Starbucks ก็ยังเริ่มจะส่งสัญญาณชะลอตัวลงเลยครับ
.........
2-3 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะดีผิดปกติ เกือบทุกประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อัตราเงินเฟ้อต่ำ ตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ดี ความเสี่ยงของประเทศกำลังพัฒนา ที่วัดจากต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลต่ำที่สุดในประวัติการณ์
ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียมีโอกาสก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในเวทีเศรษฐกิจโลก
ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (global imbalance) ซึ่งเป็นปัญหาน่าปวดหัวของนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายหลายๆ คน ดูเหมือนจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา
ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย อย่างจีน และเกาหลี (ประเทศที่ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก) เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการส่งออก (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราเงินออมที่สูง และอัตราการลงทุนที่ค่อนข้างต่ำหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย) และเกินดุลการค้าเป็นปริมาณมาก ประเทศเหล่านี้ก็นำเงินที่เกินดุลดังกล่าวไปซื้อสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์เพื่ออุดหนุนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐที่มีปริมาณมหาศาล ทั้งๆ ที่ประเทศทั้งหลายสามารถนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่ามาก
แต่ดูเหมือนว่าภาวะดังกล่าวจะอยู่ได้อย่างราบรื่น สหรัฐสามารถ “ยืม” เงินประเทศอื่นมา “ใช้” ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำเป็นเวลาหลายปีทีเดียว
ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนออกมาแสดงความเห็นต่างๆ กันตั้งนานแล้วว่า “อุบัติเหตุ” บางอย่างน่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการปรับตัวของความไม่สมดุลดังกล่าว
บ้างก็ว่าค่าเงินดอลลาร์น่าจะลดลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น เพื่อปรับดุลบัญชีเดินสะพัดให้สมดุล (บางคนบอกว่าค่าเงินดอลลาร์ปัจจุบันมีค่าสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นถึงร้อยละ 20)
บ้างก็ว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้การนำเข้าลดลงและลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลง
บ้างก็ว่าประเทศในเอเชียอาจจะหาทางลดความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์โดยการเทขายทุนสำรองและหันไปถือสินทรัพย์สกุลอื่นแทน
แต่บางคนก็บอกว่า โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “ความไม่สมดุลที่มีเสถียรภาพ” ที่หลายฝ่ายยินดีที่จะยอมอยู่ในสภาพไม่สมดุลดังกล่าวไปเรื่อยๆ เพราะสหรัฐเองก็ยินดีจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีคนยอมอุดหนุนการขาดดุล ประเทศในเอเชียก็ยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเพื่อแลกกับสภาพคล่องและความปลอดภัยที่ได้จากการถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐ (โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ)
และสภาวะดังกล่าวดูเหมือนจะอยู่ไปได้เรื่อยๆ จริงๆ ค่าเงินดอลลาร์ตลอดปีที่แล้วดูจะแข็งขึ้นด้วยซ้ำ
จนกระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมาดูเหมือนว่าสัญญาณหลายๆ อย่างจะเริ่มทำให้หลายๆ คนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า สภาวะไม่สมดุลดังกล่าวและสภาพดีเกินจริงของตลาดการเงินโลกจะอยู่ไปได้เรื่อยๆ จริงหรือ
เมื่อเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มมีการกลัวกันว่าเงินเฟ้อในสหรัฐอาจจะสูงขึ้น และจะกดดันให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกแรงขายจากนักลงทุนระดับความเสี่ยงของตลาดเงินในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายปรับตัวสูงขึ้นทั้งในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดเงินตราต่างประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่ในตลาดการเงินโลก
แล้วนี่เศรษฐกิจสหรัฐยังเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นอีก น่าสนใจครับว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างไร สหรัฐเป็นตลาดสินค้าใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยขึ้นมาจริงๆ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายคงถูกกระทบอย่างรุนแรงแน่ๆ ทั้งจากช่องทางการค้า และทางการเงิน
ประเทศไทยเองก็คงหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ เพราะเราส่งออกสินค้ามูลค่าไม่น้อยไปยังสหรัฐ ถ้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐส่งผลให้เกิด ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ประเทศไทยก็คงยิ่งถูกกระทบหนักขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากนี้การเจรจาการค้ารอบโดฮาขององค์การการค้าโลกต้องถูกระงับไปอย่างไม่มีกำหนด ลัทธิการกีดกันทางการค้าก็มิอาจจะเกิดขึ้นใหม่อีก และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกยิ่งชะลอตัวหนักขึ้นไปอีก
ด้านช่องทางการเงิน ทุกวันนี้หลายๆ ประเทศ (โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย) ถือสินทรัพย์ที่ออกโดยสหรัฐอเมริกากว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงคงจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของประเทศเหล่านี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศกำลังพัฒนาคงต้องสูงขึ้น เพราะความเสี่ยงของประเทศที่สูงขึ้น
แล้วถ้าเกิดปัญหา sudden stop ของกระแสทุนระหว่างประเทศอีก เราคงได้เห็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจรอบใหม่ในหลายๆ ประเทศเป็นแน่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เหตุการณ์แบบนี้จะขึ้นแน่ๆ นะครับ เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะแค่ชะลอตัว ในระยะสั้นๆ แล้วก็ขยายตัวต่อไป ต่อยอดให้สภาวะไม่สมดุลยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้ ใครจะรู้
ก็ต้องรอดูกันต่อไปละครับว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปอย่างไร ผมว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจการเงินโลกมีความน่าสนใจมาก ลองนั่งคิดกันดูเล่นๆ แล้วจับตาดูกันให้ดีๆ ครับ...



