ศัตรูตัวร้ายของประชาธิปไตยคืออะไร... ?

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง กำลังนำเรากลับเข้าสู่ "วังวนและกับดัก" ของการปฏิรูปทางการเมืองในแบบเดิมๆ

นั่นก็คือการปฏิรูปการเมืองในความหมายที่คับแคบ และมุ่งแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยเทคนิควิธีทางกฏหมาย มากกว่าการปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในสังคมของไทยซึ่งเป็นปัญหารากเหง้าที่นำไปสู่พัฒนาการของประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน ที่ฉากหน้าคือสภาวะการเผชิญหน้าในช่วงที่ผ่านมาระหว่าง พลังประชาชนสิบหกล้านเสียงจากการเลือกตั้ง กับพลังสนับสนุนให้เกิดการเว้นวรรคและขับไล่ผู้นำที่(อ้างว่า)มาจากการเลือกตั้ง

กรอบการปฏิรูปการเมืองที่เน้นในเรื่องของเทคนิควิธีทางกฏหมายนี้ รวมไปถึงการก้าวเข้ามาจัดการพิพากษา คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งสามคนโดยสถาบันตุลาการ และการที่ในรายชื่อของว่าที่ กกต ชุดใหม่นี้ ๘ คนมีภูมิหลังมาจากผู้พิพากษา 1 คนจากอัยการ และ 1 คนเป็นอดีตอาจารย์ทางด้านนิติศาสตร์และวุฒิสมาชิก ซึ่งทำให้เรามองเห็นทิศทางของ กกต. ในยุคที่สามที่แตกต่างไปจากยุคแรกที่มีฐานยึดโยงกับพลังประชาสังคมผ่านผู้ที่มีส่วนในการรณรงค์ประชาธิปไตยยุคพฤษภาทมิฬ ผสมกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และตุลาการ ในขณะที่ยุคที่สอง เป็นส่วนผสมระหว่างข้าราชการตุลาการกับข้าราชการทหารและตำรวจ (1)

วังวนและกับดักของการปฏิรูปทางการเมืองที่ดำเนินมาในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ความเชื่อว่าการซื้อเสียงนั้นเป็นศัตรูตัวสำคัญของประชาธิปไตย (2) มิใช่การทุจริตของข้าราชการประจำและการรัฐประหารอย่างในอดีต

การซื้อเสียงนั้นสร้างปัญหาให้กับประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่การวาดภาพให้การซื้อเสียงนั้นกลายเป็น "ศัตรูตัวร้าย" ตัวเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อประชาธิปไตย เพราะเป็นต้นตอของ "ธนาธิปไตย" นั้น "อาจ" ทำให้เราละเลยและหลงลืมมิติอื่นๆที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นสามารถลงหลักปักฐานในสังคมไทย อย่างมีความหมายและเป็นที่ศรัทธาของทุกภาคส่วน ที่ว่าการซื้อเสียงนั้น "ถูกทำให้กลายเป็นศัตรูตัวร้าย" ของประชาธิปไตยนั้น เห็นได้ชัดจากการที่องค์กรหลักของรัฐที่ทำหน้าที่ในการรณรงค์ให้เกิดประชาธิปไตยนั้นก็คือ คณะกรรมการ "เลือกตั้ง" ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลการเลือกตั้ง นั่นแหละครับ ซึ่งผู้สนใจเพิ่มเติมอาจลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์ของ กกต (3)

เรื่องที่ซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ ก่อนที่ประเทศเราจะมีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในยุคที่เรามีประชาธิปไตยนั้น (แม้ว่าจะแดกดันมันว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ในนามก็ตาม) เราก็มีปัญหากับการคอรัปชั่นและการจัดการให้ข้าราชการนั้นรับผิด (accountable) ทางการเมืองและการบริหาร รวมทั้งการสืบสานอำนาจของข้าราชการประจำต่างๆผ่านสิ่งที่เราเรียกว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนนั้นยึดและสืบสานอำนาจให้กับตัวเองและพรรคพวกมาโดยตลอด รวมทั้งสถาปนาอำนาจเหนือกลุ่มพลังอื่นๆ

เมื่อการซื้อเสียงกลายเป็นศัตรูตัวร้ายตัวเดียวของประชาธิปไตย ขนาดที่มีองค์กรมาจัดการเลือกตั้งเป็นพิเศษ (และแรงกดดันทางสังคมมีให้กับองค์กรดังกล่าวมีมากกว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช) และ ศาลปกครอง) โครงเรื่องที่มีพลังในการอธิบายก็คือ ผู้ที่ทำการซื้อเสียงในโครงเรื่องศัตรูตัวร้ายของประชาธิปไตยก็คือบรรดาเจ้าพ่อท้องถิ่นซึ่งมีอิทธิพลต่อข้าราชการในท้องถิ่น และข้าราชการในกระทรวง

และถ้าความจำเราไม่สั้นจนเกินไป เราอาจจะตกใจว่า เหตุผลของการปฏิรูปการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กับ เหตุผลของคณะ รสช. ในการยึดอำนาจรัฐบาลพลเอกชาติชายนั้น กลับกลายเป็นเหตุผลเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ และการจัดการผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ว่าจะผ่านการใช้อำนาจของรัฐในการประกาศชื่อและปราบปรามเหมือนในสมัย รสช. หรือการใช้อำนาจของรัฐธรรมนูญประชาชนผ่านการออกแบบระบบการเลือกตั้งที่ซับซ้อน และการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งเราจะเห็นว่านักการเมืองที่โดนลงดาบด้วยรัฐธรรมนูญประชาชนนี้ มักจะเป็นนักการเมืองที่มีอิทธิพลในชนบท ระดับเลขาธิการพรรค ขณะที่นักการเมืองที่มาจากธุรกิจระดับชาตินั้นรอดตัวด้วยเทคนิคทางกฏหมายไปได้อย่างต่อหน้าต่อตา

แกนกลางที่ทำให้แนวคิดของ รสช กับ การปฏิรูปการเมืองนั้นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ ในการกำจัดนักการเมืองท้องถิ่นที่ซื้อเสียงไม่ให้เข้าสู่การเมือง ก็คือการฟันธงว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นมาจากการคอรัปชั่นของนักการเมือง (ไม่ใช่จากการคอรัปชั่น หรือการไร้ประสิทธิภาพของข้าราชการประจำอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (4) หรือเป็นปัญหาโครงสร้างของการสะสมทุนที่มีวิกฤติภายในตัวของมันเองในฐานะวิกฤติของระบบทุนนิยม (5))

น่าประหลาดใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งหมดที่ผ่านมานับตั้งแต่ยุค รสช เราต้องการคนอย่างอานันท์ ปันยารชุน และทีมงาน (ในความหมายของผู้มีความรู้ความสามารถ หรือฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง) ให้เข้ามาทำงานการเมือง ไม่ว่าจะเอาเข้ามา(ค้ำยัน)ด้วยรถถัง หรือด้วยกระบวนการทางกฏหมายมหาชนที่สลับซับซ้อน (ไม่รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ร่างรัฐธรรมนูญเอง) ด้วยการทำให้การซื้อเสียง และระบบอุปถัมน์ในชนบทกลายเป็น "ประเด็นทางกฏหมาย" ซึ่งจะต้องถูกจัดการและปราบปรามด้วย กกต. (6)

นับวัน กกต. จะถูกคาดหวังจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้

มิหนำซ้ำ กกต. ยังถูกกดดันทางสังคมมากกว่าองค์กรอิสระอื่นๆที่กำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ไม่ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง หรือ ปปช. ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องทำหน้าที่ในการสร้างความยุติธรรมให้กับสังคม ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ประชาธิปไตยนั้นยั่งยืนทั้งสิ้น

การอ้างเสียงสนับสนุนของรัฐบาลผ่านคะแนนเสียงเลือกตั้งสิบหกล้านเสียงซึ่งมาจากสมาชิกของพรรคไทยรักไทย นั้นก็คือวิวัฒนาการของการเลี่ยงการซื้อเสียงทางตรง ด้วยการซื้อเสียงด้วยโครงการของรัฐบาลพรรคเดียว และการบีบให้ระบบอุปถัมน์ท้องถิ่นขึ้นตรงกับพรรคผ่านระบบสมาชิกพรรค (7)

ส่วนการปฏิเสธเสียงเลือกตั้งด้วยการใช้อำนาจพิเศษนั้นความจริงแล้วเป็นการแสดงธาตุแท้ของการตีความกฏหมายเพื่อให้ได้ตัวบุคคลที่ตนพอใจมากกว่าการยอมรับหลักการประชาธิปไตยในความหมายกว้าง ซึ่งหมายถึงความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงและการทำให้ข้าราชการรับผิดและถูกตรวจสอบได้ด้วยพลังประชาชนมากกว่าด้วยการอ้างคุณธรรมแต่อย่างเดียว

ผมอาจจะไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือศัตรูของประชาธิปไตยที่เลวร้ายที่สุด

เพียงแต่เราอาจจะต้องระมัดระวังสักนิดและเผื่อใจไว้สักหน่อยว่าเราอาจหลงลืมอะไรไปบ้างหรือไม่ในการจัดการกับศัตรูตัวร้ายตัวนั้นเท่าที่เราทำอยู่ขณะนี้ ... (8)

-------------------

เชิงอรรถขยายความ:

1. กกต. ชุดแรก ประกอบด้วย สวัสดิ์ โชติพานิช ซึ่งมาจากสายตุลาการ ยุวรัตน์ กมลเวช มาจากสายมหาดไทย โคทม อารียา อดีตเลขาองค์กรกลางที่สังเกตุการณ์การเลือกตั้ง วิสุทธิ์ โพธิ์แท่น อดีตสสร.และอาจารย์รัฐศาสตร์ (ลาออก และแทนโดย) จิระ บุญพจนสุนทร จากสายตุลาการ

กกต. ชุดที่สองประกอบด้วย นายจรัล บูรณพันธ์ศรี จากสายตุลาการ (ถึงแก่กรรม) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ จากสายมหาดไทย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ จากสายตำรวจ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ จากสายทหาร (แทน พล.อ.ศิรินทร์ ธูปกล่ำ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร จากสายมหาดไทย

อนึ่ง การใช้คำว่า "สาย" ไม่ได้หมายความถึง "พรรคพวก" แต่หมายถึงภูมิหลังทางด้านประสบการณ์เท่านั้น

ที่มา: http://www.ect.go.th/thai/ect/ect2.htm

2. ดูทัศนะดังกล่าวได้จาก William A. Callahan. The Discourse of Vote Buying and Political Reform in Thailand. Pacific Affairs. 78(1) (Spring 2005)

3. http://www.ect.go.th/ บางส่วนของ กกต. นั้นพยายามพัฒนาประชาธิปไตยไปในเรื่องของการเมืองภาคพลเมือง และ การเลือกตั้งสมานฉันท์ (ดูรายละเอียดได้ในเว็บ)

4. ดูการสำรวจแนวคิดการอธิบายวิกฤติเศรษฐกิจของไทยได้จาก Pasuk Phongpaichit and Chris Baker. 2000. Thailand's Crisis. Chiang Mai : Silkworm Books. สำหรับแนวคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจกับปัญหาในระดับโครงสร้างของสถาบันทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย โปรดดู Apichat Satitniramai. The Fall of the Technocrats and the Genesis of the 1997 Economic Crisis in Thailand. Faculty of Economics. Thammasat University. Bangkok, Thailand.

5. Jim Glassman. 2003. Interpreting the Economic Crisis in Thailand: Lessons Learned and Lessons Obscured. In Ji Giles Ungpakorn. ed. Radicalising Thailand: New Political Perspectives. Bangkok: Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University.

6. William A. Callahan อ้างแล้ว

7. เพิ่งอ้าง

8. คำเตือน: เวลาเรากำจัดแมลงสาบด้วยยาฆ่าแมลง เราก็จะได้รับอันตรายจากยาฆ่าแมลงไปด้วย : )

-------------------

ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 9 สิงหาคม 2549 หน้า 4

ขอขอบคุณ ปริญ นิทัศน์เอก สำหรับข้อมูลจากเว็บไซต์ กกต.