จะมีพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้หรือไม่?
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวการเมืองเล็กๆ ข่าวหนึ่งซึ่งอาจไม่เป็นที่สนใจเท่าไรนัก แต่เมื่ออ่านแล้วคิดว่าน่าจะเอามาถกเถียงกันได้ คือ ข่าวการเอาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาปัดฝุ่นใช้ใหม่
ในส่วนของประเด็นที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์ยังเหมาะสมกับการเมืองสมัยใหม่อยู่หรือ? พรรคคอมมิวนิสต์น่าจะเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้วหรือไม่? คำตอบจะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นกับความเชื่อและรสนิยมทางการเมืองของแต่ละบุคคล และคงไม่น่าสนใจเท่ากับประเด็นที่ว่าหากเราคิดจะมีพรรคคอมมิวนิสต์จริงๆแล้ว จะมีได้ภายใต้ระบบกฎหมายไทยหรือไม่? หากมีใครนำ พคท. เดิมมาจดทะเบียนใหม่ หรือมีใครอยากจะตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แบบใหม่ขึ้นมาเลยก็ตามแต่ จะเกิดประเด็นปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่?
เดิมเรามีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และพึ่งยกเลิกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎหมายนี้เองที่ทำให้ พคท. ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการแต่ต้องดำเนินกิจกรรม “ใต้ดิน” ในขณะที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยหรือพรรคพลังใหม่ซึ่งไม่ได้ “แดงจ๋า” เท่า พคท. แม้จะทำกิจกรรม “บนดิน” ได้ แต่ก็ถูกทางการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อรัฐสภาได้ยกเลิกกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ไป จึงสงสัยกันว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะขึ้นมาสูดอากาศบนดิน เดินเหินทำกิจกรรมทางการเมืองเหมือนกับพรรคการเมืองอื่นๆได้หรือไม่
บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ กำหนดว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติในมาตราอื่นๆประกอบอีก เช่น มาตรา ๔๘ รับรองกรรมสิทธิ์ของบุคคล หรือ มาตรา ๘๗ กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค
เราทราบกันดีว่าระบอบคอมมิวนิสต์เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันกษัตริย์ เป็นศัตรูกับศักดินาและจักรวรรดินิยม รัฐถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รัฐเป็นผู้เล่นหลักในระบบเศรษฐกิจ ให้ทุกคนผลิตตามความสามารถและบริโภคตามความจำเป็น เมื่อนำมาพิจารณากับมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๘๗ ที่ยกมาข้างต้นแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พรรคคอมมิวนิสต์คงไม่สามารถอยู่ “บนดิน” ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะมาตรา ๔๗ อนุญาตให้มีพรรคการเมืองได้ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องเป็นไปตาม “วิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาตรา ๔๘ รับรองหลักกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชน และมาตรา ๘๗ ไปไกลกว่าถึงขนาดประกาศว่ารัฐไทยเป็นรัฐที่สนับสนุน “ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด”
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้บริบทของบ้านเราที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบ “ไทยๆ” ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นไปไม่ได้มากขึ้น
จากการสืบค้นรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ มีข้อควรสังเกตว่าเรื่องเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง บทบัญญัติที่ว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” พึ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ และตอกย้ำอีกครั้งในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญใช้ถ้อยคำล้อกันมาว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ” ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒ มาตรา ๓๙, รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๗, รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๒ มาตรา ๓๘, รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๕
จะเห็นได้ว่าเดิมใช้ถ้อยคำว่า “ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย” โดยไม่มีคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ถ้อยคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” พึ่งมาปรากฏเอาก็ฉบับ พ.ศ.๒๕๓๔ และฉบับปัจจุบัน
น่าคิดว่า การเพิ่มถ้อยคำ “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาในรัฐธรรมนูญสองฉบับหลังมีนัยอะไร
ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ด้วยเจตนาของผู้ร่างหรือไม่ก็สุดแท้แต่ รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้วางเงื่อนตายไว้ไม่ให้มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ เท่ากับว่าการยกเลิก พ.ร.บ.การปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ได้ส่งอานิสงส์ให้พรรคคอมมิวนิสต์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอยู่ในระบบได้แต่อย่างใด
อาจสงสัยกันว่าแล้วประเทศอื่นที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ กฎหมายของประเทศเหล่านี้อนุญาตให้มีพรรคคอมมิวนิสต์แบบ “บนดิน” ได้หรือไม่
จากการสำรวจ พบว่าไม่มีกฎหมายห้ามการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไว้แต่อย่างใด เพราะถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองที่มีอิสระเต็มที่ในการแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตน โดยหลักแล้ว รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพการตั้งพรรคการเมืองไว้กว้างๆเท่านั้น และในทางปฏิบัติ พบว่าประเทศเหล่านี้มีพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น
เช่น สหราชอาณาจักร มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งบริเตน (Communist Party of Britain) พรรคคอมมิวนิสต์แห่งบริเตนใหญ่ (Communist Party of Great Britain) ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพรรคต่อต้านกษัตริย์อย่างออกนอกหน้าถึงขั้นเอามาตั้งเป็นชื่อพรรค คือ Movement Against the Monarchy ในส่วนของสเปน ก็มีพรรค Partido Comunista de Espana (PCE) สวีเดน มีพรรค Communist Party of Sweden (SKP ; SVERIGES KOMMUNISTISKA PARTI) เดนมาร์ก มีพรรค Communist Party Marxist-Leninist และพรรค Communist Party หรือญี่ปุ่น ก็มีพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (JCP)
จึงน่าฉงนใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมรัฐธรรมนูญไทย (แม้จะไม่ประกาศอย่างชัดแจ้ง แต่จากนัยที่แฝงเร้นอยู่) ต้องห้ามการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์
การที่ระบบกฎหมายไม่เปิดช่องทางให้มีพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่มีความคิดแตกต่างกันอย่างเต็มที่ไม่น่าจะส่งผลดี การบีบให้พรรคคอมมิวนิสต์ (ถ้าหากจะเกิดใหม่อีกครั้ง) ต้องลงไปเล่น “ใต้ดิน” น่าจะเป็นอันตรายต่อสถาบันที่เกลียดขี้หน้าคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ
ต้องไม่ลืมว่าการรณรงค์การเมือง การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในรูปของกลุ่ม ขบวนการ หรือพรรคการเมือง เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันควรพึงมีในรัฐเสรีประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าหากประเทศไทยมีพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว สถาบันกษัตริย์จะอันตรธานไป ดังตัวอย่างจากประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ ก็เปิดโอกาสให้มีพรรคคอมมิวนิสต์ได้ และสถาบันกษัตริย์ของประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีเสถียรภาพ
การรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง ก็คือการรวมตัวกันของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกันและปรารถนาที่จะเสนอเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่งในทางปฏิบัติ เสียงส่วนใหญ่ก็อาจไม่เห็นด้วย ไม่เอาตาม หรือไม่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนแม้แต่คนเดียวก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันกระแสของคอมมิวนิสต์ก็ตกลงไปมาก หลายประเทศในยุโรป พรรคคอมมิวนิสต์กลายเป็นเพียงพรรคการเมืองเล็กๆเท่านั้น ในระยะยี่สิบปีหลัง ในบางประเทศไม่ปรากฏว่าพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ จึงไม่น่าที่จะต้องกังวลใจถึงขนาดที่ต้องกีดกันไม่ให้มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์
ต่อกรณีที่มีผู้ตั้งใจจะนำพรรคคอมมิวนิสต์ไปจดทะเบียนต่อ กกต. เพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในระบบ พิจารณาแล้วก็น่าจะเป็นการยากอยู่ที่จะได้รับการอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง
ด้วยสภาพการเมืองและกฎหมายไทยในปัจจุบัน หากประชาชนไทยคนใด กลุ่มใด มีอุดมคติแบบคอมมิวนิสต์ และมีเจตจำนงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อเข้าต่อสู้การเมือง “ในระบบ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของตนเป็น ส.ส. หรือเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เจตจำนงของเขาเหล่านั้นย่อมไม่อาจเกิดเป็นผลได้ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญ และ “ลักษณะพิเศษ”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบไทย (ซึ่งบางกรณี “อาจ” มีค่าบังคับสูงกว่ารัฐธรรมนูญเสียอีก)
หากใครอยากจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้ระบบกฎหมายไทย อาจมีอยู่วิธีเดียวเท่านั้น คือ ตัดต่อพันธุกรรมพรรคคอมมิวนิสต์แบบใหม่ให้เป็น “พรรคคอมมิวนิสต์–รอแยลลิสต์”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน 2549



