เมื่อประชาธิปไตยต้องการ “คำขยายความ”
เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องของประชาธิปไตย เรามักจะให้สนใจประชาธิปไตยผ่านการให้ความหมายในลักษณะของ “คู่/ขั้วตรงข้าม” ว่าประชาธิปไตยนั้นคืออะไรที่ “ตรงข้าม” กับ “เผด็จการ”
หรือเราวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปไตยที่มีอยู่ว่า “ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง”
บางครั้งการนิยามประชาธิปไตยเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้เรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาธิปไตยได้เลย จนทำให้เราเชื่อว่าบางครั้งเราสามารถ “งดใช้” ประชาธิปไตยได้ใน “บางห้วงเวลา” หรือ “บางพื้นที่”
อาทิ การ “ร้องขอ” การปกครองในรูปแบบอื่นๆ หรือ การ “จำกัด” ประชาธิปไตยในบางพื้นที่ ภายใต้กฏอัยการศึกหรือภายใต้เสียงข้างมากในกำมือของรัฐบาล ที่สั่งการให้กลไกรัฐลงไปใช้อำนาจในพื้นที่ดังกล่าว
รวมไปถึงการที่ผู้นำบางคน “อ้างความชอบธรรม” ในการอยู่ในอำนาจด้วยการบอกว่าตนนั้นมาจาก “วิถีทาง” แบบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้ง อันเป็น “กติกา” ของประชาธิปไตย
การมัวแต่เปรียบเทียบคู่ขัดแย้งของประชาธิปไตยในนามของเผด็จการ หรือการประนามผู้นำที่มาจากกติกาประชาธิปไตยเพียงแค่การเลือกตั้งว่าเป็น “ทรราชย์” แม้จะปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดการ “โค่นล้มรัฐบาล” ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในความหมายแคบๆแค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะโดยการร้องขอ หรือการเลือกตั้งโดยการสกัดกั้นกลุ่มเก่าให้ไม่มีสิทธิเข้ามาเลือกตั้ง
แต่การโค่นล้มรัฐบาลอาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ระบอบทักษิณ” ซึ่งเป็นระบอบการเมืองแบบประชานิยม หรือการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างของรัฐ” ที่หมายถึงทั้งในส่วนขององค์กรทางการปกครองและสนามประลองกำลังอำนาจระหว่างกลุ่มพลังต่างๆทางสังคม ที่มิได้แข่งขันกันอย่างเท่าเทียมระหว่างกลุ่มที่แตกต่างกัน เพราะความแตกต่างนั้นแฝงไปด้วย ความแตกต่าง เหลื่อมล้ำจากการพึ่งพาและเอาเปรียบกันในทางเศรษฐกิจและสังคม (เรียกสั้นๆว่าความสัมพันธ์ทางชนชั้นและเพศสภาพ) (1)
ดังนั้นการสถาปนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืน จึงมิใช่ให้คำนิยามประชาธิปไตยด้วยการแบ่งขั้วระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ หรือเที่ยวไปประณามว่าสิ่งที่ดำเนินอยู่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์และโค่นล้มรัฐบาล
แต่หมายถึงการเข้าใจโครงสร้างของรัฐ และระบอบการเมืองที่อยู่ลึกไปกว่าการเลือกตั้งในฐานะที่มาของประชาธิปไตย (หรือที่เรียกว่า “กติกา”)
การเข้าใจโครงสร้างของรัฐก็คือ การเข้าใจ กลไกของรัฐที่หมายถึงองค์กรที่ใช้กำลังบังคับทางกายภาพได้ ได้แก่ระบบราชการทั้งทหารและพลเรือน และ การเข้าใจว่ารัฐนั้นมีความหมายครอบคลุมถึงสนามประลองกำลังของกลุ่มพลังต่างๆในสังคม โดยที่กลุ่มแต่ละกลุ่มนั้นนอกจากจะมีอำนาจไม่เท่ากันแล้ว ยังอาจถูกเอาเปรียบจากกลุ่มอื่นในการแข่งขันด้วย เช่นระหว่างกลุ่มเจ้าของทุนกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือกลุ่มเกษตรกรเป็นต้น
การเข้าใจระบอบการเมืองก็คือ การเข้าใจว่า รัฐนั้นดำรงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งจะพูดง่ายๆก็คือการเข้าใจ “คำขยาย” ของคำว่าประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้นเอง เพราะระบอบการเมืองนั้นคือการจัดยุทธศาสตร์ทางอำนาจบางประการ อาทิ ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งผ่านการเมืองแบบประชานิยม
จะเห็นว่าในโครงสร้างรัฐนั้นไม่มีประชาธิปไตยอยู่ในนั้น และประชาธิปไตยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองเท่านั้น
การเข้าใจคำขยายความของประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เพียงการประดิษฐ์คำของนักวิชาการ แต่หมายถึงการเข้าใจว่าระบอบการเมืองหนึ่งนั้นปิดบังอำพรางการดำรงอยู่ของ กำลังอำนาจจริงของกลไกของรัฐ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อย่างไร และในอีกด้านหนึ่งผู้ที่มีอำนาจในระบอบการเมืองหนึ่งๆนั้นพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐอย่างไร ในแง่การพยายามควบคุมกลไกรัฐที่มีอยู่ และการสถาปนาอำนาจเหนือกลุ่มต่างๆที่แข่งขันกันในรัฐ และบางทีก็ร่วมมือกันกับกลไกของรัฐ
เอาเข้าจริงการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง (ในความหมายของการเปลี่ยนรัฐบาล) อาจมีความเป็นไปได้อยู่อย่างน้อยสามทาง
ในทางแรก ระบอบการเมืองปัจจุบันดำรงอยู่ต่อไป ภายใต้แรงตึงเครียดที่ระบอบการเมืองมีต่อกลไกรัฐที่ยังมีอำนาจอยู่ในโครงสร้างรัฐ และมีการพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐในระดับที่ลึกซึ้งต่อไป
ในทางที่สอง ระบอบการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือมีการเปลี่ยนแต่รัฐบาล แต่ระบอบการซื้อใจคนผ่านการเลือกตั้งยังดำเนินต่อไป และมีการประนีประนอมกับกลไกรัฐเดิมต่อไป ทุกพรรคหาเสียงด้วยการลดแลกแจกแถมเช่นเคย
ในทางที่สาม มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง ทำให้กลไกรัฐเดิมมีอำนาจมากขึ้น และมีการสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ ที่โดยผิวหน้าจะสร้างความเท่าเทียม กำจัดคอรัปชั่นจากนักการเมือง แต่ในระยะยาวประชาชนจะถูกผลักกลับสู่ระบบเศรษฐกิจของการแข่งขันเสรี ที่พวกเขาไม่มี “หน้าตัก” เพียงพอในการต่อรองกับความเชี่ยวกรากดังกล่าว (กำจัดคนผูกขาด แต่เชื่อว่าการแข่งขันที่ดำเนินอยู่นั้นเป็นธรรม) และพวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมกลไกรัฐได้เช่นกัน(/เช่นเคย)
การพิจารณา “คำขยายความ” ของประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อความเข้าใจปริมาณและคุณภาพของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงน่าสนใจกว่าการตัดสินว่าการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ... ตั้งเยอะครับผม
————————————
เชิงอรรถขยายความ:
(1) วิธีการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง รัฐบาล (government) รัฐ (state) และระบอบ (regime) ในบทความชิ้นนี้นำมาจาก James Petras. State, Regime and the Democratization Muddle. Journal of Contemporary Asia. 19:1 (1989) หน้า 26-32. โดยเฉพาะหน้า 26-27
————————————
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 2 สิงหาคม 2549 หน้า 4



