ประชาธิปไตยก็มีทั้งแบบใหม่และแบบเก่า (เหมียนกัน)
ช่วงสองสามสับดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึง “ทหารเก่า” และ “ทหารใหม่”กันอย่างครึกครื้น ผมก็เลยอยากจะอินเทรนในการพูดเรื่องเก่าๆใหม่ๆบ้าง
เลยขออนุญาตหยิบยกเอาเรื่องของ “ประชาธิปไตยสมัยเก่า” กับ “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” มาเล่าให้ฟังกันสักหน่อย
ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ในด้านหนึ่งคนมักจะพูดว่าเรามีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยไม่ตรงกัน มีทั้งการหยิบฉวยเอาบางส่วนบางแง่ของประชาธิปไตยมาพูดกันไป อาทิ ประชาธิปไตยคือการเคารพกติกา ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยคือการเลือกคนดี
เรื่องที่ควรจะต้องลองทำความเข้าใจก็คือ ประชาธิปไตยนั้นมิใช่มีหลายแนวคิดเท่านั้น
ในแต่ละแนวคิดนั้นมีที่มา ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัยด้วยเช่นกัน ดังนั้นแม้คำว่าประชาธิปไตยจะถูกหยิบฉวยและเอ่ยอ้างจากหลายฝักฝ่าย แต่เราควรจะทำความเข้าใจกับ “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย โดยเฉพาะทั้งในส่วนของมิติทางเวลาและบริบททางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงด้วยระยะเวลาอย่างรวดเร็วจากสังคมเผด็จการทหารและการแทรกแซงจากต่างประเทศ ทั้งในส่วนของการสนับสนุน หรือยกเลิกการสนับสนุนรัฐบาลดังกล่าว
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตยนั้น นอกจากการพูดถึงหลักการพื้นฐานในเรื่องของหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองผ่านการเลือกผู้แทนแล้ว ประชาธิปไตยสมัยใหม่ (new democracies) ยังมีรายละเอียดจำนวนมากในการที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นสามารถ “ดำรงอยู่” และ “มีความหมาย” กับประชาชนเพียงพอที่จะทำให้พวกเขา “หวงแหนและปกป้อง” ระบบการปกครองดังกล่าวเอาไว้
ในสมัยอดีตนั้น เรามักจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการสถาปนาประชาธิปไตยในหลายรูปแบบ พวกหนึ่งเชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมีอยู่แบบเดียวเท่านั้นคือการเดินตามการมีสถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยการต้องจัดให้มีขึ้นซึ่งโครงสร้าง หรือสถาบันทางการเมือง ที่เรียกว่าสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้ง พรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำหน้าที่ในระบบการเมืองที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตย
อีกพวกหนึ่งมีความเห็นว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการมีสถาบันทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตยดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ก็คือการมีวัฒนธรรมที่เรียกว่าวัฒนธรรมที่ส่งเสริมประชาธิปไตย
ดังนั้นอย่าไปคิดเสียให้ยากเลยว่าจะให้สังคมหนึ่งๆนั้นเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะกำพืดและสันดานมันต่างกัน
ความคิดเห็นที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ ความคิดเห็นของผู้นำบางพวกที่อ้างความไม่พร้อมของประชาธิปไตย และบอกว่าประชาธิปไตยที่เหมาะสมในสังคมหนึ่งๆนั้นอาจมีเนื้อหาและหน้าตาที่แตกต่างกัน อาทิ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ (1)
ความคิดเห็นในแบบหลังนี้เกิดขึ้น ณ ห้วงเวลาที่สังคมประเทศกำลังพัฒนานั้นจำนวนมากได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคม หรือผ่านการต่อสู้เสียเลือดเนื้อเพื่อให้ได้เอกราชมา และจะมีการเลือกตั้งขึ้น แต่ระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งมักไม่ยั่งยืน อันเนื่องมาจากความเข้มแข็งของสถาบันทหารและข้าราชการ จนทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่กีดกันประชาชนจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองและตรวจสอบรัฐบาล และทำให้ผู้มีอำนาจรัฐสามารถสืบสานอำนาจของพวกเขาต่อไป (2)
ในปัจจุบันเราพบว่าการพูดว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ได้ในสังคมกำลังพัฒนานั้นดูจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาถกเถียงกันต่อไป เพราะแต่ละประเทศนั้นล้วนแต่ผ่านการมีกระบวนการเรียกร้อง ต่อสู้ และต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นการพูดถึงการสืบสานและทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งและเป็นธรรมต่อประชาชนดูจะเป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความสนใจมากกว่า
กล่าวกันว่านอกเหนือจากหลักการสำคัญในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการเลือกตั้งอันเป็นเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัยแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ทางอำนาจอีก 4 ประการที่จะทำให้ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นดำเนินต่อไปได้ ซึ่งบ่อยครั้งเราพบว่าสิ่งเหล่านี้นั้นมีอยู่มาก่อน หรือมีมานานแล้วในสังคมประชาธิปไตยแบบเก่า (3)
1. การมีรัฐบาลที่สามารถบังคับใช้กฏหมายได้ ทุกที่ทุกเวลา โดยหมายถึงการบังคับใช้กฏหมายตามที่รัฐธรรมนูญได้ระบุเอาไว้ โดยที่ไม่จำเป็นว่า “รูปแบบของรัฐ” นั้นจะต้องเป็นเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจในฐานะทางเลือกเดียวในการทำให้รัฐบาลสามารถบังคับใช้กฏหมายได้
บางกรณีนั้นรัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายได้ อาทิ การมีสงครามกลางเมือง การมีการก่อการร้าย การมีเขตอิทธิพลของบรรดามาเฟีย
การบังคับกฏหมายไม่ได้นั้นอาจไม่ได้ทำให้รัฐบาลนั้นอ่อนแอลงเสมอไป เพราะในหลายกรณีการที่รัฐบาลนั้นไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายได้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้อำนาจโดยการที่รัฐบาลกลายสภาพเป็นรัฐบาลทหารมากขึ้น อาทิ การประกาศกฏอัยการศึก การประกาศสภาวะสงคราม เพื่อให้เกิดการเข้มข้นในการใช้อำนาจ และเป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
การบังคับใช้กฏหมายในสังคมประชาธิปไตยนั้น มีลักษณะเฉพาะตรงที่ว่าผู้ที่บังคับกฏหมายนั้นจะต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเช่นเดียวกับประชาชน และกฏหมายดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองจากสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งในกรณีนี้รวมไปถึงการขจัดผลประโยชน์ทับซ้อนและการคอร์รัปชั่น เนื่องจากสังคมจะต้องมีความเข้าใจร่วมกันว่าผลประโยชน์ของประเทศ และรัฐนั้นต้องแยกแยะออกจากผลประโยชน์ส่วนตัว
คอร์รัปชั่นนั้นสร้างปัญหาให้กับประชาธิปไตย เพราะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้ปกครองเปลี่ยนไป ทำให้ประชาชนกลายเป็นแหล่งที่มาแห่งความมั่งคั่งของผู้ปกครอง มากกว่าที่ผู้ปกครองอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน
2. การมีชาติ ในความหมายของการที่มีชุมชนที่อยู่ร่วมกันได้ ในฐานะที่มีบางอย่าง “ร่วมกัน” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการมีบางอย่าง “เหมือนกัน” ซึ่งเป็นความเข้าใจในเรื่องชาติที่ “คับแคบ” เพราะเชื่อในความเหมือนกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยเชื่อว่าความเหมือนกันนั้นเป็นสิ่งที่มีมาโดยธรรมชาติ มากกว่าถูกประดิษฐ์เนรมิตขึ้นในห้วงเวลาหนึ่งเพื่อรองรับจุดมุ่งหมายบางอย่าง
ความสำคัญของการมีชาติในฐานะปัจจัยร่วมของสังคมนั้นก็คือการเป็นหลักประกันว่าคนในชาตินั้นเป็นสมาชิกของชุมชนทางการเมือง สิ่งนี้มีความสำคัญเพราะการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตยนั้นตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่ทั้งนี้ก่อนการที่เสียงข้างมากจะได้รับการยอมรับและมีความหมายนั้น ความเชื่อในการเป็นสมาชิกร่วมกันของสังคมนั้นมีความสำคัญที่จะทำให้เสียงข้างน้อยยอมทำตามเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากเองก็ไม่ตัดสินใจอะไรที่ส่งผลต่อเสียงข้างน้อยโดยปราศจากความเข้าใจและเห็นใจ
3. การแบ่งแยกระหว่างศาสนากับเรื่องทางโลก ในหลายกรณีนั้นประชาธิปไตย ดำรงอยู่ได้มิใช่เพียงแค่การประกาศเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนมีเสรีภาพทางศาสนา แต่หมายถึงการแบ่งแยกและห้ามให้รัฐสนับสนุนหรือเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อทำให้เสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นสามารถปฏิบัติได้จริง และทำให้คนที่นับถือศาสนาที่แตกต่างและเป็นส่วนน้อยของสังคมมีความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยในการนับถือศาสนาของตน
4. ระบบเศรษฐกิจที่ให้หลักประกันในการมีชีวิตของพลเมือง ทั้งนี้เพราะในหลายครั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของพลเมืองได้ ซึ่งในแง่นี้นอกเหนือจากรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยังหมายรวมถึงความเป็นธรรมในการจ้างงาน การลดช่องว่างของรายได้ระหว่างภาคส่วนของสังคม และสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของพลเมือง
ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นถือเอาการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็น “จุดตั้งต้นของการเดินทาง” แต่แทนที่จะเชื่อว่าการเดินทางเพื่อไปสู่ประชาธิปไตยนั้นเป็นไปได้หรือไม่ได้ หรือต้องอาศัยเวลาอีกนาน ประชาธิปไตยสมัยใหม่กลับมิได้ท้อถอยที่จะเดินต่อไป เพราะการเลือกตั้งนั้นแม้จะสิ่งที่ “จำเป็น” แต่ก็ไม่ “เพียงพอ” ในการสถาปนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืนครับผม
————————-
เชิงอรรถขยายความ
1. ดูเพิ่มเติมใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. 2548. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. พรรณี ฉัตรพลรักษ์, ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (ผู้แปล). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
2. ดูเพิ่มเติมใน Fred W. Riggs. 1966. Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity. Honolulu: East-West Center Press. และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. การรับผิด (accountability) ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย. www.onopen.com.
3. ปรับปรุง ดัดแปลง และขยายความจาก David Beetham. 2005. Democracy: A Beginner’s Guide. Oxford: Oneworld. Chapter Four: Success and Setback in the New and Emergent Democracies. หน้า 69-101.
————————-
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก (ในชื่อเดียวกัน) ปีที่ 15 ฉบับที่ 739 วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2549



