ก่อนครบรอบหนึ่งทศวรรษ วิกฤตเศรษฐกิจไทย
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่ (Australian National University: ANU) ได้ร่วมมือกับ University of California, Berkeley จัดงานสัมมนาเรื่อง East Asia – A Decade After the Crisis ขึ้น โดยเนื้อหาหลักอยู่ที่พัฒนาการทางด้านต่างๆ ของประเทศเอเชียที่ประสบกับสภาวะวิกฤตในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก็รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วย
ผมคิดว่ามันน่าสนใจที่เราจะย้อนกลับมาพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการปรับตัวของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองนับนิ้วดูแล้วผมคิดว่ามันเพิ่งจะผ่านมา 9 ปี ดังนั้นบทความนี้ผมเลยใช้ชื่อว่า “ก่อนครบรอบหนึ่งทศวรรษวิกฤตเศรษฐกิจไทย” ข้างต้น
จริงๆ แล้วปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทยในรอบที่ผ่านมามีอยู่ด้วยกันหลายประการซึ่งสอดรับซึ่งกันและกัน จะโทษใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ตามเราอาจกล่าวสรุปได้ว่าวิกฤตดังกล่าวมีสาเหตุมาจากโครงสร้างระบบเศรษฐกิจมหภาคที่บิดเบี้ยวของประเทศไทยและความเห็นแก่ตัวของพวกเราทุกคนเอง
รัฐบาลที่ต้องการเอาใจประชาชน (และอาจมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่กับความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจ) คงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ในขณะเดียวกันยังคงรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ นโยบายทั้งหมดนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งกระตุ้นการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งผิดหลักการของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการมุ่งรักษาเสถียรภาพของระบบ
ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งลงทุนอย่างร้อนแรงเพื่อให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจ เข้าไปเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นซึ่งมีราคาอยู่ในระดับสูงเกินความเป็นจริง นอกจากนั้นยังทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่างๆ ภายใต้ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นศูนย์โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า
ชนชั้นกลางใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกับสินค้า แบรนด์เนมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย อานิสงส์ของสภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง และการเก็งกำไรที่ทำให้ทุกคนมีรายได้ดีพอที่จะใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าว นอกจากนั้นทุกคนก็พอใจกับการใช้ชีวิตฟู่ฟ่าแบบนั้น ทัศนคติดังกล่าวส่งผลกดดันรัฐบาลมิให้สามารถเริ่มดำเนินนโยบายเพื่อชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจลงได้
ภาคธนาคารพาณิชย์ได้รับการโอบอุ้มจากรัฐบาล มุ่งสร้างผลกำไรโดยมิได้คำนึงถึงผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่จะตามมา ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงเพื่อสนับสนุนการเก็งกำไรซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดสภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอไปในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีรายได้น้อยกว่า
เป็นภาคธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยอีกเหมือนกันที่เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยกู้เงินบาทให้กับต่างชาติผ่านสัญญาลักษณะ swap เพื่อให้พวกเขานำมาใช้ถล่มค่าเงินบาท โดยมีดอกเบี้ยระดับสูงในตลาด swap เป็นตัวล่อ ซึ่งเราก็จะกล่าวโทษแต่ธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐบาลมิได้ส่งสัญญาณใดๆ ให้พวกเขารู้ตัวว่าไม่สามารถต้านทานแรงเก็งกำไรของต่างชาติได้
การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐบาลไม่สามารถส่งสัญญาณในลักษณะดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีข้อความเตือนมาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ล่วงหน้า ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากแรงกดดันของชนชั้นกลางที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตร้อนแรงต่อไปนั่นเอง
เมื่อมีตัวเร่งจากการถล่มค่าเงินบาทของกองทุนจากต่างชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สามารถคงอัตราแลกเปลี่ยนในระดับเดิมได้ ภาคธุรกิจใหญ่ๆและธนาคารพาณิชย์ขาดทุนทันทีจากเงินกู้ต่างประเทศ ภาคเก็งกำไรหดตัวไม่มีคนรับซื้อที่ดินและหุ้นต่อในระดับราคาที่สูงเกินจริง กฎหมายล้มละลายไม่ทำงาน ภาครัฐจำเป็นต้องอุ้มธนาคารพาณิชย์เพื่อไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่ คนไทยทั้งประเทศจึงต้องล้มละลายและเราต้องหันเข้ารับความช่วยเหลือจาก IMF ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย กลุ่มชนชั้นล่างสุดคือผู้รับกรรมตัวจริงจากเหตุการณ์ที่ตนเองไม่ได้มีส่วนก่อขึ้นแต่อย่างใด
เราจำเป็นต้องทำตามยาขมที่ทาง IMF ให้มาพร้อมกับเงินกู้เพื่อฟื้นฟูสภาวะของประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่จึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ IMF ที่ต้องการให้เราปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในภาคการเงิน หันมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และรักษาวินัยที่เคร่งครัดในนโยบายการเงินและการคลัง (ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายมหภาคแบบตึงตัวภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนั่นเอง)
นอกจากนั้น IMF ยังแนะนำให้ภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยตัดขาดจากภาคธนาคารพาณิชย์โดยการหามาตรการควบคุมดูแลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น จัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก สร้างกฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพ และใช้นโยบายการเงินที่มีความสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ
จริงๆ คำแนะนำของ IMF ก็มิได้มีความแตกต่างอะไรไปจากสิ่งที่เราได้จากกรอบการวิเคราะห์ของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อีกทั้งคำแนะนำเหล่านี้ก็ได้ถูกนำมาใช้อยู่แล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าประเทศเหล่านี้ไม่เคยต้องเข้ารับการช่วยเหลือจาก IMF แต่ประการใด
เป้าหมายหลักของชุดนโยบาย
แกนกลางของชุดนโยบายเหล่านี้อยู่ที่หลักของความรับผิดชอบนั่นคือ ทุกๆ คนสามารถเลือกการกระทำของตนเองได้โดยเสรี แต่ถ้าหากเกิดความผิดพลาดขาดทุนขึ้นมา คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการกระทำของตนทั้งหมด
ธุรกิจใหญ่ๆ สามารถล้มได้ภายใต้กฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพถ้าหากผู้บริหารเหล่านั้นเลือกที่จะลงทุนในรูปแบบที่เสี่ยงและไม่มีการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ธนาคารพาณิชย์สามารถล้มได้ถ้าหากปล่อยกู้หรือลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีการกระจายความเสี่ยง ประชาชนทั่วไปสามารถล้มละลายได้ถ้าหากเข้าไปทำธุรกิจหรือเก็งกำไรและเกิดความผิดพลาดขึ้นมา
ส่วนประกอบที่ IMF แนะนำนี้มีข้อดีอยู่ตรงที่คนอื่นๆ ที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการกระทำที่ผิดพลาดไม่จำเป็นต้องเข้ามาแชร์ความรับผิดชอบ ถ้าหากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งจะล้มละลายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเอาเงินภาษีของตาสาที่ทำนาอยู่ในต่างจังหวัดมาพยุงกิจการของธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ กลไกต่างๆ จะจัดการให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในธนาคารแห่งนี้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวธนาคารเอง
อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้จำเป็นต้องมาเป็นแพ็กเกจ ถ้ามันไม่มาพร้อมกันมันก็ไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการรับผิดชอบในการกระทำของตนเองได้ ถ้าไม่มีกฎหมายล้มละลายธนาคารพาณิชย์ก็ไม่สามารถเอาผิดผู้กู้และยึดทรัพย์ของเขามาบริหารเองได้ ซึ่งก็จะทำให้สถานะของธนาคารพาณิชย์แย่ลงและส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ตามมา
ถ้ารัฐบาลไม่ตัดขาดจากธนาคารพาณิชย์รัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีของประชาชนทุกคนมาอุ้มธนาคารที่อาจมีการบริหารความเสี่ยงผิดพลาด ถ้าเราไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเราก็ต้องยอมให้รัฐบาลเอาเงินภาษีของเราไปประกันความเสี่ยงให้กับการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ไร้ซึ่งการป้องกันความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน
9 ปีที่ผ่านมาเรามาถึงไหน ?
นับตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา ก็นับได้ว่าเรากำลังเดินเข้าไปสู่สภาวะที่ IMF และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกอยากให้เราเป็น เราปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นนโยบายแบบลอยตัว เราปรับข้อบังคับเงินกองทุนในธนาคารพาณิชย์ตามที่ IMF แนะนำ เราสร้างกฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมขึ้นมาบังคับใช้
นอกจากนั้น เรายังรับเอานโยบายเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ หรือที่มักถูกเรียกว่า inflation targeting เข้ามาปฏิบัติ ข้อดีประการหนึ่งของนโยบายการเงินแบบนี้อยู่ตรงที่มันเป็นนโยบายที่รักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ เมื่อระบบเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวร้อนแรงมากขึ้น เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้นโยบายแบบนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อลดระดับอัตราเงินเฟ้อลง ซึ่งนโยบายนี้ก็จะชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจลงไปด้วย
เรากำลังพยายามจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากภายในปีนี้หรือปีหน้า ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดขาดความช่วยเหลือของภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยออกจากธนาคารพาณิชย์อย่างแท้จริง ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้ส่งเงินสมทบกองทุนของสถาบันประกันเงินฝากเอง และรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่จำเป็นจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินฝากของประชาชนให้กับธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป
ภายใต้สถาบันประกันเงินฝากรูปแบบใหม่นี้ หลังการบังคับใช้สมบูรณ์ ผู้ที่มีเงินฝากสูงกว่า 1 ล้านบาทในธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มจำนวนในกรณีที่เกิดความสูญเสียขึ้นมา การบังคับใช้สถาบันประกันเงินฝากรูปแบบนี้จะทำให้เกิดการตื่นตัวในการกระจายความเสี่ยงในกลุ่มเศรษฐี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
งานที่ยังเหลืออยู่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะอยู่ที่การสร้างความโปร่งใสและวินัยทางการคลังของภาครัฐบาล และการสร้างนโยบายกำกับการดำเนินงานของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่เข้มแข็งของ ก.ล.ต. เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่า ก.ล.ต.จะสอบตกไม่เป็นท่าในกรณีของกลุ่มชินฯ
ภายใต้องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราจะไม่มีโอกาสได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างครอบคลุมผู้คนทั้งประเทศในลักษณะเดียวกันกับเมื่อปี พ.ศ.2540 อีกต่อไป นอกจากนั้นถ้าหากเราสามารถตัดขาดความช่วยเหลือของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยออกจากธนาคารพาณิชย์ได้โดยเด็ดขาด และสามารถสร้างวินัยทางการคลังขึ้นได้ วิกฤตการณ์ที่จะเกิดจากหนี้บัตรเครดิตหรือการใช้จ่ายภาครัฐที่เรากำลังเป็นกังวลกันอยู่ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น
ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกๆ องค์ประกอบจะสำเร็จขึ้นก่อนที่เราจะได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2549



