Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


การรับผิด (accountability) ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

เรามักจะเคลิบเคลิ้มกับคำพูดอันดูห้าวหาญและเข้มแข็งของบรรดา “ผู้นำ/ผู้บริหารประเทศ” ที่ว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” โดยละเลยหรือนึกไม่ถึงว่าสิ่งสำคัญในการสถาปนาประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและมีความหมายกับประชาชนนั้นเป็นเรื่องของการทำให้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งจะต้อง “รับผิด” (accountable) ต่อสิ่งที่ตัวเอง “รับผิดชอบ” (responsible)

การรับผิดนี้ ไม่ใช่การสารภาพผิด หรือการถูกตัดสินว่าผิดแล้วจึงยอมรับคำตัดสินเหล่านั้นครับ ผมกำลังพูดถึงการรับปิดในทางการเมืองและการบริหารครับ

การรับผิดในทางการเมืองและการบริหารนั้นมีความสำคัญในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะระบบการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยที่ใช้การเลือกตั้งเป็นแกนกลางของความชอบธรรม (electoral democracy) นั้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ในการก้าวพ้นจากระบบเผด็จการอำนาจนิยมในอดีตที่ไม่ให้หลักประกันในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็ยัง “ไม่เพียงพอ” ต่อการประชาธิปไตยลงหลักปักฐานและมีความหมายต่อพลเมืองในการที่จะยึดมั่นและสืบสานให้ประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้

ในแง่นี้การออกมาแสดงเจตจำนงของประชาชนจำนวนไม่น้อยภายใต้การนำของฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งของพรรคฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยในวิกฤติการเมืองช่วงที่ผ่านมานั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งจะต้องการให้ผู้นำทางการเมืองนั้น “ออกไป” แต่ความสำคัญกลับอยู่ที่การต้องการให้ผู้นำ “ยอมรับผิด” ในสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งเพียงพอที่จะต้อง “ออกไป” นั่นเอง เพราะสภาผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ระบบกฏหมายที่มีอยู่ และรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้นไม่สามารถที่จะทำให้ผู้บริหารประเทศจากระบบการเลือกตั้งรับผิดได้

ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดิน กับการที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในระบบการเมืองนั้นจึงยังไม่เพียงพอในการทำให้ผู้บริหารประเทศนั้น “รับผิด” ได้ และการมีระบบการ “รับผิด” ที่ดีจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติที่นำไปสู่การบีบให้ผู้นำจำต้อง “ยอมรับผิด” โดยการลาออกผ่านความขัดแย้งของผู้คนทั้งประเทศได้

การรับผิด (accountability) หมายถึงว่าผู้บริหารประเทศจะต้องแถลงข้อมูล/รายละเอียด (give an account) ของนโยบายและสิ่งที่ตัวเองจะต้องปฏิบัติ เพื่ออธิบายและสร้างความชอบธรรมในสิ่งที่ตนจะต้องทำ และในขณะเดียวกัน จะต้องมีองค์กร/สถาบัน/พลังอำนาจบางอย่างที่จะทำให้สิ่งที่แถลงออกมานั้นทำได้จริง (hold them to account) ภายใต้ขอบเขตอำนาจและกระบวนการที่เหมาะสมตามหลักการทั่วไปของระบอบประชาธิปไตย

การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง และการมีอำนาจในการลงโทษเมื่อผู้บริหารประเทศใช้อำนาจในทางที่ผิดจึงเป็นหลักประกันในการทำให้กระบวนการรับผิดนั้นดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรับผิดในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ผู้บริหารประเทศจะต้องรับผิดต่อ องค์กร/สถาบัน/พลังอำนาจ หลัก 4 กลุ่มด้วยกัน ดังต่อไปนี้ (1)

1. สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรนับเป็นสถาบันที่มีความชอบธรรมและมีอำนาจหน้าที่หลายประการในการทำให้ผู้บริหารประเทศรับผิด ทั้งในส่วนของการมีพรรคฝ่ายค้านและระบบกรรมาธิการ รวมทั้งการมีวุฒิสภา แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภานั้น อำนาจส่วนนี้จะลดน้อยถอยลง และในขณะเดียวกันอาจไม่สามารถเป็นที่พึ่งของคนกลุ่มน้อยได้

2. องค์กรนิติบัญญัติอื่นๆ และองค์กรตุลาการ ที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งการพิทักษ์รักษากระบวนการทางกฏหมายที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ความสำคัญขององค์กรที่เราเรียกว่า “องค์กรอิสระ” และองค์กรตุลาการนี้ คือการที่คนทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้ ทั้งในส่วนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย

3. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยทั่วไปแล้วอำนาจของประชาชนผ่านการเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่จะตรวจสอบและตัดสินการทำงานของผู้บริหารประเทศ

อย่างไรก็ตามโดยข้อจำกัดของระบบการเลือกตั้งที่แม้จะว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งนั้นมิใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน ดังนั้นการพึ่งพา “เสียงของประชาชน” ผ่านการเลือกตั้งในฐานะการตรวจสอบจากประชาชนเพื่อให้กระบวนการรับผิดของผู้บริหารประเทศจึงมีขีดจำกัดเช่นกัน

4. สถาบันอื่นๆที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนความคิดเห็นสาธารณะ: หมายรวมถึงสื่อมวลชน และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่ต้องการทั้งผลักดันความคิดเห็นและผลประโยชน์ของตนออกมาให้สาธารณชนได้รับรู้ และต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือหรือยินยอมให้ความคิดเห็นและผลประโยชน์ของกลุ่มตนนั้น ถูกผนวกไปเป็นส่วนหนึ่ง หรือสถาปนานาจนำ ในการกำหนดความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งแม้ว่าองค์กรในแบบที่สี่นี้อาจจะมีพลังในทางกฏหมายในการทำให้รัฐบาลนั้นรับผิดได้น้อยกว่าสามองค์กรแรก แต่กลับมีพลังในการลงโทษทางจริยธรรม (moral sanction) อย่างโดดเด่น

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ว่า แค่การพูดว่าข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว และประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจต่อกระบวนการรับผิดของผู้บริหารประเทศนั้นไม่เพียงพอต่อการสถาปนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืนนั่นเองครับ

ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่าระบบ “การรับผิด” ที่ดีนั้นจะป้องกันวิกฤติการณ์เมืองที่ทำให้ผู้บริหารประเทศต้อง “ยอมรับผิด” โดยออกจาก “ชุมชนทางการเมือง” คนแล้วคนเล่า

ด้วยการสาปให้คนเหล่านั้น “ไม่ใช่คน” ...

เพราะความเสียหายทั้งก่อนและหลังความผิดของผู้นำนั้น... เรารับกันไปเต็มๆ ครับ


เชิงอรรถขยายความ:

1. ดัดแปลงและปรับปรุงจาก David Beetham. 2005. Democracy: A Beginner’s Guide. Oxford: Oneworld. หน้า 31-36 (Government Accountability).


ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 26 กรกฎาคม 2549 หน้า 4



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter