จุดไฟในนาคร
“ปกป้อง จันวิทย์” โทรศัพท์มาบอกว่า ระหว่างที่เขาหารือกับ “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” ว่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ที่ชวนผมมาเขียนว่าอะไรดี จะด้วยการ “แซว” ของ “ภิญโญ” และโดยการ “สมคบคิด” ของ “ปกป้อง” ด้วยหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ ??? แต่เขาทั้งคู่คิดๆ ว่าจะให้ผมเขียนคอลัมน์ชื่อ… “ดับไฟในนาคร” …???
ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องยืนหยัดต่อสู้…งัดเอาชื่อคอลัมน์ “จุดไฟในนาคร” ที่เคยใช้ในนิตยสาร “อาทิตย์ รายสัปดาห์” ซึ่งปิดตัวเองไปเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่นิตยสาร “โอเพ่น” จะถือกำเนิดและปิดตัวเองตามไป…กลับมาใช้กันใหม่ใน “ออน-โอเพ่น ดอทคอม” หรือ “โอเพ่น ออนไลน์” ที่เขาให้เกียรติเชื้อเชิญมาเขียนอยู่ในขณะนี้…
อันที่จริงแล้ว ตอนที่ผมตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “จุดไฟในนาคร” ในนิตยสาร “อาทิตย์ รายสัปดาห์” นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าผมไม่ได้คิดจะไปจุดไฟเผาบ้านเผาเมืองแบบจักรพรรดิเนโรแห่งกรุงโรมอะไรทำนองนั้น แต่ความหมายของ “ไฟ” ที่ผมนำมาใช้ในชื่อคอลัมน์ จะออกมาทางไฟที่เป็น “แสงสว่าง” เป็นดวงไฟ เป็นโคมประทีป เพื่อจะสร้างความสว่างไปขับไล่ความมืดประมาณนั้น…
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ…เขียนมาเขียนไปนับเป็นสิบๆ ปี มันก็ย่อมต้องมีไฟประเภทที่ไปเผาใครต่อใครกันบ้างเล็กน้อย ก่อนที่จะเผาตัวเองกลายเป็นเถ้าถ่านหรือเจ๊งกันในเวลาต่อมา…
ซึ่งถ้าหากมองถึงความหมายของไฟในลักษณะที่ว่านี้ จริงๆ แล้วผมน่าจะใช้ชื่อคอลัมน์ว่า “ดับไฟในนาคร” ตามที่ “ภิญโญ” และ “ปกป้อง” ได้ร่วมกันสมคบคิดนำเสนอเอาไว้จริงๆ เพราะนอกจากตัวเองจะกลายเป็นเถ้าถ่านมานานแล้ว ความรู้สึกที่คิดจะไปเผาผลาญใครต่อใครในระยะหลังๆ นั้น ต้องยอมรับว่ามันหายไปมาก ซึ่งจะเป็นด้วยความชราภาพ การลดหย่อนทางสมรรถภาพ หรือประสิทธิภาพก็แล้วแต่ แต่ลักษณะอาการของตัวเองที่ชักจะออกมาในทาง “แช๊ะๆ” คล้ายๆ กับไฟแช็คที่หมดแก๊สลงไปเรื่อยๆ จะไปคิดเผาใครหรือเผาอะไร…มันก็คงลำบากแล้ว…
หรือแม้กระทั่งเป็นไฟในแบบแสงสว่างที่จะช่วยขับความมืดให้กับใครต่อใครก็เถอะ ความรับรู้ทางด้านข้อมูลข่าวสารที่มันค่อยๆ จำกัดลงไป พร้อมๆ กับวัตรปฏิบัติในวิถีทางชีวิตแบบเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ได้เผ่นโผนโจนทะยานไปพบปะกับใครต่อใครในแวดวงต่างๆ มันย่อมทำให้โอกาสที่จะไปส่องสว่างลงไปถึงซอกมุมแต่ละมุม…ก็แทบเรียกว่าทำไม่ได้เอาเลย…
ถ้าหากจะยังพอเหลืออะไรที่สว่างๆ อยู่ ก็คงสว่างประมาณ “หิ่งห้อย” นั่นแหละ ริบ…ริบ…ริบ…ริบ…หรี่ ริบ…ริบ…ริบ…ริบ…หรี่ อาจจะพอวูบๆ ไหวๆ อยู่ตามปลายทุ่งปลายนา พอจะให้นักท่องเที่ยวโฮมสเตย์ที่หลงๆ เข้าไปแถวๆ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รู้สึกเพลินๆ กันได้บ้าง…
แต่เอาเป็นว่า…ไม่ว่าผมจะเหลือไฟอยู่อีกเท่าไหร่ ควรจะกลับมาดับไฟหรือจุดไฟก็แล้วแต่ ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็เสร็จ “ปกป้อง” เสร็จ “ภิญโญ” จนได้ คือต้องมาเขียนคอลัมน์ “จุดไฟในนาคร” ตามคำเชื้อเชิญ ด้วยความยินยอมพร้อมใจด้วยประการฉะนี้…
ซึ่งสิ่งที่จะเขียนให้ท่านพอได้อ่านกันในช่วงว่างๆ มันจะถูกใจ-ไม่ถูกใจ พอจะทำให้เกิดความสว่างหรือยิ่งกลับทำให้มืดทึบมึนตื้อ พอจะทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เกิดแรงบันดาลใจ หรือกลับทำให้เบื่อหน่ายไปกับความเลอะเทอะก็แล้วแต่ แต่ไหนๆ ผมเองก็หลวมตัวมาแล้วถึงขั้นนี้ ท่านก็คงพอจะทำใจ ยอมหลวมตัวอ่านๆ กันไปตามความรู้สึกเท่าที่มีก็แล้วกัน…
อะไรต่อมิอะไรที่ผมขีดๆ เขียนๆ ในระยะหลังๆ ว่าไปแล้ว มันก็วนๆ อยู่กับเรื่องของการจุดไฟ การดับไฟอะไรที่ว่านี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ก็แล้วแต่ ทุกปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวของแต่ละสิ่งแต่ละอย่างนั้น มันก็มักจะเป็นไปในทางหนึ่งทางใดระหว่างทางที่มืดกับทางที่สว่าง หรือถ้าหากจะว่ากันในแง่ความรู้สึก ก็คงวนมา-วนไปอยู่กับความรู้สึกร้อนๆ หรือความรู้สึกเย็นๆ กันตามสภาพ…
หรือถ้าหากจะว่ากันให้ลึกๆ ยิ่งกว่านั้น บางครั้งคำว่า “ไฟ” ที่น่าจะให้ความรู้สึกร้อนๆ เป็นหลัก แต่มันอาจจะเป็นอะไรที่นำไปสู่ความเย็น ความสงบก็ไม่แน่??? เช่นไฟของพวก “โซโรอัสเตอร์” หรือที่เรียกกันว่า “ลัทธิบูชาไฟ” ที่มีมาตั้งแต่ยุดเปอร์เซียโบราณ ไฟที่หมายถึงอะไรบางอย่างที่เป็นอมตะ เป็นนิรันดรกาล เป็นแสงสว่างที่ปรากฏกันมาตั้งแต่ยังไม่เกิดโลก ไม่เกิดจักรวาลด้วยซ้ำ ซึ่งว่ากันว่าได้กลายมาเป็นแสงสว่างในแบบเดียวกับที่ชาวคริสต์พูดๆ กันในภายหลัง คือ “แสงสว่างที่ส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะไม่”…แสงสว่างอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “พระวาทะ” และ “พระวาทะ” อันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ “พระผู้เป็นเจ้า” …??? ??? ??? ซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากแสงสว่างเดียวกันที่ปรากฏในศาสนาพุทธนั่นเอง แสงสว่างอันเก่าแก่ อันคาดคำนวณอายุไม่ได้ แสงสว่างอันเจิดจ้าจนไม่อาจชั่ง ตวง วัด หรือแสงสว่างที่ไม่มีความมืดอยู่แม้แต่อณูเดียว (อมิตาภะ , อมิตายุ) ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้คำเรียกว่า “พระผู้เป็นเจ้า” แต่ไปเรียกๆ กันว่า “ธรรมชาติที่อยู่เหนือการปรุงแต่ง” หรือ “ไกวัลยธรรม” กันแทน…
แสงสว่างที่ว่านี้จะเกิดขึ้นมาจากไฟชนิดไหนก็ไม่ทราบได้ แต่โดยลักษณะอาการแล้วมันจะออกไปในทางให้ความเย็น สงบ สว่าง สะอาด ซึ่งอาจจะต่างไปจากแสงสว่างอีกประเภทหนึ่งที่เรียกๆ กันว่า “เอนไลท์เทนเมนท์” หรือแสงสว่างอันเกิดมาจากปัญญามนุษย์ ที่เพิ่งเริ่มต้นส่องสว่างกันในยุคที่เรียกว่า “ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา” ของพวกฝรั่งเมื่อแค่ไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว ซึ่งแม้นว่ามันจะมีที่มาจากไฟในการต่อสู้ของพวกนักคิด นักวิทยาศาสตร์ นักศิลปะ หรือนักอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ที่ได้รวมตัวลุกขึ้นมาโค่นอำนาจของพวกพระชาวคริสต์ในยุโรป ทำการแยกรัฐออกจากศาสนา ใช้พลังอำนาจ พลังความรู้ ผลักดันให้เกิดสังคมในแบบที่เรียกว่า “สังคมโลกียะ” หรือ “โลกวิสัย” (เซ็คคิวเลอร์ โซไซตี้) แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้ ก่อให้เกิดระบบการเมือง-การปกครอง การเศรษฐกิจ จิตวิทยาสังคมอันซับซ้อน หลากหลาย ครอบคลุมทัศนะ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของใครต่อใครกันจนกลายเป็นแบบฉบับของผู้ที่ได้รับการยกย่องในสังคม “เสรี” จำนวนมากมาย แต่แสงสว่างในแบบที่ว่านี้มันจะนำไปสู่ความเย็นหรือความร้อน ความสงบหรือความสับสนวุ่นวาย ความสว่างหรือความมืด ความสะอาด หรือความสกปรก ฯลฯ ??? ??? อันนี้ท่านทั้งหลายที่อาจมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 สงครามเย็น และสงครามกับการก่อการร้าย…ก็คงต้องไปหาข้อสรุปกันเอง…???
แต่ว่าไปแล้ว…ปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวิทยา สภาพความเป็นไปของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม…ฯลฯ มันก็วนๆ อยู่กับแสงสว่างใน 2 ลักษณะที่ว่านี้นี่แหละ แน่นอนว่ามนุษย์นั้นเกิดมาเสรี หรือพระเจ้ามอบเสรีภาพให้กับมนุษย์มาตั้งแต่แรก เราทั้งหลายต่างก็มีเสรีที่จะเลือกว่าจะเดินไปตามแสงสว่างในลักษณะไหน???
ด้วยเหตุนี้ ในฐานะที่ผมเองก็เคยพอมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องไฟกันมาบ้าง จะเป็นประสบการณ์ในการเผาใครต่อใคร หรือเผาบ้านเผาเมืองหรือไม่? ก็ตาม แต่ก็พอจะคุ้นๆ กับความมืด-ความสว่างอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็เลยยินดีและยินยอมพร้อมใจที่จะให้ “ปกป้อง” และ “ภิญโญ” ลากตัวออกมา… “จุดไฟในนาคร” กันอีกครั้ง…
***********************************



