การค้าที่ยุติธรรม (fair trade)
นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แทบทุกครั้งที่องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) จัดการเจรจาการค้าพหุภาคีระหว่างผู้นำประเทศต่างๆ ก็จะปรากฏภาพนักต่อต้านเรือนหมื่นที่โพกหัวด้วยข้อความต่อต้าน WTO ปักหลักตะโกนด่าองค์กรพหุภาคีอย่าง WTO IMF และประเทศมหาอำนาจต่างๆ ตลอดระยะเวลาการประชุม จนกล่าวได้ว่า ที่ไหนมีการประชุม WTO ที่นั่นมักมีการต่อต้านเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว และจำนวนนักต่อต้านก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสาย
แต่ถ้าหากโลกาภิวัตน์เป็น “เหตุการณ์อุบัติเอง” เหมือนระบบตลาด ที่เกิดจาก “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ นั่นคือความอยากรู้อยากเห็น และความประสงค์จะมีสิทธิเสรีภาพในการติดต่อค้าขายกับเพื่อนร่วมโลก อย่างที่เล่าให้ฟังตอนที่แล้ว แสดงว่าผู้ต่อต้านเหล่านี้เป็นคนหลงยุคที่กำลัง “ฝืนธรรมชาติ” อยู่หรือเปล่า?
คำตอบสั้นๆ คือ “ไม่ใช่ทุกคน” เพราะสิ่งที่นักประท้วงหลายฝ่ายกำลังต่อต้านคือ “วิธีการ” ที่ประเทศมหาอำนาจและองค์กรข้ามชาติต่างๆ เช่น WTO กำลังใช้ในการบริหารจัดการ และแบ่งสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ในตัวของมันเอง
ก่อนอื่น ต้องยอมรับว่าการแยกกลุ่มผู้ต่อต้านที่รู้จริงและมีเหตุผล ออกจากกลุ่มผู้ต่อต้านที่ต่อต้านอย่างไร้เหตุผลหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อสื่อมวลชนมักกระพือข่าวและเน้นเฉพาะความรุนแรงของการต่อต้านเหล่านี้ จนทำให้ขบวนการต่อต้านทุกกลุ่มถูกดูดกลืน ผสานรวมเป็นขบวนการเดียวกันที่กำลัง “ถ่วงความเจริญ” ของโลก ในมโนคติของหลายๆ คน
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง กลุ่มผู้ต่อต้าน WTO แต่ละกลุ่ม มีความหลากหลายทางความคิดไม่ต่างจากการกระทำของมนุษย์ในเรื่องอื่นๆ ซึ่งเราอาจสรุปว่ามี 4 รูปแบบคือ ทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ถูก ทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด ทำสิ่งที่ผิดด้วยเหตุผลที่ถูก และทำสิ่งที่ผิดด้วยเหตุผลที่ผิด
เช่นนี้แล้ว คำถามคือ อะไรคือเหตุผลที่ “ถูก” และอะไรคือเหตุผลที่ “ผิด” ในการต่อต้านเงื่อนไขการเปิดเสรีการค้า ที่ WTO และประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตกกำลังผลักดันอยู่?
ถามอีกนัยหนึ่งคือ “ความยุติธรรม” ในบริบทของการค้าระหว่างประเทศคืออะไร และเราจะวัดมันได้อย่างไร?
คำถามนี้ไม่ง่าย เพราะไม้บรรทัดวัดระดับความยุติธรรมหรือความถูก-ผิด ของแต่ละคนย่อมสั้นยาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมือง และความเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐและเอกชนในการจัดสรรทรัพยากร
นักคิดอนุรักษ์นิยม “ฝ่ายขวา” ผู้ชื่นชอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) มองว่า การค้าเสรีนั้นเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย (win-win situation) อย่างแน่นอน เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) ของตนเมื่อเทียบกับคู่ค้า ส่งสินค้าออกไปขายได้มากขึ้น และเนื่องจากทุกประเทศมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ทุกประเทศก็ควรได้รับประโยชน์จากนโยบายเปิดเสรีการค้า
การค้าเสรีไม่ใช่เกมกีฬาที่ต้องมีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ หากเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่คนวิ่งทุกคนสามารถวิ่งให้ถึงเส้นชัยได้ แม้อาจจะถึงเส้นชัยนั้นไม่พร้อมกัน
ดังนั้นจากมุมมองนี้ “ความยุติธรรม” ทางการค้าหมายถึง การค้าเสรีที่มีกฎกติกาโปร่งใส ให้โอกาสทุกฝ่ายทัดเทียมกันบนเวทีการค้า (level playing field) รัฐและองค์กรพหุภาคีต่างๆ ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “กรรมการ” ผู้กำกับดูแลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น ไม่ควรยื่นมือเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดใดๆ ทั้งสิ้น
พูดง่ายๆ ก็คือ นักคิดฝ่ายขวามองว่าการค้าเสรีนั้นย่อมเป็นการค้าที่ยุติธรรมเสมอ
บนอีกด้านหนึ่งของไม้บรรทัดอุดมการณ์ นักคิด “ฝ่ายซ้าย” หลายรายก็แย้งว่า การค้าเสรีแบบ “อ้าซ่า” อย่างนั้นไม่มีวันเป็นการค้าที่ยุติธรรมจริง เพราะแต่ละประเทศมีขนาด ศักยภาพ ความรู้ และระดับการพัฒนาไม่เท่ากัน ประเทศที่เล็กกว่าอาจตกเป็นผู้เสียประโยชน์จากการเปิดเสรีแบบอ้าซ่าแทนที่จะได้ประโยชน์
เปรียบเสมือนเอาเด็กห้าขวบมาวิ่งมาราธอนคู่กับนักวิ่งมืออาชีพหลายสิบคน ถึงแม้นักวิ่งทุกคนจะเคารพกฎกติกาเหมือนกัน และกรรมการจะตัดสินอย่างตรงไปตรงมา การวิ่งข้ามรุ่นแบบนี้ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่สำหรับเด็กห้าขวบ เพราะเขาน่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยช้ากว่าคนอื่นๆ แถมดีไม่ดีอาจเป็นลมล้มพับกลางทางไปก่อน เพราะระยะทางวิ่งมาราธอนนั้นเห็นชัดว่าเกินกำลังของเด็กห้าขวบแน่ๆ
ในกรณีนี้ การกระทำที่อาจดูเหมือนมีมนุษยธรรมที่สุด อาจเป็นการหว่านล้อมให้เด็กคนนั้นเลิกวิ่ง แล้วกลับไปนอนอยู่บ้านเฉยๆ เปรียบเสมือนจุดยืนของผู้ต่อต้าน WTO บางกลุ่ม ที่ต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาเลิกเจรจาเปิดการค้าเสรี เพราะเชื่อว่ามีแต่ผลเสียเท่านั้น
แต่ถ้าเด็กห้าขวบคนนั้นยืนยันกับเราว่าอยากวิ่ง เพราะรางวัลจากการเข้าเส้นชัยคือรายได้ที่มากกว่าค่าขนมของเขาหลายเท่า คำถามก็คือ เราควรปรับเปลี่ยนกฎกติกาเพื่อ “ช่วยเหลือ” เด็กคนนั้นอย่างไร ให้เขาสามารถวิ่งเคียงข้างนักวิ่งมืออาชีพได้อย่าง “สูสี” มากขึ้น ต้องทนทรมานน้อยลง ทำให้การวิ่งครั้งนี้มี “ความยุติธรรม” และมี “มนุษยธรรม” มากขึ้น
ไม่ต่างจากกฎ “แต้มต่อ” ในเกมกีฬาหลายประเภท เช่น กอล์ฟ หรือหมากล้อม
แน่นอน ความคิดแบบนี้ย่อมทำให้นิยาม “ความยุติธรรม” ของฝ่ายซ้ายเป็นเรื่องสลับซับซ้อนมากกว่านิยามของเสรีนิยมใหม่ และไม่มีกรอบตายตัวแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า ผู้วางกฎต้องระวังไม่ให้กฎ “แต้มต่อ” ทั้งหลายกลายเป็นการช่วยเหลือแบบ “ให้เปล่า” โดยที่ฝ่ายเสียเปรียบไม่ต้องแสดงความวิริยะอุตสาหะอะไรเลย เพราะจะกลายเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมต่อฝ่ายได้เปรียบ และอาจทำให้ฝ่ายเสียเปรียบ “เสียนิสัย” กลายเป็นผู้รอขอความช่วยเหลือจากรัฐตลอดเวลา ไม่อยากช่วยตัวเองอีกต่อไป (นักเศรษฐศาสตร์เรียกความเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์แบบนี้ว่า ความเสี่ยงทางศีลธรรม หรือ moral hazard)
ยกตัวอย่างเช่น หากเราอนุญาตให้เด็กห้าขวบคนนั้นนั่งฟังเพลงสบายๆ ในแท็กซี่ไปจนถึงเส้นชัย ก็เป็นการช่วยเหลือที่ “ไม่ยุติธรรม” สำหรับนักวิ่งมืออาชีพทั้งหลาย ที่กำลังพยายามวิ่งอย่างสุดความสามารถ และในการแข่งขันคราวต่อๆ ไป เด็กคนนั้นก็จะเรียกร้องขอนั่งแท็กซี่ทุกครั้ง
“ความยุติธรรม” ที่แท้จริงนั้นต้องยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย แม้ว่าอาจมีผู้เสียประโยชน์และได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน เพราะผลของการค้าท้ายที่สุดแล้วย่อมขึ้นอยู่กับระดับความสามารถและความเพียรของแต่ละคน
รูปแบบของ “แต้มต่อ” ของเด็กห้าขวบที่ยุติธรรมกับนักวิ่งคนอื่นๆ อาจเป็นการอนุญาตให้เด็กวิ่งระยะสั้นกว่านักวิ่งมืออาชีพ หรือให้ปั่นจักรยานช่วยออมแรงบ้างในบางช่วง
ในบริบทของการค้าเสรี “แต้มต่อ” ที่ฟังดูเข้าท่าแบบนี้ประการหนึ่งที่บรรจุอยู่ในกรอบการเจรจาเปิดเสรีของ WTO คือการอนุญาตให้รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้เงินอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิตและด้านการลงทุน เช่น การอุดหนุนเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยในราคาถูก หรือซื้อเครื่องมือและเครื่องจักร
แน่นอน เงินอุดหนุน (subsidy) จากภาครัฐเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดวิธีหนึ่ง ที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศที่ผ่านมาไม่เคย “เสรี” จริง แต่การอนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้เงินอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิตและการลงทุนนั้น นับเป็นวิธีการช่วยเหลือที่ดี เพราะช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยลำแข้งของตัวเองได้ จากเดิมที่ไม่มีอะไรเลยแม้แต่เงินซื้อปุ๋ย
การช่วยเหลืออย่างนี้เปรียบเสมือนการช่วยซื้อเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่ตกปลาให้เขากินทุกวัน เป็นวิธีการช่วยเหลือที่นักคิดทุกฝ่ายน่าจะยอมรับได้ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายซ้ายหรือขวา
หากเกษตรกรในประเทศร่ำรวย ผู้มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมสรรพและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่า จะมองว่าเงินอุดหนุนนี้ “ไม่ยุติธรรม” สำหรับเขา ก็ดูจะเป็นการตีโพยตีพายที่แล้งน้ำใจและฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่
ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้วิวาทะเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อน เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าแต่ละประเทศประกอบด้วยผู้คนมากมายหลายกลุ่ม ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าไม่เท่ากัน บางกลุ่มอาจเสียประโยชน์อย่างรุนแรงด้วยซ้ำ
ในตัวอย่างของเรา เด็กห้าขวบนักวิ่งมาราธอนอาจต้องเอารายได้จากการเข้าเส้นชัยไปซื้อเหล้าให้พ่อขี้เมากิน นอกจากจะไม่เหลือเงินเก็บไว้เป็นของตัวเองแล้วยังถูกพ่อทุบตีอีกด้วย
“แต้มต่อ” ที่เราให้ เช่นอนุญาตให้เขาปั่นจักรยาน อาจช่วยให้เด็กคนนั้นวิ่งเข้าเส้นชัยได้สบายขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของเขาอย่างถาวรได้ ตราบใดที่พ่อขี้เมายังสับโขก ยึดเงินจากลูกตัวเองเป็นสรณะอยู่เช่นเดิม
โครงสร้างอำนาจอันบิดเบี้ยวแบบนี้ เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่า เหตุใดการสนับสนุนของธนาคารโลกและ IMF ให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ แปรรูปสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เป็นของเอกชนนั้น นอกจากจะไม่นำไปสู่การแข่งขันที่เสรีและให้บริการที่ดีขึ้นสมความตั้งใจแล้ว หลายครั้งกลับนำไปสู่การผูกขาดและเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม ในประเทศที่อำนาจรัฐถูกครอบงำด้วยอำนาจกลุ่มทุนใหญ่ ทำให้มีผู้ได้ประโยชน์เพียงสองกลุ่มเท่านั้นคือนักการเมืองและนักธุรกิจเจ้าของกิจการ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ ดังที่ปรากฏในรัสเซียและอาร์เจนตินา ประเทศไทยเองก็ดูเหมือนกำลังจะเจริญรอยตามประเทศทั้งสอง
อาจนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำสิ่งผิดด้วยเหตุผลที่ถูก (“ถูก” ในแง่ของความปรารถนาดี)
หรือเอาเรื่องใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย ข้อตกลงเปิดเสรีการค้าไทย-จีนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรไทยกำลังประสบปัญหารายได้ลดลงฮวบฮาบ เพราะไม่สามารถแข่งกับผักผลไม้จากจีน โดยเฉพาะกระเทียม หอมแดง และหอมหัวใหญ่ ซึ่งมีราคาถูกกว่าของไทยหลายเท่า
ข้อตกลงนี้เป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทยที่ได้บริโภคผักผลไม้ราคาถูก และกลุ่มทุนในธุรกิจการเกษตรที่ได้ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยของไทยต้องยากจนและอ่อนแอลงจากภาระหนี้สิน โดยที่ภาครัฐเองก็ไม่เคยมีมาตรการรองรับการสูญเสียวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างจริงจัง ซ้ำร้ายยังมีเสียงสะท้อนจากเกษตรกรว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางรายคอร์รัปชั่นแม้กระทั่งเงินค่าชดเชยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเงินชดเชยการเลิกปลูกกระเทียม ซึ่งรัฐให้เพียงไร่ละ 1,500-2,500 บาทเท่านั้น
ถ้าข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีส่งผลให้คนส่วนมากของประเทศซึ่งยากจนอยู่แล้วต้องยากจนข้นแค้นกว่าเดิม ในขณะที่คนส่วนน้อยซึ่งร่ำรวยอยู่แล้วได้รับความสุขสบายกว่าเดิม ก็ถึงเวลาที่เราต้องมาวิเคราะห์กันว่า ข้อตกลงนั้น “ยุติธรรม” จริงหรือไม่ เราให้ “แต้มต่อ” ผิดข้างหรือไม่
เพราะในบริบทของการค้าระหว่างประเทศ ประโยชน์ของทุนนิยมควรต้องถูก “ขีดเส้นใต้” ด้วยกรอบของมนุษยธรรม ก่อนที่เราจะกลายร่างเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” เต็มตัวที่ไม่คิดถึงอะไรอื่นอีก นอกเหนือจากราคาสิ่งของที่เราบริโภคเท่านั้น
พฤติกรรมการเจรจาเปิดการค้าเสรีของประเทศมหาอำนาจที่ผ่านมา มีลักษณะที่เอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด จนละเมิดแม้แต่หลัก “ความยุติธรรม” ของฝ่ายขวา (ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีแบบอ้าซ่า) ที่เราอาจถือว่าเป็น “หลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน” ของสังคมมนุษย์ คือกฎกติกาที่ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเอาเปรียบแบบโจ่งแจ้งของประเทศมหาอำนาจที่ละเมิดแม้กระทั่งหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานนั้น อาจนับเป็นโชคดีของผู้ต่อต้าน (แต่โชคร้ายของโลก) เพราะทำให้กลุ่มผู้ต่อต้าน WTO ที่มีเหตุผลทุกสำนักสามารถรวมตัวกันได้เป็นปึกแผ่น เลิกทะเลาะกันเรื่องอุดมการณ์ขวาซ้ายชั่วคราว
ในตัวอย่างของเรา ประเทศมหาอำนาจผู้เกเรเหล่านี้เปรียบเสมือนนักวิ่งมืออาชีพเห็นแก่ตัว ที่นอกจากจะไม่ยอมให้เด็กห้าขวบมีแต้มต่อแล้ว ยังเอาผ้าผูกตาเด็ก บังคับให้วิ่งทั้งๆ ที่มองทางไม่เห็น
ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ใช้วิธีการเอาเปรียบอะไรบ้างในการเจรจา WTO ที่ส่งผลให้ผู้ต่อต้าน WTO ต่างอุดมการณ์สามารถผนึกกำลังกันได้? ขบวนการต่อต้าน WTO มีวิธีการต่อต้านอะไรหรือไม่ ที่สร้างสรรค์กว่าการปักหลักตะโกนประท้วงหน้าสถานที่ประชุม?
โปรดติดตามคำตอบได้ในตอนต่อไป.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2549



