เอนก กลับมาแล้ว(ครับ) ชูประชาธิปไตยแบบผสม สลายประชานิยมสามานย์
ชั่วโมงนี้ คนในพรรคไทยรักไทยหลายคน เปรียบเปรยว่า การต่อสู้ของระบอบทักษิณเป็นการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอย่างหาญกล้า เทียบได้กับการต่อสู้ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 74 ปีที่แล้ว
ขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า ระบอบทักษิณสถาปนาระบอบทรราช ค.ศ. 2006 เสียมากกว่า นักรัฐศาสตร์อาวุโสประณามว่า ระบอบทักษิณจะพังทลาย เพราะการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ
นักปฎิรูปการเมืองเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหากลไกตรวจสอบและคานอำนาจของระบอบทักษิณ
วันนี้ กระแสสังคมระหว่างกลุ่มผู้มีบารมี ทั้งเก่า และใหม่ ปะทะกันอย่างรุนแรง
แม้การเลือกตั้งทั่วไป ประกาศมาแล้วในวันที่ 15 ตุลาคม แต่เอาเข้าจริง หลังการปิดหีบเลือกตั้ง บ้านเมือง สงบสุขจริงหรือ ?
“ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เจ้าของทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ สำนักท่าพระจันทร์
หลังจากว่างเว้นจาก “พิษการเมือง” ได้กลับเข้าห้องสมุดอีกครั้ง เพื่อค้นคว้า และอ่านหนังสือครั้งใหญ่ หลายร้อยหลายพันเล่ม เพื่อศึกษาเรื่อง ประชานิยมในบริบทของทักษิโณมิกส์
วันนี้ ผลงาน วิจัยเรื่อง “ทักษิณา-ประชานิยม ความหมาย ปัญหา และทางออก” เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว คาดว่า ไม่เกินสิ้นปีนี้ หนังสือจะวางแผงทั่วประเทศ
“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เปิดห้องทำงานใหม่ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง และทฤษฎีใหม่ เรื่องระบอบประชานิยมแบบผสม และหายนะของประชานิยม
มองทิศทางการเมืองข้างหน้าอย่างไร ?
การเมืองไทยตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต เป็น “ประชาธิปไตยระบอบผสม” ซึ่งคำคำนี้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมันโบราณและใช้กันมาในประเทศโลกตะวันตก จนถึงวันนี้คำว่า “ประชาธิปไตยระบอบผสม” ก็ยังคงใช้ได้อยู่ และยังใช้ได้ดีต่อไป
เพลโต้ อริสโตเติล ได้พูดไว้ว่า ประชาธิปไตยของกรีกโบราณนั้นเป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงแต่เสียงข้างมาก คำนึงถึงแต่เสียงของชนชั้นล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องมี แต่ถ้าเป็นเสียงข้างมากที่มีคุณภาพจำเป็นจะต้องฟังเสียงของอภิชนและฟังเสียงของเอกบุรุษ
คำว่า “อภิชน” ภาษาอังกฤษคือ Aristocracy คำว่า “เอกบุรุษ” ภาษาอังกฤษคือ Monarchy
ซึ่งคำว่า Monarchy ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่หมายถึงจักรพรรดิ หรือสามัญชนที่เป็นผู้ปกครองสูงสุดของอาณาจักรหรือของประเทศ เช่น ในยุคโรมันโบราณ จูเลียต ซีซ่าร์ นั้นเป็นกงสุล หมายถึงเป็นสามัญชนชั้นสูงสุดของประเทศ แล้วกงสุลในยุคโรมันโบราณก็มี 2-3 คนได้ ไม่จำเป็นจะต้องมีคนเดียว
สำหรับในประเทศไทย Monarchy หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และก็อาจจะหมายถึงเอกบุรุษท่านอื่นๆ ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความอย่างไร อย่าง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ถือได้ว่าเป็นเอกบุรุษในระดับรองลงมาที่สังคมไทยให้ความเชื่อถือ มีความเป็นมาที่ยาวนาน มีความผูกพันกับบ้านเมืองไทยมาหลาย 10 ปี โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีหลัง เพราะฉะนั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.เปรมมีสถานะที่สูงเด่น
“อภิชน” ในยุคของกรีกและโรมันโบราณหมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีอายุ ผู้ที่มีอาวุโส มีประสบการณ์ในกิจการของบ้านเมืองและสังคม เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ซึ่งในปัจจุบันสังคมไทยก็อาจจะหมายถึงสมาชิกราชสกุลวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สังคมให้การยอมรับนับถือ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส หรือผู้อาวุโสของสังคมอย่าง ศ.น.พ.ประเวศ วะสี, อาจารย์เสน่ห์ จามริก, น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว, อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ, อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช คนเหล่านี้สามารถเรียก “อภิชน” ได้อย่างสบายใจ
คำว่า “อภิชน” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้ดี เป็นคนชั้นสูง สายเลือดสีน้ำเงิน แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องเป็นคนดี เป็นคนที่เห็นและทำตามแนวทางที่ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” พูดคือ เมื่อเกิดมาในแผ่นดินจะต้องทดแทนคุณให้กับแผ่นดิน เอาธุระเรื่องของบ้านเมือง เรื่องของส่วนรวมเป็นธุระของตัวเองเสมอ
“ประชาธิปไตยในระบอบผสม” จะต้องมีทั้งประชาธิปไตย มีทั้งการฟังเสียงของคนข้างมาก การตอบสนองต่อคนข้างมาก มีการทำนุบำรุงประชาธิปไตย คนยากคนจน ชนชั้นล่าง คนข้างมาก ตรงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกันจะต้องไม่ละเลยความคิดเห็น ความปรองดอง สมานฉันท์ และหารือกับเอกบุรุษ กับอภิชนอยู่เสมอ
ประเทศไทยยึดหลักประชาธิปไตยระบอบผสมมาอย่างยาวนาน ผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคที่คุมอำนาจการบริหารประเทศ จะต้องฟังเสียงสถาบันข้างบน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งในยุคของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มี 3 เหล่าทัพ คือ 1.ตำรวจ 2.รัฐบาล 3.สภา และยังมีระบบเสียงข้างมากสนับสนุน
แต่เมื่อถึงคราววิกฤต “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ก็ยังรับฟังความเห็นของ “อภิชน” และ “เอกบุรุษ” แล้วก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น แต่พอถึงยุคของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กลับไม่ประพฤติปฏิบัติตามประชาธิปไตยในระบอบผสม แต่กลับยืนยันอย่างแข็งกร้าวตลอดว่า ตัวเองเป็นเสียงข้างมาก บางครั้งก็บอกว่ามีเสียงสนับสนุน 12 ล้านเสียงบ้าง 16 ล้านเสียงบ้าง หรือบางทีก็บอกว่า 19 ล้านเสียง
การที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” มีเสียงข้างมากสนับสนุนก็ไม่ควรจะไปอิงกับเสียงข้างมาก เพราะหลายคนก็ชี้ว่าเสียงมากที่ได้มาไม่ใช่ว่าไม่มีข้อกังขา แต่หลายคนเชื่อว่ามีการใช้เงินอยู่มากมาย และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิเคราะห์ลงไปให้ถึงที่สุด ตอนนี้ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่มีแม้แต่เสียงเดียว ฉะนั้นจะไปอ้างเสียงข้างมากไม่ได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรไม่มี พรรคไทยรักไทยไม่มีสมาชิกที่เป็น ส.ส.แม้แต่คนเดียว แล้วขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบหรือเปล่า เวลานี้สถานะของรัฐบาลง่อนแง่นที่สุด ไม่มีอะไรที่เป็นฐานอ้างอิงได้ เพราะฉะนั้นผู้นำยิ่งจะต้องโน้มตัวลงมาหาอภิชน แล้วรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อติติง ข้อวิจารณ์ของสถาบันให้มากที่สุด
สามารถพูดได้หรือไม่ว่า “ระบอบทักษิณ” ต้องการที่จะก้าวให้พ้นจาก “ประชาธิปไตยระบอบผสม” ไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์” ?
ใช่ แต่ทีนี้นักปราชญ์หลายคนในตะวันตกได้เคยพูดเอาไว้ว่า “ประชาธิปไตย” ที่ไม่ฟังเสียงของคนข้างน้อย ไม่ฟังเสียงของสังคมที่มีความหลากหลาย และไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ความริเริ่ม การเลือกตั้งต่างๆ ของคนในสังคมเลย ก็ไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” จะกลายเป็น “ทรราชเสียงข้างมาก” แต่สังคมไทยไม่ควรที่จะไปกังวลแต่เรื่องที่ว่ารัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก ถ้าเสียงข้างมากเป็นเสียงที่ไม่ชอบธรรม เป็นเสียงข้างมากที่ไม่รักษาประโยชน์ของปวงชน เป็นเสียงข้างมากที่ไม่รักษาประโยชน์ของประเทศชาติ รัฐบาลชุดนั้นก็เป็นได้อย่างมากก็แค่ “ทรราชของเสียงข้างมาก”
และจุดนี้เองที่ประชาชนในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนามาอย่างยาวนานเป็นห่วง เพราะคงไม่มีใครพอใจเพียงแค่ได้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากเท่านั้น จากนั้นรัฐบาลจะทำอะไรก็ถูกต้องทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย เมื่อได้อำนาจแล้วจะต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องและชอบธรรม
ความปรองดอง ความสมานฉันท์ในประเทศควรมีรูปแบบอย่างไร ?
นายกฯทักษิณจะต้องเป็นผู้ริเริ่ม เนื่องจากมีสถานะที่สูงกว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม ยิ่งมีตำแหน่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องโน้มตัวลงมา เพราะฉะนั้นตัวนายกฯทักษิณจะต้องเดินเข้ามาหาฝ่ายต่างๆ พร้อมกับยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายต่างๆ ส่วนความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้จากการเจรจาหรือไม่นั้น ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับการเจรจาระหว่างประเทศที่เคยรบกัน
ฉะนั้นจำเป็นจะต้องมีมาตรการอะไรที่ทำให้คนมีความมั่นใจที่จะเจรจา พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องทำให้คำพูดของตัวเองเป็นธงให้กับคนอื่น ว่าจะโบกไปทางไหน โบกสู้ หรือโบกถอย โบกเจรจา หรือโบกเพื่อรบ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานายกฯทักษิณส่งสัญญาณที่สับสน
วันนี้พูดถึงเรื่องความสมานฉันท์ วันต่อมาก็ลุกขึ้นมาด่าคนโน้นคนนี้ พอผู้สื่อข่าวถามว่า ที่พูดนั้นหมายความว่าอย่างไร ก็บอกว่าไม่มีอะไร สมานฉันท์ดีกว่า นี่คือปัญหาทางเทคนิคที่เกิดจากตัวของนายกฯทักษิณเอง
การเจรจาเพื่อความสมานฉันท์ที่ดีที่สุดก็คือ นายกฯทักษิณจะต้องส่งสัญญาณหรือจัดการอะไรบางอย่างจนกระทั่ง กกต.ทั้ง 3 คนลาออก แล้วจัดการแต่งตั้ง กกต.ใหม่ขึ้นมา จากนั้นนายกฯทักษิณจะต้องรับปากกับสังคมว่า จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะยังคงเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป กรณีที่พรรคไทยรักไทยไม่ถูกยุบ แล้ว ส.ส.พรรคไทยรักไทยก็ลงสมัครรับเลือกตั้งตามปกติ สังคมไทยก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร คนไทยก็ต้องยอมรับตรงนั้น
หากดูข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย “พันธมิตร” ก็บอกว่า นายกฯทักษิณต้องออกไป ในขณะที่ “นายกฯทักษิณ” บอกว่า ตัวเองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย มันสุดโต่งเกินไปหรือเปล่า ?
นายกฯไม่จำเป็นจะต้องพ้นจากการเมืองในวันนี้ก็ได้ เพียงแต่สัญญาว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งต่อไป หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น คือไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะในประวัติศาสตร์ของประชานิยมที่ศึกษามานั้น ประชานิยมจะสามารถกลับมาได้เป็นเรื่องปกติ ประชานิยมจะมากับวิกฤต แล้วก็จะไปกับวิกฤต แล้วก็จะกลับมาอีกครั้งกับวิกฤต
เมื่อหันมาดูวิกฤตในประเทศไทยจนถึงสิ้นปีนี้ก็จะยังหนักอยู่ และจะยังหนักไปเรื่อยๆ ถ้านายกรัฐมนตรีทำการเมืองให้ดี คิดทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น หลังจากที่ออกไปจากการเมือง แล้วปรับปรุงตัวให้ดี ปรับปรุงพรรคให้ดี แล้วในวันที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ทำงานไปได้ระยะหนึ่ง แล้วไม่ประสบความสำเร็จ นายกฯทักษิณก็จะถูกเรียกร้องให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
นายกฯทักษิณก็สามารถเสนอตัวกลับมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับสังคมไทยได้อีกครั้งหนึ่ง นี่คือกลยุทธ์ทางการเมือง เพียงแค่นายกฯทักษิณเว้นวรรคเท่านั้นเอง การที่ประชาชนจะไปยึดทรัพย์ หรือทำอะไรนั้น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทุกอย่างมีขั้นตอนของมันอยู่
ประชานิยมไม่มีวันตายไปจากสังคมไทย ?
ตายยากมาก ต้องเกิดวิกฤตรุนแรงจนกระทั่งคนเข็ดหลาบว่า “ประชานิยม” ทำให้สังคมไทยวิบัติย่อยยับแล้วมีอาการโต้กลับสุดขีด ไม่เอาประชานิยม แต่ว่าโดยทั่วไปแล้ว “ประชานิยม” ที่เกิดขึ้นในโลกไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม จะมีลักษณะเหมือนๆ กันหมด คือจะฝังอยู่ในมโนสำนึกของคนตราบจนกระทั่งคนส่วนใหญ่พ้นจากความพึ่งพิง พ้นจากความอุปถัมภ์ประชานิยมจึงจะหมดไปได้
เวลานี้คนไทยกว่าครึ่งยังอยู่กับระบบอุปถัมภ์พึ่งพิง “ประชานิยม” เมื่อเกิดขึ้นแล้วคนก็จะจดจำได้ จึงไม่หมดไปง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ โครงการเงินผันในสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำไปแค่นิดหน่อยๆ แค่เวลาผ่านไป 20 ปี 30 ปี คนก็ยังจำได้ พอ พ.ต.ท.ทักษิณนำโครงการประชานิยมมาทำ หลายคนก็ออกมาบอกว่า นี่คือโครงการของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์
เพราะฉะนั้นโครงการประชานิยมของนายกฯทักษิณ คนไทยยังจะต้องจดจำไปอีกนาน ด้วยเหตุนี้จึงอยากเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการป้องกันไม่ให้เกิดระบบ 2 พรรค เพราะถ้าหากเกิดระบบ 2 พรรคขึ้นเมื่อไหร่ การแข่งขันทางด้านนโยบายจะยิ่งสูง หากพรรคหนึ่งเดินตามแนวประชานิยม อีกพรรคหนึ่งก็จะไม่อยากที่จะเดินตามนโยบายประชานิยม พรรคที่เดินตามแนวทางประชานิยมก็จะได้คะแนนอย่างท่วมท้นไม่มีวันสิ้นสุด แล้วก็จะกลายเป็นระบบพรรคเดียว ส่วนอีกพรรคหนึ่งก็จะไม่มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นระบบพหุพรรคจึงดีกว่าแน่นอน จะไม่มีพรรคใดที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและก็ต้องฟังความเห็นของพรรคอื่นๆ และพรรคอื่นๆ ก็จะมีโอกาสที่จะนำเสนอนโยบายที่ไม่ใช่ประชานิยม
แนวคิดนี้อาจจะไม่ตรงกับแนวคิดของนายกฯทักษิณ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าระบบ 2 พรรคที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเลื่อนไหล ทำให้เกิดระบบพรรคเดียวได้ง่ายๆ และเมื่อเป็นระบบพรรคเดียวก็หมายความว่าพรรคนั้นจะคุมอำนาจทั้งหมดไว้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะพ้นจากอำนาจ ไม่มีทางพ้นไปจากการเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนที่เป็นคนชั้นกลาง คนมีการศึกษา คนที่มีความรู้ก็จะเรียกหาวิธีการนอกรัฐธรรมนูญมาจัดการกับประชานิยม เหมือนกับในละตินอเมริกา ทหารกับประชานิยมจะสลับกัน
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตอนนี้ประชานิยมกลายเป็นปัญหาทางโครงสร้างของการเมืองไทยไปแล้ว ดังนั้นการที่จะพูดถึงโครงสร้างการเมืองไทยหลังยุคทักษิณจะมีลักษณะ 2 ประการ คือ 1.ยังเป็นระบอบผสมอยู่ แต่ต้องติดตามต่อไปว่าระบอบผสมที่เกิดขึ้นจะเสียสมดุลหรือเปล่า และยังคงเป็นระบอบที่พลังทั้ง 3 ฝ่ายยังปองดองสมานฉันท์กับพลังส่วนอื่นๆที่เหลือหรือเปล่า ถ้าระบอบผสมไม่เวิร์กก็อันตราย หากเป็นประชาธิปไตยเสียงข้างมากที่ไม่คำนึงถึงอีก 2 พลัง ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มเป็น “ทรราชเสียงข้างมาก”
2. “ประชานิยม” มีแนวโน้มที่จะยังอยู่กับสังคมไทยไปอีกนานแสนนาน หากระบบ 2 พรรคยังคงอยู่ เพราะอีกพรรคหนึ่งจะไม่มีโอกาสแข่งในเรื่องของนโยบาย ก็จะกลายเป็นระบบพรรคเดียว ความหวังที่จะให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้พ้นไปก็ไม่มี บ้านเมืองก็ตึงเครียดปั่นป่วน
เป็นไปได้ไหมว่า ในอนาคต “ประชานิยม” จะพัฒนาไปสู่คุณภาพที่มากขึ้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “ประชานิยม” คือน้ำใจของรัฐที่หยิบยื่นให้คนในชนบท ?
จากงานวิจัยคิดว่า “ประชานิยม” จะยังคงอยู่กับประเทศไทยไปอีกนาน หากมีการปรับให้ “ประชานิยม” ที่มีอยู่ไม่ส่งผลเสียหายต่อประเทศไทยในระยะยาวมากนัก เช่น ไม่โกงไม่กิน มิเช่นนั้น ประชานิยมก็จะเป็น “โคตรานุวัตร” ไปในตัว เป็นคอร์รัปชั่นเชิงสังคมสงเคราะห์ สิ่งเหล่านี้จะต้องเลิก จะต้องทำให้เป็น “ประชานิยม” โดยบริสุทธิ์ใจให้มากขึ้น
และที่สำคัญจะต้องเป็นประชานิยมที่มีความรอบคอบในทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น การใช้เงินจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาเงินคงคลัง นอกจากนั้นยังไม่ควรไปอาศัยเงินนอกงบประมาณในรูปของเงินจากธนาคารของรัฐ เพราะหากวันใดที่ธนาคารที่อยู่ในการกำกับดูแลของภาครัฐล้มหรือเซ เศรษฐกิจการเงินของไทยก็จะเซตามไปด้วย
ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนประชานิยมจากการสงเคราะห์มาเป็นเรื่องของการผลิต การสร้างอาชีพ การสร้างรายได้ให้มากขึ้น
หากดูโครงสร้างการเมืองไทยเวลานี้ โอกาสที่พรรคอื่นๆ จะแจ้งเกิดมีน้อยมาก เพราะต้องใช้ทุนทรัพย์ที่ค่อนข้างสูง ?
ทุกอย่างอยู่ที่ กกต. ถ้า กกต.ต้องการทดแทนคุณให้กับแผ่นดิน ก็จะต้องให้ใบเหลือง ใบแดง ทันทีตั้งแต่ก่อนที่จะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งและต้องกระตือรือร้นที่จะจัดการกับผู้ที่กระทำผิดการเลือกตั้ง ไม่ใช่ทำงานแบบตั้งรับ แต่จะต้องรุกเข้าไปหาปัญหา ทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ ก็ต้องช่วยกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ใช้เงินน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
และหากมีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะต้องรีบทำ ลดความคุ้มค่าในการลงทุนทางการเมือง เช่น ระบุให้ชัดไปเลยว่า นายกรัฐมนตรีอยู่ได้แค่คนละ 1 สมัย นั่นคือคนหนึ่งเป็นได้ไม่เกิน 4 ปี หรือคนหนึ่งอาจจะเป็นได้หลายสมัย แต่รวมแล้วจะต้องไม่เกิน 4 ปี
ในส่วนของรัฐมนตรีเป็นได้ไม่เกิน 6 ปี จะกี่สมัยก็ตาม ส่วน ส.ส.เป็นได้ 8 ปี ตรงนี้จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดการลงทุนทางการเมืองได้
นั่นคือวิธีสกัดนักธุรกิจออกไปจากตลาดการเมือง แล้วนักการเมืองอาชีพจะทำอย่างไร ?
จะไม่มีคำว่านักการเมืองอาชีพ วิธีการเช่นนี้จะทำให้นักการเมืองได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำงาน จะเอาลูก เมีย ญาติ หรือใครเข้ามาทำงานการเมืองก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้มีการถ่ายเทตัวนักการเมือง
โอกาสของพรรคการเมืองใหม่ๆ เช่น พรรคกรีน หรือพรรคสังคมนิยม ในอนาคตสังคมไทยมีพื้นที่ให้คนเหล่านี้ไหม ?
มี แต่สิ่งที่จะต้องปรับคือการยกเลิกเรื่อง ส.ส.จะต้องสังกัดพรรค และสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า จะต้องได้ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจจะปรับเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค บทบาทของ ส.ส.จำนวนหนึ่งก็จะโดดเด่นขึ้น เพราะถ้าเป็นระบบพรรค ส.ส.ไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนพรรค หรือนำเสนอเรื่องใดๆ เพราะมีวินัยพรรคค้ำคออยู่
นอกจากนั้นยังต้องแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่า หากใครถูกขับให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคจะต้องให้เสรีภาพกับ ส.ส.ให้มากขึ้น เพื่อให้กลับสู่ดุลยภาพ ส.ส.มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เมื่อหลุดออกจากพรรคก็ยังเป็น ส.ส.ได้อยู่ เพียงแต่ไม่ได้สังกัดพรรคเดิมเท่านั้น ระบบพรรคการเมืองก็คลายความเข้มแข็งลง เป็นการถอดสมการการใช้อำนาจ.
คำถามสุดท้าย อาจารย์เอนก จะหวนคืนสนามการเมืองอีกครั้งหรือไม่
ผมยังไม่มีเวลาคิดเลย (ครับ) ผู้ใหญ่หลายคนก็ติดต่อมา แต่ผมยังมีความสุขกับงานสอนหนังสือมากว่า



