Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


มหาชนในความคิดของนักคิด/ปรัชญาการเมืองตะวันตก (ตอนสอง)

ประเด็นที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างมหาชนกับนักคิดก็คือ การแบ่งแยกและการลำดับความสำคัญของคุณค่าทางความคิดระหว่าง “ความรู้” และ “ความเห็น” ซึ่งในจารีตความคิดตะวันตก การแบ่งดังกล่าวเริ่มต้นชัดเจนในงานของสามนักคิดในตระกูลที่นักคิดแนวมาร์กซิสม์ อย่าง Ellen Meiksins Wood เรียกว่า “พวกโสคราติส” (the Socratics) (Class Ideology and Ancient Political Theory: Socrates, Plato, and Aristotle in Social Context: Blackwell: 1978) นักคิดกรีกโบราณทั้งสามนี้แบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เป็นความรู้ที่แท้จริงแน่นอน (episteme) และ “ความเห็น” (doxa) โดยชี้ให้เห็นว่า อะไรจะเป็นความรู้ได้นั้นจะต้องผ่านการกลั่นกรองวิเคราะห์ให้เหตุผลอย่างถึงที่สุดเสียก่อน โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิพากษ์ให้ถึงแก่นหรือจุดสุดท้ายของตรรกะเหตุผล ส่วนอะไรที่ไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์กลั่นกรอง แต่เป็นความคิดที่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นฉับพลันต่อสิ่งที่ประสบพบเห็น ก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ความเห็น” เท่านั้น

แน่นอนว่า การวิเคราะห์วิพากษ์และการกลั่นกรองด้วยเหตุผลย่อมต้องอาศัยเวลากว่าการเกิดปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างฉับพลัน ดังนั้น การจะได้ “ความรู้” ได้ ย่อมต้องเสียเวลากว่า “ความเห็น” นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังต้องเสียหัวสมองเหน็ดเหนื่อยด้วย ไม่ต่างจากการออกกำลังกาย กว่าร่างกายจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่ออกกำลังกายเพียงวันเดียวจะได้สุขภาพที่แข็งแรงทันที

ดังนั้น คนที่จะมี “ความรู้” ได้นั้นย่อมต้องให้เวลากับการคิดวิเคราะห์ คนที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะเสียเวลาไปกับการคิดวิเคราะห์ได้นั้น ก็มักจะเป็นผู้ที่มีเวลาว่าง (leisure time) ไม่ต้องพะวงกับการทำมาหากินมากนัก ซึ่งรวมถึงการต้องนั่งทำกับข้าวเพื่อรับประทานในแต่ละมื้อ สามมื้อต่อวัน ไม่ต้องพูดถึงกิจกรรมอื่นๆที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน จะเห็นได้ว่า คนที่จะมีเวลาว่าง ไม่ต้องทำอาหารกินเอง ไม่ต้องห่วงเรื่องงานบ้านและการทำมาหากิน ย่อมจะมีโอกาสและได้เปรียบกว่าคนที่ต้องทำสิ่งต่างๆเองทั้งหมด

แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความคนรวยทุกคนจะทุ่มเทเวลาว่างไปกับการคิดวิเคราะห์หา “ความรู้” เช่นกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนจนทุกคนจะใช้เวลาหมดไปกับการทำมาหากินใส่ปากใส่ท้อง ทำงานบ้านต่างๆเสียทั้งหมด

เพียงแต่คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจนเท่านั้น

ตามความคิดของนักคิดทั้งสามในตระกูล “Socratics” นี้ มีเพลโตและอริสโตเติลเท่านั้นที่จัดได้ว่า เป็นชนชั้นสูงที่บ้านมีฐานะดี เพลโตนั้นสืบสายมาจากตระกูลชนชั้นสูงเก่าแก่ของเอเธนส์ ส่วนอริสโตเติลก็เช่นกัน เป็นชนชั้นสูงจากนครสตาจิรัส (Stagirus) มีบิดาเป็นถึงแพทย์ประจำตัวของกษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย ซึ่งในที่สุดแล้ว อริสโตเติลก็เจริญรอยตามบิดา ด้วยการเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายอาเล็กซานเดอร์ โอรสของกษัตริย์ฟิลลิปแห่งมาซีโดเนียในเวลาต่อมา

ส่วนโสคราติสนั้น แตกต่างจากทั้งเพลโตและอริสโตเติล ผู้เป็นลูกศิษย์และหลานศิษย์ของเขาตามลำดับ เพราะเขาไม่ได้มาจากพื้นเพชนชั้นสูง บิดาของเขาเป็นช่างปั้น ส่วนมารดาเป็นหมอตำแย แม้ว่าจะมีหลักฐานที่กล่าวว่า เขาได้รับเงินมรดกจากบิดาของเขา แต่มันก็ไม่น่าจะมากพอที่จะทำให้เขาไม่ต้องทำมาหากินและอยู่อย่างสุขสบายอย่างเพลโตและอริสโตเติล กระนั้น ก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกว่า เขาทำมาหากินอะไรเลี้ยงชีพ บางแหล่งข้อมูลอย่างข้อเขียนของเซโนฟอน (Xenophon) และอริสโตฟาเนส (Aristophanes) อ้างว่า โสคราติสรับจ้างสอนวิชาความรู้แบบเดียวกับพวกโซฟิสต์ (sophists) แต่แหล่งข้อมูลจากเพลโต ยืนยันว่า โสคราติสไม่ได้เป็นโซฟิสต์ ไม่ได้ขายความรู้แต่ประการใด จะอย่างไรก็ตาม โสคราติสคงไม่ได้มีฐานะดีเด่อะไรอย่างลูกศิษย์และหลานศิษย์ของเขา

แม้ว่าโสคราติสจะไม่ได้ร่ำรวย และไม่ได้หาเงินหาทองอะไรเป็นล่ำเป็นสัน แต่เขาย่อมมีชีวิตที่พอเพียง เพราะทุกแหล่งข้อมูลเห็นตรงกันว่า โสคราติสเป็นคนสมถะ

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า แม้ว่าเขาจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาไปกับการทำมาหากินเสียทั้งหมด แต่กลับทุ่มเทเวลาไปการ คิด วิเคราะห์ ใช้เหตุผลเพื่อหาความรู้ที่เขาปรารถนา

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนรวยถึงจะมีเวลาครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์ สิ่งสำคัญอยู่ที่ “แรงปรารถนาในความรู้” หรือ “ความรักในความรู้” ต่างหาก นั่นคือ การมีคุณสมบัติของการเป็น “ผู้รักในความรู้” (philosopher) นั่นเอง

เมื่อพูดถึง “ไฟปรารถนา” ไม่ว่าจะปรารถนาในเรื่องอะไร มันก็ยากที่จะบอกได้ว่า ทำไมคนเราถึงมี “ไฟปรารถนา” ในเรื่องที่แตกต่างกัน และก็หาได้มีแบบแผนที่แน่นอนว่าคนที่เกิดในตระกูลร่ำรวยต้องมี “ไฟปรารถนา” ความมั่งคั่งเสมอไป หรือคนที่เกิดมาจนจะต้องใช้เวลาหมดไปกับการทำมากินเสียทั้งหมด

เงื่อนไขภายนอกอันได้แก่ ความรวย ความจนสามารถเป็นอุปสรรคหรือแรงผลักดันให้คนทำหรือไม่ทำอะไรได้ง่าย-ยากได้ทั้งนั้น สำหรับคนที่ “รักในความรู้” ความรวยจะช่วยให้เขาสะดวกขึ้นในการมีเวลาใช้ความคิด เช่นเดียวกัน ความจนอาจจะเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้คนจนได้มีความคิดที่วิพากษ์กว่าปรกติกว่าคนรวยที่ไม่มี “ไฟปรารถนาในความรู้” ได้

ดังนั้น ช่องว่างระหว่างมหาชนกับนักคิด หรือช่องว่างระหว่าง “มหาชนที่ไม่มีไฟปรารถนาความรู้” กับ “นักคิด” จึงไม่ใช่ประเด็นเรื่องความรวย-ความจนเท่ากับชนิดของ “ไฟปรารถนา” ที่อยู่ในตัวของผู้คน

(ต่อตอนที่สาม)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter