จดหมายถึงบุช
สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นจะไม่มีข่าวการเมืองชิ้นใดร้อนแรงเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์เท่ากับข่าวที่คุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เขียนจดหมายไปหานายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาแล้ว อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วชวนให้นึกถึงบรรยากาศตอนที่บรรดานักวิชาการ ส.ว. และกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ทำรายงานถึงสหประชาชาติ กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยได้ใช้ความรุนแรงต่อกรณีการฆ่าตัดตอนบรรดาผู้ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพติด และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้
บุคคลสำคัญในรัฐบาลมักจะใช้คำตำหนิติเตียนคนเหล่านี้อย่างรุนแรงว่า เอาเรื่องภายในประเทศไปฟ้องให้ต่างชาติฟังทำไม และมักจบลงด้วยประโยคแบบเย้ยหยันว่า
“เป็นคนไทยหรือเปล่า” หรือ “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”
อันที่จริงการเป็นคนไทยไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นหรือรายงานข้อเท็จจริงใดๆ ให้คนต่างชาติฟังได้
ประเด็นอยู่ที่ว่า เรื่องที่เล่าให้คนต่างชาติฟังนั้นเป็นเรื่องจริงที่น่าเชื่อถือ หรือเป็นการเล่าประเภทเอาความดีให้ตัวเอง เอาความชั่วใส่คนอื่น
ยิ่งตัวเองมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง เป็นผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีเอกราช มีเกียรติภูมิมาช้านาน ยิ่งต้องระมัดระวังในการแสดงออกในฐานะตัวแทนของประเทศ
ผมอ่านจดหมายที่คุณทักษิณเขียนถึงคุณบุชแล้ว ขอใช้สิทธิความเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่งแสดงความรู้สึกว่า
อับอายเหลือเกินที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มีวุฒิภาวะเพียงแค่นี้
คนที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้อย่างมีวิจารณญานแล้วคงมีความรู้สึกเช่นกันว่า ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่อยู่ดีๆ ผู้นำประเทศของเราจะต้องเขียนจดหมายเพื่อเล่าปัญหาภายในประเทศที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนให้ผู้นำประเทศคนอื่นฟัง
เราคงนึกภาพไม่ออกว่า อยู่ดีๆ คุณบุชจะเขียนจดหมายมาเล่าให้คุณทักษิณฟังอย่างเป็นทางการว่า เขาอัดอั้นใจและโกรธแค้นเพียงใด ที่มีคนหลายหมื่นคนเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ กรณีที่รัฐบาลของเขาส่งทหารไปตายที่อิรักหลายพันคน
คุณทักษิณคงไม่ได้จดหมายจากอดีตนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่ระบายความในใจจากกรณีรัฐมนตรีของตัวเองพัวพันกับการคอร์รัปชั่น จนตัวเองต้องแสดงสปิริตทางการเมืองโดยการลาออกจากตำแหน่ง
คุณฌากส์ ชีรัก ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แม้จะสนิทสนมเพียงใดกับคุณทักษิณ แต่ก็คงไม่เขียนจดหมายเล่าเรื่องกรณีที่เกิดการจลาจลเผารถยนต์นับร้อยคัน จากกลุ่มวัยรุ่นผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงปารีส
เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องกิจการภายในของแต่ละประเทศ และผิดมารยาททางการทูตอย่างยิ่งที่ผู้นำรัฐบาลจะเที่ยวเขียนจดหมายไปฟ้องใครต่อใครในเมืองนอก
แต่คุณทักษิณเขียนจดหมายไปฟ้องประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว
เนื้อความในจดหมายพอจะสรุปได้ว่า เป็นการเขียนไปฟ้องลูกพี่ใหญ่ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นเพราะมีภัยคุกคาม
“นับตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา ได้เกิดมีภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย สถาบันหลักของประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง และธรรมเนียมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยข้อจำกัดของรัฐบาล ได้ถูกทำลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องพึ่งพาการสร้างความโกลาหล และการชุมนุมประท้วงตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เป็นวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ที่กลุ่มเหล่านี้ไม่อาจได้รับด้วยการได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง เนื่องเพราะล้มเหลวในอันที่จะกระพือให้เกิดความรุนแรงและความปั่นป่วนขึ้นมาได้”
“ฝ่ายตรงกันข้ามของข้าพเจ้าในเวลานี้ ก็กำลังพยายามหันมาใช้ยุทธวิธีนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญหลายรูปแบบ เพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน...”
อันที่จริงการที่มีคนเรือนหมื่นเรือนแสน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนอย่างสงบติดต่อกันหลายเดือนนั้น คงไม่ใช่ภัยคุกคามของประชาธิปไตย แต่เป็นภัยคุกคามคุณทักษิณและพวกพ้องเสียมากกว่า
เพราะคุณทักษิณคงไม่ได้อธิบายให้คุณบุชฟังว่า สาเหตุที่มีคนออกมาเดินขบวนนั้นเป็นเพราะความไม่โปร่งใสในการขายหุ้น 75,000 ล้านบาทของบริษัทชินคอร์ป โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
ทำไมเรื่องการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัดถุระเบิดซีทีเอ็กซ์นั้น จึงกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่รวมปัญหาการคอร์รัปชั่นมากมายของรัฐบาลชุดนี้
ทำไมจึงมีเรื่องอื้อฉาวตลอดเวลาว่า รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการตั้งบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช. และเรื่องฉาวโฉ่ในคณะรัฐบาลอีกหลายกรณี
คุณทักษิณไปฟ้องคุณบุชว่า ศาลใช้ข้อพิจารณาเชิงเทคนิค ให้การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน เป็นโมฆะ แต่ไม่เคยบอกว่ารัฐบาลของคุณทักษิณใช้เล่ห์เพทุบาย ใช้อำนาจรัฐและร่วมมือกับ กกต.ชิงความได้เปรียบอย่างไรในการชิงยุบสภาและจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างไร จนบรรดาพรรคฝ่ายค้านทนไม่ไหวต้องบอยคอตการเลือกตั้ง และส่งผลให้การเลือกตั้งที่ผ่านมามีประชาชนมาใช้สิทธิโนโหวตสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 10 ล้านคน
จดหมายฉบับที่ส่งถึงคุณบุชคงมีเนื้อความคล้ายกับจดหมายที่ส่งให้ผู้นำประเทศอื่นๆ อันเป็นวิธีการของคุณทักษิณที่ต้องการเล่าข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว
เป็นการสื่อสารทางเดียวไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตนต้องการจะสื่อสาร
ไม่ต่างจากการเปิดประเด็นถึงคำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฟัง จนสั่นสะเทือนผู้คนไปทั้งประเทศ
แต่เมื่อมีคนสงสัย เมื่อสื่อมวลชนตั้งคำถาม จะไม่ได้ยินคำตอบใดๆ จากคุณทักษิณเลย
เพราะคุณทักษิณตั้งใจเลือกที่จะพูดกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการออกรายการวิทยุทุกวันเสาร์ หรือการเขียนจดหมายไปถึงผู้นำประเทศ แต่จะไม่ยอมตอบคำถามใดๆ โดยเฉพาะกับนักข่าว
ดังนั้น เมื่อคนถามว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญคือใคร
หรือจดหมายที่เขียนไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เหตุใดจึงลงท้ายชื่อตัวเองว่า Prime Minister of Thailand แทนที่จะเป็น The Kingdom of Thailand ตามธรรมเนียมทางการทูตที่เป็นปฏิบัติกันมา
คำตอบคือความเงียบ
หรือจะเป็นความเงียบของท้องทะเลก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2549



