ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์
ณ ตีสามเวลานิวยอร์ค เมืองที่ไม่เคยหลับใหล รังสีจากจอคอมพิวเตอร์กำลังจับใบหน้าของ มารุ โคจิโร่ ชายวัยกลางคนชาวญี่ปุ่นที่จบการศึกษาจากอังกฤษแต่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานในมหานครนิวยอร์ค ผู้กำลังลุ้นว่าจะได้เป็นเจ้าของดีวีดีคอนเสิร์ตวง Gorillaz หรือไม่ ในการประมูลบนเว็บไซต์อีเบย์ (http://www.ebay.com) ที่กำลังเข้าสู่ช่วงห้านาทีสุดท้าย
ถ้าชนะ โคจิโร่จะใช้บริการเพย์พาล (http://www.paypal.com) จ่ายเงินทางอินเทอร์เน็ตให้กับคนขายชาวอเมริกันแต่ทำงานอยู่ในฮ่องกง ซึ่งไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน
บนทีวีอีกมุมหนึ่งของห้อง ในรายการสารคดีท่องโลกประจำวัน ลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานี กำลังบ่นให้ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นฟังว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกเสียที เพราะเลยเวลาดำนามากว่าสองเดือนแล้ว
ลุงยอดและโคจิโร่อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน และอาจไม่มีวันโคจรมาพบกันในชั่วชีวิตนี้ แต่พวกเขาทั้งสองต่างได้รับผลกระทบจาก “โลกาภิวัตน์” – ปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทั้งโลก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะรู้ตัว หรือต้องการมันหรือไม่
ถ้าปราศจากเทคโนโลยีการสื่อสารและข้อมูลสมัยใหม่ เสรีภาพในการศึกษาและแสวงหาอาชีพข้ามพรมแดน ตลอดจนนโยบายเปิดเสรีด้านการค้าและการเงินของรัฐบาลอเมริกาและฮ่องกง โคจิโร่ก็คงไม่อาจซื้อดีวีดีจากคนขายที่อยู่อีกซีกหนึ่งของโลกได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ถ้าปราศจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วงดนตรีไซเบอร์ (virtual band) ที่ไม่มีตัวตนจริงๆ อย่าง Gorillaz ก็คงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบรรเลงเพลงร็อคสมัยใหม่ ที่ผสมผสานประเพณีเพลงจากวัฒนธรรมต่างๆ อย่างกลมกลืนน่าประทับใจ จนโคจิโร่อยากซื้อดีวีดีตั้งแต่แรก
และถ้าปราศจากเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนของรัฐที่ยังตามภาคเอกชนไม่ทัน ปัญหา “โลกร้อน” ก็อาจยังไม่เกิด ฝนยังตกตามฤดูกาล ให้ลุงยอดได้ดำนาอย่างไร้กังวล
โลกาภิวัตน์กำลังส่งผลกระทบต่อโลกเราในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อม
......
ในระดับกว้างที่สุด “โลกาภิวัตน์” หมายถึง “ปรากฎการณ์ที่ประเทศต่างๆ และประชาชนของตน กำลังเกี่ยวโยงเชื่อมความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง และวัฒนธรรม ระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นผลพวงจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการสื่อสาร การขนส่ง และโครงสร้างกฎหมาย ตลอดจนการตัดสินใจของรัฐบาลต่างๆ ที่เปิดเสรีด้านตลาดการค้าและตลาดการเงิน แม้โลกาภิวัตน์จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่มันกำลังแผ่ขยายอิทธิพลมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต” – แปลจากคำอธิบายภาษาอังกฤษในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีอออนไลน์ (http://en.wikipedia.org/wiki/Globalization)
พูดง่ายๆ ก็คือ โลกาภิวัตน์คือปรากฏการณ์ที่โลกกำลังแคบลง หรือแบนลงเรื่อยๆ ในความรู้สึกของคนธรรมดาอย่างเรา
โลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดหรือฝืนธรรมชาติ เมื่อคำนึงว่าความกระหายใฝ่รู้ที่จะออกสำรวจดินแดนใหม่ๆ และทำความรู้จักกับผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ เป็น “สันดาน” หนึ่งของมนุษย์เรามาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว
“นักสำรวจ” อาจเป็นอาชีพแรกของโลกที่บรรพบุรุษของมนุษย์เลือกเป็น หลังจากที่พวกเขาเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดเพียงพอที่จะสามารถผลิตและเก็บรักษาปัจจัยสี่ ตลอดจนการันตีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวได้สำเร็จ
ผ่านไปหลายพันปี หลังจากแผ่นดินแทบทุกตารางกิโลเมตรในโลกถูกคนค้นพบ ตีเส้นแบ่งแยกดินแดนออกเป็นประเทศต่างๆ แล้ว “นักสำรวจ” ผู้กล้าหาญสมัยโบราณก็กลายเป็น “นักท่องเที่ยว” ผู้แบกเป้สมัยใหม่ ที่ต้องเผชิญกับขั้นตอนยุ่งยากของราชการ แทนที่ภัยธรรมชาติ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากรัฐให้เดินทางออกนอกประเทศตัวเองไปเยือนดินแดนใหม่ๆ ได้
เนื่องจากโลกาภิวัตน์เป็น “ปรากฎการณ์ธรรมชาติ” ในแง่ที่มันเป็นผลพวงของความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ โลกาภิวัตน์จึงไม่ใช่ปรากฎการณ์ใหม่ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายพันปี
กระแสโลกาภิวัตน์โหมแรงขึ้นทุกครั้งที่เส้นทางสู่ดินแดนใหม่ ถูกค้นพบและเผยแพร่โดยนักสำรวจชื่อก้องโลกอย่าง มาร์โค โปโล, คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, หรือนายพลเหอเชง
เพียงแต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนนโยบายเปิดเสรีด้านตลาดการค้าและตลาดการเงินของประเทศส่วนใหญ่ในโลก ที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์ในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมาไหลเชี่ยวกรากขึ้น มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต
ทำให้โลกาภิวัตน์กลายเป็นวิวาทะที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งโลก
…….
โลกาภิวัตน์คล้ายกับเศรษฐกิจระบบตลาด (market economy) ตรงที่มันมีลักษณะเป็น “เหตุการณ์อุบัติเอง” (emergent event) คือเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ แต่ไม่สามารถถูกออกแบบหรือควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่งได้ (ตัวอย่างของเหตุการณ์แบบนี้คือ การจราจรในเมือง หรือภาษาเขียนต่างๆ ของมนุษย์)
ยกตัวอย่างเช่น ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เกิดจากการตัดสินใจของคนขับรถแต่ละคน ว่าจะใช้เส้นทางไหนเวลาใด แต่ไม่มีใครออกแบบล่วงหน้าได้ว่า จะให้รถติดบนถนนเส้นไหนบ้าง และตั้งแต่เวลากี่โมงถึงกี่โมง (แต่จริงๆ แล้วถึงจะออกแบบไม่ได้ การจราจรในกรุงเทพฯ ปกติก็แย่เสียจนเดาได้ว่าจะติดไปหมดทั้งเมืองนั่นแหละ ถ้าเป็นเวลาหลังห้าโมงเย็น วันศุกร์สิ้นเดือน และฝนกำลังตก)
เช่นเดียวกัน โลกาภิวัตน์เกิดจากการกระทำของคน แต่ไม่มีใครบังคับทิศทางของมันได้
โลกาภิวัตน์เปรียบเสมือนทะเลลึกอันเชี่ยวกราก ที่เรือทุกลำเลือกได้แต่เพียงว่า จะ “ล่อง” ไปบนยอดคลื่น หรือจะ “โต้” คลื่น ฝ่ากระแสกลับไปยังชายฝั่งที่อยู่ไกลลิบ
เรือแต่ละลำในทะเลโลกาภิวัตน์คือ “หน่วยสังคม” ในระดับต่างๆ เช่น องค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาล บริษัท ชุมชน ฯลฯ
เรือทุกลำที่เลือกที่จะ “ล่อง” ทะเลนี้ ต้องตัดสินใจว่าจะล่องอย่างไร จะพายเรือไปเรื่อยๆ แบบช้าๆ แต่ว่ามั่นคง หรือจะเร่งเครื่องแบบเรือหางยาว ไปได้ไกลกว่าเรือลำอื่นก็จริง แต่ก็ทำให้คนนั่งใจหายใจคว่ำ และเสี่ยงต่อการจมหากเจอหินก้อนโต หรือหากกัปตันเรือไม่เก่งพอ
กลยุทธ์ในการล่องทะเลโลกาภิวัตน์มีหลากหลายพอๆ กับจำนวนเรือ เพราะเรือแต่ละลำมีขนาดและสมรรถภาพไม่เท่ากัน เรือลำใหญ่ที่มีลูกเรือเปี่ยมความรู้ความสามารถ ก็ย่อมล่องทะเลได้เก่งกว่าเรือพายลำเล็กที่ลูกเรือยังพายเรือไม่ค่อยเป็น กลยุทธ์หนึ่งอาจใช้ได้ผลกับเรือใหญ่ แต่ทำให้เรือเล็กแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้
เพราะผลกระทบของโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องซับซ้อนที่ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ ลักษณะ และข้อจำกัดของเรือแต่ละลำ เราจึงไม่สามารถใช้ตรรกะแบบ “สรุปเอาเหมารวม” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า generalization ในการอภิปรายเรื่องนี้ได้
เพราะทุกครั้งที่มีคนใช้ตรรกะแบบสรุปเอาเหมารวม ก็จะมีคนยกตัวอย่างที่เป็น “ข้อยกเว้น” มาค้านได้เสมอ เป็นบทพิสูจน์ว่าตรรกะแบบนั้น “ตื้นเขิน” เกินไป
...ใครที่คิดว่ารัฐบาลทุกประเทศควรใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควรศึกษากรณีของประเทศอาร์เจนตินา ที่เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจหลังจากรัฐบาลใช้นโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยน และมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าประเทศต่อเนื่องนานนับสิบปี
...ใครที่คิดว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นนโยบายที่รัฐบาลทุกประเทศควรใช้โดยไม่มีข้อยกเว้น ควรศึกษากรณีคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน และปัญหาจากการผูกขาดที่เกิดขึ้นหลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในรัสเซีย และประเทศเพื่อนบ้านแถบนั้นที่เคยเป็นสมาชิกสหภาพโซเวียต
...ใครที่คิดว่าการออมภาคประชาชนเป็นน้ำมันขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ควรศึกษากรณีเศรษฐกิจฝืดยาวนานนับสิบปีของญี่ปุ่น หนึ่งในประเทศที่มีอัตราการออมของประชาชนสูงที่สุดในโลก
...ใครที่คิดว่ากำแพงการค้าระหว่างประเทศเป็นอุปสรรคกีดขวางความเจริญ ควรศึกษากรณีของอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่ง แม้ว่าจะเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
เหล่านี้คือตัวอย่างจากมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น
......
หลังจากที่คำว่า “โลกาภิวัตน์” ได้กลายเป็นศัพท์ยอดฮิตมาหลายปี ก็มีนักคิดหลายคนเริ่มติดตาม สังเกต และวิเคราะห์ผลกระทบของทั้งโลกาภิวัตน์ และนโยบายส่งเสริมกระแสโลกาภิวัตน์ของประเทศมหาอำนาจและองค์กรข้ามชาติต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และองค์กรการค้าโลก
ปัจจุบัน ประโยชน์โดยรวมของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์แทบทุกสถาบันว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” อันยากจะหักล้างได้
สังเกตได้จากการที่จุดสนใจของวิวาทะระดับโลกเรื่องโลกาภิวัตน์ ได้เปลี่ยนจาก “free trade” (การค้าเสรี) มาเป็น “fair trade” (การค้าที่เป็นธรรม) มานานหลายปีแล้ว
เพราะอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ ที่มีสปอนเซอร์เป็นบริษัทข้ามชาติหลายราย กำลังทำให้โลกาภิวัตน์มีลักษณะที่ “ไม่เป็นธรรม” กับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ
และเมื่อย้อนมามองระดับประเทศ อิทธิพลของธนกิจการเมืองหรือ money politics กำลังทำให้โลกาภิวัตน์มีลักษณะ “ไม่เป็นธรรม” กับประชาชนส่วนใหญ่ในหลายประเทศ เพราะเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นที่มีเส้นสายทางการเมือง หรือไม่ก็เป็นนักการเมืองที่มีเส้นสายทางธุรกิจ
นอกจากนั้น ข้อขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ในประเด็นสิทธิการตักตวง จัดสรร และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลังนำโลกเข้าสู่วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม
ปัญหาเหล่านี้ทำให้กระแสต่อต้านวิธีการที่ประเทศมหาอำนาจใช้จัดการกับโลกาภิวัตน์ กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่าง Greenpeace
ย่อลงมาในระดับประเทศ เอ็นจีโอ และภาคประชาชนในประเทศต่างๆ กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีผลประโยชน์พัวพันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศเสียใหม่ ให้จัดสรรผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์อย่างเป็นธรรมสำหรับประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้น และสร้างโอกาสให้กับผู้ยากไร้ในประเทศมากขึ้น
......
คอลัมน์นี้มุ่งนำเสนอกลยุทธ์ที่รัฐบาล บริษัท และชุมชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ใช้ในการ “ล่อง” หรือ “โต้” คลื่นโลกาภิวัตน์ ในมิติต่างๆ ที่โลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง วัฒนธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม
ความสะดวกสบายของโคจิโร่ กับความทุกข์ของลุงยอด เป็นผลพวงจากปัจจัยอะไรบ้าง และสถานการณ์นี้จะมีวันเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
ขอเชิญผู้อ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปค้นหาคำตอบด้วยกัน ในเรือลำเล็กชื่อ “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์” ลำนี้.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2549



