เรื่องของ Mr. Risk
เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศชื่อ นายเบน เบอร์แนงกี้ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐต่อจาก นายอลัน กรีนสแปน นั้น นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างพยายามสืบเสาะ เจาะลึกถึงประวัติและผลงานก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อค้นหาถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนายเบอร์แนงกี้ที่สามารถสะท้อนได้ถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดภายใต้การนำของเขา และท่าทีของเขาต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐและของโลกด้วย
นับแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์ต่างต้องวิ่งวุ่นค้นหาข้อมูลเบื้องลึกกันอีกครั้ง เมื่อสหรัฐได้มีการเปลี่ยนตัวขุนคลังคนใหม่ โดยประธานาธิบดีบุชได้ตัดสินใจเลือก นายเฮนรี่ พอลสัน จูเนียร์ (Hanry Paulson Jr.) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนที่ นายจอห์น สโนว์
เฮนรี่ พอลสัน หรือที่มักเรียกขานกันสั้นๆ ว่า “แฮงค์” เป็นซีอีโอของบริษัทโกลด์แมนแซกส์ (Goldman Sachs) ยักษ์ใหญ่ของวงการการเงินโลก หากดูจากเส้นทางอาชีพก่อนก้าวสู่ตำแหน่งขุนคลังของสหรัฐแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า แฮงค์ พอลสัน กำลังดำเนินรอยตาม โรเบิร์ต รูบิน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีคลังในสมัยของประธานาธิบดี บิล คลินตัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยทั้งคู่ต่างมีตำแหน่งซีอีโอของโกลด์แมนแซกส์ เป็นทางผ่านก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเหมือนกัน
แต่ความเหมือนของทั้งสองคงจบลงเพียงแค่นั้น เพราะในด้านการทำงานแล้ว พอลสันและรูบินเปรียบเสมือนสองขั้วความคิดที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งเลยทีเดียว Business Week ให้ฉายากับพอลสันว่า เป็น Mr. Risk ในขณะที่เรียกรูบินว่าเป็น Mr.Prudent
ฉายา Mr.Risk นี้มิได้ถูกตั้งขึ้นโดยไร้ที่มา พอลสันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนในวอลล์สตรีตที่กล้าแบกรับความเสี่ยง ด้วยการใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ และโกลด์แมนแซกส์ภายใต้การนำของเขา ก็ทำกำไรได้อย่างมหาศาลเสียด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวเลขผลประกอบการที่บริษัทได้ประกาศออกมาในเดือนมีนาคม โกลด์แมนแซกส์ทำกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ได้สูงถึง 2.6 พันล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าเทียบได้เป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งปี 2005 ที่ผ่านมาเลย
ผิดกับเมื่อครั้งที่รูบิน “Mr. Prudent” นั่งเป็นซีอีโอดั่งฟ้ากับดิน ในยุคสมัยนั้น โกลด์แมนแซกส์ “เล็ก” กว่าในยุคสมัยนี้มากนัก อีกทั้งมีรูปแบบองค์กรในลักษณะของ private partnership ที่ถูกตีกรอบจำกัดบทบาทในการทำธุรกรรมด้านตลาดทุน รูบินจึงเป็นนักบริหารที่ดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และกระเบียดกระเสียรกว่าพอลสันยิ่งนัก
พอลสันเปลี่ยนให้โกลด์แมนแซกส์กลายเป็นเครื่องจักรทำกำไรที่เดิมพันกับความมั่นคงทางการเงินของบริษัทด้วยการร่วมลงทุนกับลูกค้า แม้ว่าเงินเดิมพันนั้นจะหามาได้ด้วยการกู้ยืมผ่านตลาดตราสารหนี้ก็ตาม
Business Week รายงานว่า หนี้ระยะยาวของบริษัทในปี 2005 ที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าในปี 1999 ที่มีค่าเพียงสองหมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เราจะพบว่ามูลหนี้ของบริษัทมีการขยายตัวในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 135 ต่อปีเลยทีเดียว
กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของพอลสันนี้ทำให้โกลด์แมนแซกส์กลายเป็นบริษัทหนึ่งที่มีอัตราการก่อหนี้เพื่อสร้างธุรกิจ (leverage) ในระดับสูง กล่าวคือ ในปี 1999 โกลด์แมนแซกส์มีสัดส่วนของหนี้ต่อรายได้เท่ากับ 1.6 เท่า (หมายความว่า บริษัทมีมูลหนี้ระยะยาวจำนวน 1.60 เหรียญสหรัฐ ต่อรายรับหนึ่งดอลลาร์ที่เข้ามา) ณ วันนี้ สัดส่วนของหนี้ระยะยาวต่อรายรับหนึ่งดอลลาร์ฯได้พุ่งขึ้นเป็น 4 เท่าแล้ว (กล่าวคือ มีหนี้ระยะยาว 4 เหรียญ ต่อทุกๆ หนึ่งเหรียญของรายรับ)
ไม่เพียงเท่านั้น เบื้องหลังของตัวเลขผลกำไรไตรมาสแรกที่สวยหรูคือมูลค่าของสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นๆ ที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียมูลค่า หรือที่เรียกขานกันในวงการการเงินว่า value-at-risk (VaR) มีการประเมินกันว่า เงินทุนของบริษัทที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าไปทั้งหมด จากการเทรดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาแค่หนึ่งวันนั้นมีมูลค่าสูงถึง 92 ล้านเหรียญสหรัฐ
การที่ธุรกิจของโกลด์แมนแซกส์สามารถเบ่งบาน สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่ดูเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจเช่นนี้ได้ เป็นเพราะบริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ในการวางแผนให้ทรัพย์สินของเรามีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่า เพียงในขอบเขตที่เรายอมรับได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญในการสร้างพอร์ตลงทุนที่นำตราสารทางการเงินโดยเฉพาะอนุพันธ์ มาสร้างกระแสเงินรับที่สอดรับกับกระแสเงินที่บริษัทต้องมีภาระชำระจ่ายในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
พอลสันเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แม้ว่าจะดูก้าวร้าวในทางธุรกิจบ้าง แต่เขาก็เป็นผู้รู้รอบด้านเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยง และใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างที่สุด สำหรับการสร้างโกลด์แมนแซกส์ให้สามารถต่อกรกับคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างซิตี้กรุ๊ป หรือเจพี มอร์แกน เชส ได้ และคุณสมบัติตรงนี้ของแฮงค์ที่ Business Week ให้ น้ำหนักอย่างมาก สำหรับการเป็นผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจสหรัฐ
Business Week เปรียบให้เห็นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐโดยเฉพาะฐานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐในขณะนี้มีสภาพคล้ายคลึงกับโกลด์แมนแซกส์ค่อนข้างมาก กล่าวคือ เศรษฐกิจกำลังพึ่งพิงการกู้ยืม หรือหนี้ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (หากจะพิจารณาถึงหนี้ของรัฐบาลกลางเทียบกับรายรับแต่ละดอลลาร์ที่ได้นั้น สัดส่วนของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ 3.70 ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนของโกลด์แมนแซกส์อย่างมาก) โดยภาระหนี้ที่ประเทศสหรัฐกำลังสั่งสมในขณะนี้เกิดขึ้นจากการขาดดุลในสองบัญชีหลักพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่าเป็น twin deficit ซึ่งประกอบด้วยการขาดดุลงบประมาณรัฐบาลกลางและการขาดดุลการค้า
แฮงค์ พอลสัน ต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับปีในวอลล์สตรีต มาจัดการกับสองปัญหานี้โดยเร่งด่วนก่อนที่ปัญหาทั้งสองจะลุกลามจนสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกในที่สุด
ปัญหาการขาดดุลงบประมาณนั้นมีรากเหง้ามาจากแนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรครีพับลิกัน ที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจด้วยการปรับลดภาษีให้อยู่ในระดับต่ำ นโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกของรัฐบาลรีพับลิกันเมื่อมาผนวกเข้ากับนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการของรัฐสภาที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ จึงมีผลทำให้งบประมาณรัฐบาลปิดหีบไม่ลง
เพราะการลดภาษีทำให้รายรับของรัฐบาลหดหายไป ในขณะที่แนวนโยบายรัฐสวัสดิการของฝ่ายเดโมแครตต้องการให้รัฐบาลกลางเพิ่มรายจ่ายด้านสวัสดิการอย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สองซีกของบัญชีงบประมาณภาครัฐจึงไม่อาจได้ดุล
หลายฝ่ายมองว่า จากภูมิหลังในทางการงานของพอลสัน เขาจะเอนเอียงไปกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน ที่ใช้นโยบายลดทอนภาษี เพื่อเกื้อหนุนธุรกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน และจะไม่เลือกวิธีการปรับขึ้นอัตราภาษีในการแก้ปัญหา ดังนั้นแนวทางการจัดการกับการขาดดุลงบประมาณของพอลสันจึงน่าจะเป็นการโน้มน้าวซีกฝ่ายเดโม แครตให้ลดดีกรี “ความเอื้ออาทร” ลง ด้วยการปรับลดสวัสดิการและผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือผู้เกษียณอายุ หรือเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเขาคงต้องสื่อสารให้ฟากฝั่งเดโมแครตตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงที่จะตามมา หากไม่ยอมลดราวาศอกในเรื่องการตัดทอนรายจ่ายนี้
ในด้านของปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังต่อเนื่องมานานแล้วนั้น นักวิเคราะห์ต่างตระหนักดีว่า ลำพังเพียงกลไกตลาดอาจไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้โดยเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้เพราะการแก้ไขตามกลไกตลาดนั้น ค่าเงินของสหรัฐ (หรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า) ต้องมีการปรับลดค่าลง เพื่อให้สินค้าส่งออกถูกลงในสายตาผู้นำเข้า
และในขณะเดียวกันค่าเงินที่อ่อนลงจะทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศแพงขึ้นในสายตาผู้บริโภคในประเทศสหรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ดุลการค้าสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น และจะกลับมาเกินดุลได้ในที่สุด
ทว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับค่าลดลงนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดเงินและตลาดทุนระหว่างประเทศ และต่อการคาดคะเนของนักลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งตามโซ่ของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงตัวแปรเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน เราจะคาดการณ์ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย การโยกย้ายเงินทุนข้ามประเทศ และราคาสินทรัพย์ในแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนที่การปรับตัวตามค่าเงินนี้จะสร้างความโกลาหลในตลาดทุน และสั่นคลอนสมดุลในตลาดการเงินโลกได้
หลายฝ่ายเชื่อว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการอื่นๆ ช่วยเสริมกับการทำงานของกลไกตลาด ซึ่งพอลสันถูกมองว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินมาตรการดังกล่าวนี้
เพราะเหตุที่พอลสันเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนสหรัฐรุ่นแรกๆ ที่เข้าบุกเบิกธุรกิจในตลาดประเทศจีน ประเทศซึ่งมีได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในปัจจุบัน เขาจึงมีความรู้ความเข้าใจในการทำการค้ากับจีน และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับวงในของจีนเป็นอย่างดี
ดังนั้นพอลสันจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเชื่อมต่อ สร้างทรรศนะ และความเข้าใจถึงประโยชน์ของการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหานี้ และความเสี่ยงที่ทั้งสองประเทศ (และเศรษฐกิจโลกโดยรวม) จะต้องแบกรับ หากการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ในที่สุดแล้ว งานหลักของ Mr.Risk คงหนีไม่พ้น เรื่องของการสื่อสาร ถ่ายทอดความคิดของเขา ให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันในเรื่องของความเสี่ยง ความเสี่ยง และความเสี่ยง ......
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2549



