มาตรวัดความสุข
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
ผมเคยได้ยินหลายคนพูดถึง “GDH (Gross Domestic Happiness)” หรือ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ซึ่งเป็นมาตรวัดความสุขโดยรวมของสังคมมาบ้างพอสมควร และมีความรู้สึกสนใจในแนวความคิดดังกล่าว
แนวคิดของ GDH เกิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ GDP (Gross Domestic Product ; ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ในการวัดระดับสวัสดิการโดยรวมของสังคม ซึ่งถูกใช้กันอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนานโดยนักเศรษฐศาสตร์
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ภายใต้ข้อสมมติตลาดสมบูรณ์ ผู้คนตัดสินใจกระทำกิจกรรมใดๆ (ไม่ใช่เฉพาะแต่การบริโภค) ผ่านตลาดโดยคำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนของการทำกิจกรรมนั้นๆ ถ้าต้นทุนสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับเราก็ไม่ทำ แต่ถ้าต้นทุนน้อยกว่าประโยชน์ที่ได้รับเราก็ทำกิจกรรมดังกล่าว
ดังนั้นถ้าเรานำเอากิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกมาคูณเข้ากับต้นทุนหรือราคาของมัน แล้วจับเอามารวมกัน เราก็น่าจะสามารถสร้างดัชนีที่ใช้เป็นตัวแทนของระดับสวัสดิการโดยรวมของสังคมได้ และการคำนวณ GDP ก็เกิดขึ้นโดยกระบวนการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงกิจกรรมส่วนใหญ่ของผู้คนมักไม่ผ่านตลาด และถึงจะผ่านตลาดก็ไม่ใช่ตลาดสมบูรณ์...อยู่ดีๆ ชาวบ้านทะเลาะกัน ไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เราต้องผ่านสนามหลวงทุกวันก็ไม่สบายใจ แต่ไม่มีตลาดไหนจ่ายต้นทุนความไม่สบายใจให้เรา...เราจะกินก๋วยเตี๋ยวมันก็มาทีละชาม ชามละ 20 บาท จะบอกว่าเอา 1.275 จานก็ไม่ได้ และจะเอาก๋วยเตี๋ยวรสชาติเดียวกับที่ใจคิดตอนก่อนซื้อก็ไม่ได้
การนำเอา GDH มาใช้แทน GDP ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องด้วยภายใต้สภาวะตลาดไม่สมบูรณ์แบบนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะมี “ความสุข” ลดลง ในประเทศที่รัฐบาลบอกว่า GDP โตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ทุกปี เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของสังคมอยู่ที่การเพิ่มพูนความสุข ไม่ใช่การเพิ่มพูน GDP (ในกรณีที่มันแตกต่างกัน)
อย่างไรก็ตาม เมื่อมานั่งคิดกันอย่างจริงจัง การสร้างมาตรวัดความสุขที่มีความน่าเชื่อถือและคงเส้นคงวาก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร และถ้าจะสร้างมาตรวัดขึ้นมามั่วๆ ก็ไม่รู้จะสร้างกันขึ้นมาทำไม ...เดี๋ยวก็จะมีคนหน้าด้านมาบอกว่าตอนนี้ GDH ของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาอีก
Journal of Economic Perspectives ฉบับก่อนหน้านี้ ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Development in the measurement of subjective well-being ของ Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ทำงานที่คณะจิตวิทยา และ Alan Krueger นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง โดยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งบทความดังกล่าวได้พูดถึงความพยายามต่างๆ ที่ผ่านมา ที่จะสร้าง “มาตรวัดความสุข” ที่มีความน่าเชื่อถือและคงเส้นคงวา
บทความของผมชิ้นนี้จะหยิบยกเอาปัญหาสำคัญๆ บางประการในการสร้างมาตรวัดความสุขที่ถูกกล่าวถึงอยู่ในบทความของ Kahneman และ Krueger ชิ้นดังกล่าว ปัญหาที่เห็นกันอยู่ชัดเจนของการสร้างมาตรวัดดังกล่าวก็คือ การที่ “ความสุข” เป็นนามธรรมในความหมายกว้าง เป็นเรื่องของ “ทัศนคติส่วนบุคคล” ที่มักแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุผลนี้เราจึงไม่สามารถสร้างดัชนีวัดความสุขด้วยวิธีการแตกรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้คนทำลงไปแบบวิธีการคำนวณ GDP
...ยกตัวอย่างเช่น ถ้านายปอกินก๋วยเตี๋ยววันละ 3 ชาม และซื้อเสื่อมานอน ส่วนนายทษกินก๋วยเตี๋ยววันละ 10 ชาม และซื้อที่นอนแสนนุ่มมานอน เราจะสรุปเอาเองว่านายทษมีความสุขมากกว่านายปอก็ไม่ได้...นายทษอาจอยากนอนเสื่อมากกว่าแต่ภรรยาไม่ยอม หรืออาจอยากกินก๋วยเตี๋ยวแค่ 3 ชาม แต่เดี๋ยวมันเสียเกียรติ
ดังนั้นการสร้างดัชนีวัดความสุขที่ชัดเจนที่สุดในเบื้องต้นก็คือการออกไปสอบถามความเห็นของผู้คนภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันว่า “โดยรวมๆ แล้ว คุณมีความสุขมากแค่ไหนกับชีวิตคุณในปัจจุบัน” โดยให้ผู้คนตอบเป็นสเกลตั้งแต่ 1-4 เพื่อชี้ว่าตนเองไม่มีความสุข ไปจนถึงมีความสุขมาก แล้วนำคำตอบที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย
ถึงแม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ถ้าหากนำเอาดัชนีดังกล่าวไปเปรียบเทียบในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันข้ามเวลา ดัชนีดังกล่าวสามารถทำนายเหตุการณ์ที่ตามมาในอนาคตได้ดีพอสมควร เช่น การสร้างดัชนีลักษณะดังกล่าวเกี่ยวกับความพอใจของงานที่ตนทำอยู่ สามารถทำนายการเปลี่ยนงานของผู้คนในอนาคตได้เป็นอย่างดี
แต่ปัญหาสำคัญของดัชนีที่สร้างขึ้นลักษณะนี้ก็คือ มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายงานพบว่าการตอบคำถามข้างต้นของผู้คนขึ้นอยู่กับ “ความทรงจำ” ในขณะนั้นของพวกเขาเป็นหลัก โดยเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นานจะมีผลกระทบต่อคำตอบมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปนานแล้ว
...สมมติว่าก่อนหน้านั้นถ้าผู้คนมีความสุขดี กินอิ่มนอนหลับ เป็นเวลาเกือบ 20 วัน แต่เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านั้นเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจพวกเขา จนทำให้ต้องไปนั่งประท้วงกลางสนามหลวง ถ้าเราไปถามผู้คนเหล่านั้นในช่วงหลังนี้ว่าโดยรวมๆ แล้วคุณมีความสุขไหมในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะได้รับคำตอบว่า “ไม่มีความสุข”
การ “จำไม่ได้” ว่ามีความสุขแตกต่างจากการ “ไม่ได้รับ” ความสุข ดังนั้นการสร้างดัชนีจากคำตอบที่ได้รับดังกล่าวอาจตกหล่น หรือบิดเบือน จากปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำของผู้คน
นอกจากนั้นดัชนีดังกล่าวยังมีปัญหาความคงเส้นคงวา โดยค่าของดัชนีขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่มีการจัดทำดัชนีสูงมาก...ถ้าหากจัดทำดัชนีในวันก่อนหน้าการประท้วงที่สนามหลวงพอดี ค่าดัชนีที่ได้รับจะแตกต่างกันมากกับดัชนีที่จัดทำภายหลังจากนั้น 2-3 วัน
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มีงานวิจัยหลายงานที่พบว่าระดับความรู้สึกของผู้คนขึ้นอยู่กับ “เป้าหมายส่วนบุคคล” โดยงานเหล่านี้ชี้ว่าผู้คนวัดระดับความรู้สึกของตนเองโดยเปรียบเทียบสถานการณ์ในปัจจุบันกับเป้าหมายในชีวิตของตน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายในชีวิต ทั้งๆ ที่ความสุขที่ได้รับจากกิจกรรมอันหนึ่งอาจอยู่ในระดับเดิม
...สมมติว่า ในช่วงก่อนนายทษเคยทำงานขายพวงมาลัย ถ้านายทษเก็บเงินตกได้ 2 ล้านบาท นายทษจะรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันนายทษคนเดิมจับพลัดจับผลูได้มาเป็นนายกฯ บังเอิญเก็บเงินที่ผู้คนทั้งประเทศทำตกได้ 2 ล้านบาท นายทษอาจรู้สึกแย่ที่เก็บเงินได้น้อยกว่านายกฯคนอื่น...เป้าหมายในชีวิตของนายทษเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่เงินจำนวนดังกล่าวอาจนำมาซึ่งสินค้าและบริการต่างๆ ในปริมาณเท่าเดิม
ดัชนีวัดความสุขที่สามารถลดทอนปัญหาเกี่ยวกับ “ความทรงจำ” และ “เป้าหมายส่วนบุคคล” ได้ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ ดัชนีที่สร้างขึ้นโดยใช้วิธีที่เรียกว่า experience sampling method โดยผู้สร้างดัชนีจะสุ่มสอบถามผู้คนเป็นระยะๆ อาจทุกๆ 20 นาที เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้สร้างดัชนีจะมีคำถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำอยู่ ระยะเวลาในการทำกิจกรรม ความรู้สึกของการทำกิจกรรม และตัวแปรต่างๆ ที่อาจกระทบระดับความรู้สึกเข้าไปด้วย
แน่นอนว่าการทำดัชนีดังกล่าวมักถูกใช้ในกลุ่มทดลอง และเราไม่สามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้คำนวณดัชนีวัดความสุขในผู้คนกลุ่มใหญ่ได้ มันเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปทั้งกับตัวผู้จัดทำดัชนีและกลุ่มผู้ตอบคำถาม
Kahneman และ Krueger เสนอดัชนีในลักษณะที่มีความต้องการทางด้านข้อมูลที่ลดลง นั่นคือ ดัชนีที่สร้างโดยวิธีการ day reconstruction method โดยผู้สร้างดัชนีอาจสอบถามผู้คนวันละครั้ง โดยในแต่ละครั้งผู้สร้างดัชนีจะมีคำถามเพื่อให้ผู้คนนึกถึงกิจกรรมที่ตัวเองทำและระยะเวลาในการทำกิจกรรมในช่วงวันที่ผ่านมา จากนั้นจะมีคำถามเกี่ยวกับระดับความรู้สึก และตัวแปรต่างๆ ที่อาจกระทบระดับความรู้สึก
ผลลัพธ์ที่ได้ถูกนำไปทดสอบกับดัชนีที่ถูกจัดทำขึ้นโดยวิธีการ experience sampling method และให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้ Kahneman และ Krueger เชื่อว่าดัชนีดังกล่าวเป็นดัชนีที่จะใช้วัดระดับความสุขได้ดีอันหนึ่ง
การสร้างดัชนีวัดความสุขที่ผ่านไปนี้เป็นเพียงการสร้างดัชนีวัดความสุขในเชิงเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันข้ามเวลาเท่านั้น...นั่นคือ ดัชนีดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและคงเส้นคงวาในการวัดระดับความสุขของคนไทยในปีนี้เปรียบเทียบกับคนไทยในปีหน้า ยังไม่สามารถเปรียบเทียบระดับความสุขระหว่างคนไทยกับเพื่อนลาว หรือเพื่อนพม่าได้
ดัชนีวัดความสุขที่สามารถเปรียบเทียบข้ามกลุ่มคนต้องการกระบวนการเทียบเคียงเพื่อชี้ว่าระดับความสุขหนึ่งหน่วยในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจะมีค่าเป็นเท่าไรของระดับความสุขของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน...GDH เป็นดัชนีในลักษณะหลังนี้ ซึ่ง Kahneman และ Krueger มองว่ายังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากระดับความรู้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน
ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นด้วยกับ Kahneman และ Krueger ว่าการสร้างดัชนี GDH มาใช้ทดแทน GDP ยังเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การสร้างดัชนีวัดระดับความรู้สึกบางอย่างมาใช้ประกอบกับ GDP เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
GDP สามารถใช้เป็นตัวแทนของสวัสดิการของผู้คนสำหรับกิจกรรมที่มีตลาดรองรับได้ดีระดับหนึ่ง ดังที่ผมได้อธิบายเอาไว้ในตอนต้น และ GDP ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำหรือทัศนคติส่วนบุคคลดังที่เกิดขึ้นกับดัชนีวัดระดับความสุข
ส่วนที่ตกหล่นหายไปใน GDP อาจทดแทนได้ด้วยการใช้ดัชนีวัดความรู้สึกเฉพาะกิจกรรมหลายๆ ตัวประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีความพอใจในงานที่ทำ ดัชนีความปลอดภัยในชีวิต ดัชนีความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านและเพื่อนบ้าน
ดัชนีกลุ่มหลังนี้มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำน้อยกว่า เพราะเป็นเรื่องที่ผู้คนพบเจอทุกวัน แต่ก็ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติส่วนบุคคลอยู่ดี และไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบุคคลได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามผมก็ยังคิดว่ามันอาจจะช่วยเสนอแง่มุมของการพัฒนาที่ GDP ไม่อาจนำเสนอได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2549



