โต้อาจารย์โกร่ง
ผมได้อ่านบทความ “คนไทยกับประชาธิปไตย” ในคอลัมน์ คนเดินตรอก ของ วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดอกเตอร์โกร่ง ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2549 แล้ว รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
สาเหตุที่ผมไม่สบายใจ เพราะผมและเพื่อนๆ ที่ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในจรรยาบรรณในวิชาชีพ ไม่แพ้คนในวิชาชีพอื่นๆ ย่อมรู้สึก รู้ร้อนรู้หนาวกับบทความของอาจารย์โกร่งเป็นธรรมดา เพราะบทความระดับมหากาฬของอาจารย์โกร่งแฝงด้วยความคิดอคติต่อคนในวงการการสื่ออย่างร้ายกาจ
แม้ผมจะทำใจให้กว้าง รับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่เมื่อพิจารณาบทความของอาจารย์โกร่งอย่างละเอียดรอบคอบแล้วก็ต้องขอบอกว่า อาจารย์โกร่งยังไม่รู้อะไรอีกมาก เพราะเอาเข้าจริง ช่วงหลัง สื่อมวลชนที่อาจารย์โกร่งคบหาด้วยล้วนเป็นสื่อมวลชนที่กำลังกลายพันธุ์ไปเป็นนักข่าวพีอาร์ หรือแก๊งค์นักข่าวนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากินจากวิชาชีพสื่อมวลชน
อาจารย์โกร่งไม่ค่อยคบหากับนักข่าวที่เป็นนักข่าวแท้ๆ โดยสันดาน จึงทำให้อาจารย์โกร่งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต ซึ่งแตกต่างจากอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ที่เขียนวิจารณ์สื่อมวลชนในยุคแมคเจอนัลลิสต์ (McDonald สนธิกับ Journalist ) ได้อย่างแสบสันต์ แต่ไม่มีสื่อคนใดปฎิเสธอาจารย์รังสรรค์ เพราะอาจารย์รังสรรค์เขียนแบบรู้จริง และสัมผัสกับคนทำหนังสือพิมพ์จริงๆ ที่แน่ๆ ผมไม่เคยเห็นอาจารย์รังสรรค์ดื่มไวน์กับพวกเหลือบในวิชาชีพสื่อมวลชน
อาจารย์โกร่งเปิดบทความเสมือนเป็นการออกตัวว่า ความคิดเห็นต่อไปนี้ไม่ใช่ความเห็นของอาจารย์โกร่ง (เจ้าเก่า ) แต่เป็นความเห็นของเพื่อนชาวอเมริกันที่เป็นอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ที่อเมริกา หลังจากหายหน้าหายตาไปเกือบ 2 ปี เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนกลับมาพบกันอีกที่กรุงเทพฯ
แต่ถ้าใครได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ของอาจารย์โกร่ง ในคอลัมน์ คนเดินตรอก จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำของ อาจารย์โกร่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง บทความของอาจารย์โกร่งก่อนหน้านี้เขียนโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และเหน็บแนมสื่อมวลชนตลอดมา เขียนได้ถูกอกถูกใจคนพรรคไทยรักไทยอย่างมาก จนมีการเอาบทความของอาจารย์โกร่งและโลโก้ ประชาชาติธุรกิจไปพิมพ์เป็นเอกสารเผยแพร่ไปทั่วกรุงเทพ หลังจากนั้น อาจารย์โกร่งก็ได้รับการปูนบำเหน็จ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทัศนะของฝรั่งสอนรัฐศาสตร์ เพื่อนของอาจารย์โกร่ง ช่างละม้ายคล้ายกับทัศนะของอาจารย์โกร่ง ราวกับพระพิมพ์เดียวกัน เพื่อนผมแซวว่า เพื่อนรักของอาจารย์โกร่ง แท้ๆ แล้ว มีคนเดียวคือนาย อัดนัน คาช็อกกี้ แขกนักปั่นหุ้น
เพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่ง บอกว่า “สื่อมวลชนเป็นพวกชอบกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์ แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านและขยายข่าวลือต่อ
สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสระเสรีภาพมากที่สุดในโลก แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน
ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริงหรือจริงเพียงครึ่งเดียวมักจะต้องทำเฉยเสีย หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิ์ขนาดนี้
การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสระเสรีภาพและอภิสิทธิ์สูงมากอย่างนี้ ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิ์สูงที่สุดในโลกแล้ว
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ รัฐบาล พล.อ.เปรม รัฐบาลคุณอานันท์ รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย เป็นได้แต่รูปแบบเนื้อหาเป็นไม่ได้ แต่ผลเสียก็มีเพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล”
… ด้วยความเคารพเพื่อนชาวฝรั่งของอาจารย์โกร่ง ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า เพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่งรุ่งเรืองในยุคแมคคาธี หรือ ยุคขวาตกขอบหรือเปล่า เพราะในสังคมอเมริกันเชิดชูเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ในยุคหนึ่ง วอชิงตันโพสต์ ฉีกหน้าบุคคลหมายเลข 1 ของโลก ด้วยข่าวเจาะคดีวอเตอร์เกตหรือคดีเอกสารลับเพนตากอน จนประธานาธิบดีต้องลาออก
ผมและเพื่อนๆ ไม่เคยรู้สึกว่า สื่อมวลชนไทยมีเสรีภาพมากที่สุดในโลก เพราะพวกเราเห็นเพื่อนของเราถูกอำนาจที่มองไม่เห็นของรัฐบาลทักษิณกำจัดอย่างเลือดเย็นมาคนแล้วคนเล่า เราเห็นคุณฟองสนาน จามรจันทร์ ถูกเด้งไปอีสาน เราเห็นคุณวีระ ประทีปชัยกูร ถูกถอดออกจากตำแหน่งบรรณาธิการบางกอกโพสต์ เราเห็นคุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ นักข่าวอาวุโสบางกอกโพสต์ถูกไล่ออกเพราะทำข่าวรอยแตกในสนามบินสุวรรณภูมิ เราเห็นพฤติกรรมของบ่าวผมขาว คนใกล้ตัวผู้นำ สั่งเซ็นเซอร์ข่าวถึงในกองบรรณาธิการ เราได้ยินเพื่อนของเราในช่อง 9 เล่าให้ฟังว่า ถูกคุณหมอมิ้งโทรศัพท์มาด่าที่เอาข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาออกอากาศ
เราเคยรับทราบว่า นายทุนใหญ่ นัดเจ้าของหนังสือพิมพ์ เพื่อขอให้จัดการกับเหยี่ยวข่าวบางคน ที่ทำข่าวเจาะเกี่ยวกับครอบครัวของเศรษฐีหมื่นล้าน เรื่องแบบนี้ อาจารย์โกร่งและเพื่อนฝรั่งจะรู้หรือไม่ว่าคนทำสื่อเจ็บปวดและขมขื่นแค่ไหน
หลายกองบรรณาธิการถูกคำสั่งลับให้เล่นข่าวปมฉาวในรัฐบาลนายทุนอย่างเบาๆ เพราะจะมีผลกระทบต่อธุรกิจและโอกาสทำกำไรของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์
พวกเราสัมผัสกับโศกนาฎกรรมมาตลอด 5 ปี ขมขื่นหลายครั้งที่นกน้อยในไร่ส้มถูกทุบ ถูกคุกคาม ถูกเกมทางธุรกิจที่ชั่วร้าย แทรกซื้อ จนนักข่าวน้ำดี อยากเลิกทำหนังสือพิมพ์ เมื่อไม่นานมานี้ เราเห็นเพื่อนของเราที่เดอะเนชั่น ถูกพวกอันธพาล ล้อมกรอบ แบบป่าเถื่อน หัวใจของเราร้องไห้ ฉะนั้น การพูดว่าสื่อมวลชนมีเสรีภาพมากที่สุดในโลกคงจะไม่จริง
ความจริงเหล่านี้ เพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่งไม่เคยรับรู้ เพราะมัวแต่สอนวิชารัฐศาสตร์อยู่ในอเมริกา และจะได้รับรู้อะไรๆ บ้างก็จากการบอกเล่าของอาจารย์โกร่ง ซึ่งไม่เคยสัมผัสวงการนักข่าว อย่างจริงๆ จัง ๆ เพราะไม่มีเวลา เนื่องจากเวลาอันมีค่าของอาจารย์โกร่งหมดไปกับการเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนถึง 18 แห่ง เช่น วังขนาย ช. การช่าง ฟินันซ่า แอดวานซ์อะโกร และอื่นๆ อีกมากมาย
อีกประเด็นที่เพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่งรู้น้อยมากคือ เรื่องที่ว่า นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน
จริงๆ แล้ว ไม่มีใครกลัวใครหรอกครับในสังคมนี้ แหล่งข่าวให้สัมภาษณ์นักข่าว ก็เพราะพวกเขาใคร่ครวญเองได้ว่า จะพูดอะไรกับนักข่าว เพื่อผลประโยชน์ และเป้าหมายใด ไม่มีใครหรอกครับถูกนักข่าวบีบบังคับให้ต้องมาสัมภาษณ์ เพราะกลัวจะขัดใจนักข่าว ทุกวันนี้ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร และนักธุรกิจใหญ่ๆ หลอกใช้นักข่าว ( เสียมากกว่า ) อาจารย์โกร่งก็ชอบให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่บ่อยๆ ย่อมรู้แก่ใจดีว่า ไม่เคยมีใครบังคับขู่เข็ญให้อาจารย์โกร่งต้องรับนัดนักข่าว หลายครั้ง อาจารย์โกร่ง พูดเชียร์รัฐบาลแบบออกหน้าออกหน้า นักข่าวหน้าโง่ ยังเอาคำพูดของอาจารย์โกร่งไปลงเป็นข่าว
จริงๆ บ้าง เท็จบ้าง ก็เห็นไม่เคยมีใครต่อว่าอาจารย์โกร่งให้เจ็บช้ำน้ำใจ
และที่เพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่ง บอกว่า “ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริงหรือจริงเพียงครึ่งเดียวมักจะต้องทำเฉยเสีย หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิ์ขนาดนี้ ”
เรื่องนี้ก็ไม่จริงหรอกครับ ขอให้ไปดูคดีที่หนังสือพิมพ์ถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทเถอะครับ คดีแทบจะล้นศาลอยู่แล้ว แต่ละคดีทุนทรัพย์สูงนับร้อยล้าน พันล้าน จนถึงหมื่นล้านยังมีให้เห็นในยุคปัจจุบัน
เหลียวไปดูเพื่อนบ้านของไทย เช่น กัมพูชา ก็ยังก้าวหน้ากว่าเสียอีก เพราะนายกฯฮุนเซ็นถอดโทษอาญาออกจากความผิดข้อหาหมิ่นประมาท
สุดท้าย อาจารย์โกร่งน่าจะเอาบทความของผมแปลให้เพื่อนฝรั่งฟัง เผื่อว่าเพื่อนฝรั่งของอาจารย์โกร่งจะหูตาสว่างขึ้น ..
จาก
นายคุกคามสื่อ นามสกุล คุกคามประชาชน
30 พฤษภาคม 2549



