มหาชน ในความคิดของนักคิด/ปรัชญาการเมืองตะวันตก (ตอนแรก)
ข้อเขียนแบบสบายๆสำหรับ Exit ใน Open คราวนี้ จะขอทำการสำรวจสถานะและบทบาทของ “มหาชน” ในปรัชญาการเมืองตะวันตกในแบบเอาสะดวก คือไม่เขียนเป็นวิชาการจริงจัง แต่เขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องอ้างอิงอะไรมาก ผู้อ่านไม่ควรถือเป็นบทความวิชาการ และไม่ควรใช้อ้างอิงเพื่อเอาเป็นเอาตายในทางวิชาการ แต่สามารถอ้างถึงได้ว่า ตัวผมได้เขียนสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
คนเราจะเขียนเรื่องราวทางความคิดวิชาการในแบบสบายๆบ้างไม่ได้หรือ ?
ทีนักวิชาการยังเอาเรื่องเบาๆ ตลกโปกฮา ลามก มาวิเคราะห์ในทางวิชาการแบบหนักๆได้เลย !
จะลองเริ่มสำรวจตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบันแบบลวกๆ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ปรัชญาการเมืองตะวันตกโดยทั่วไปนั้นมีมุมมองต่อสถานะและบทบาทของ “มหาชน” ในแง่ลบมากกว่าแง่บวก และเพื่อตั้งคำถามต่อไปว่า เราควรที่จะละเลยหรือพิจารณาอย่างพินิจพิเคราะห์และให้ความสำคัญต่อทรรศนะดังกล่าวนี้ที่มีต่อ “มหาชน”
มหาชน ในที่นี้หมายถึง คนส่วนใหญ่ในสังคม ถ้าจะมองผ่านวิธีคิดของอริสโตเติล มหาชนมีความหมายตรงกับคำว่า demos ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่เช่นกัน แต่อริสโตเติลสรุปจากประสบการณ์ข้อเท็จจริงทั่วไปว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมแทบทุกสังคมมักจะเป็นคนจนเสมอ และถ้ามองอย่างสังคมศาสตร์สมัยใหม่อย่างสังคมวิทยา ก็จะพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ มีการศึกษาน้อย และมักจะเชื่ออะไรต่ออะไรโดยไม่มีเวลาหรือมีความรู้พอที่จะวิเคราะห์ลึกซึ้งได้
เริ่มจากเฮราไคลตุส (Heraclitus) จากข้อความบางตอนที่คนบันทึกไว้ว่า เฮราไคลตุสได้เขียนไว้ว่า “อย่าเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน” “อย่าเชื่อตามคำเล่าอ้าง” “ให้คิดเอง พิจารณาเอง” และด้วยความไม่สบายใจกับสิ่งที่มหาชนเชื่อ เขาจึงประกาศว่า “I went in search of myself หรือ I love self-critique”
พาร์เมนนิดิส นักคิดกรีกโบราณอีกคนหนึ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นคู่กัดกับเฮราไคลตุส ก็ยังเห็นพ้องด้วยกับประเด็นเรื่องมหาชน
เฮราไคลตุสไม่ได้หยุดเพียงแค่ที่ยกมา แต่ยักล่าวอีกด้วยว่า “มหาชนนั้นไร้ค่า คนกลุ่มน้อยดีกว่า และอภิชน (aristoi) คนเดียวมีค่าดุจคนหมื่นคน”……
ต่อมาทูซีดีดิส (Thucydides) นักเขียนนักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนเพลโต ส่อนัยในการประณามสภาประชาชนของเอเธนส์ที่เต็มไปด้วยมหาชนหรือ demos อย่างที่อริสโตเติลเข้าใจ และก็ได้เขียนประณาม คลีออน (Cleon) ผู้มีบทบาทในการชักนำมหาชนในสภา ด้วยเหตุที่คลีออนมาจากชนชั้นล่าง ค้าหนังสัตว์ ทูซีดีดีสเชื่อว่า หมอนี่เป็นต้นเหตุของความโลภและกระหายสงคราม อันนำมาซึ่งความวิบัติของเอเธนส์
ส่วนโสกราติสและเพลโตนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งสองส่ออาการไปในทางที่เชื่อว่า การปกครองโดยมหาชนที่เลวนั้นเลวยิ่งกว่าการปกครองโดยทรราช เพลโตถึงกับนำเสนอ แนวคิดเรื่องราชาปราชญ์เลย ( philosopher-ruler) ด้วยซ้ำ
ส่วนอริสโตเติล ก็อย่างที่รู้ๆ วิพากษ์ประชาธิปไตยเอเธนส์ไว้ไม่ใช่น้อย เพราะเชื่อว่า demos หรือมหาชนย่อมหนีไม่พ้นคนจน เมื่อจนก็โง่ และเจ็บ และยังพาให้คนอื่นเจ็บไปด้วย อริสโตเติลเห็นด้วยกับการปกครองโดยอภิชน หรืออย่างน้อยก็โดยชนชั้นกลาง
ในสมัยโรมัน ผู้ปกครองชั้นดีอย่าง มาคัสออเรลลีอุส (Marcus Aurelius) หรือตัวจักรพรรดิแก่ที่ถูกลูกชายทรพีฆ่าตายในหนังเรื่อง Gladiator ก็ไม่ยอมรับมหาชน และนักคิดโรมันส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับมหาชน เพราะมักจะเห็นว่า วันดีคืนดี มหาชนอาจกลายเป็นฝูงชนวุ่นวายได้
อย่าลืมว่า คำว่า mob มาจากภาษาละตินที่คนโรมันเขาใช้กันมาก่อน นั่นคือ mobile vulgus
หรือใครจะคิดถึงคำว่า multitude ในฐานะมหาชนหรือ mobile vulgus ด้วยก็ได้ ไม่ต่างกันนัก (ซึ่งหลายคนที่ไม่คุ้นกับคำว่า multitude ในบริบทละตินหรือการเมืองโรมัน ก็อาจจะคิดไปถึง multitude ของพวกที่เขียน Empire อย่าง Negri & Hardt ก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดี ก่อนจะไปถึง Negri & Hardt น่าจะลองทำความเข้าใจกับ multitude ในบริบทละตินเสียหน่อยก็จะดีนะ เพราะโรมันก็เคยได้ชื่อว่าเป็น Empire กับเขาเหมือนกัน !)
มาถึงมาคิอาเวลลี ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ชัดอยู่แล้วว่า คำสอนเขาสอนให้ควบคุมมหาชนไว้ให้ได้ โดยเฉพาะใน The Prince ส่วนใน Discourses จำได้ว่า มีตอนหนึ่งเขาเขียนว่า ถ้าจะจัดการกับมหาชน ก็ต้องเด็ดหัวหรือผู้นำมันซะ แล้วพวกชาวบ้านก็จะไร้ขบวน คล้ายกับตอนที่พวก รสช. จับมหาจำลอง หรือพวกทรราชทักษิณเช็คบิลแกนนำพันธมิตร (แต่บังเอิญ ใช้ไม่ได้ผลทั้งสองครั้ง !)
จากมาคิอาเวลลี คนที่เรียนทฤษฎีการเมืองก็รู้ทันทีว่าจะต้องต่อด้วยโทมัส ฮอบส์ แม้จะดูเหมือนว่า ฮอบส์จะยอมรับมหาชน เพราะเขาประกาศกล้าในต้นบทที่สิบสามว่า “ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้เท่าเทียมกันเสียเหลือเกิน” แต่เขาก็กลับทำให้คนทุกคนกลายเป็นม็อบ (mob)ไปหมด mob และเห็นว่ามหาชนควรถูกจัดระเบียบ
อย่างที่มีคนเขียนถึงฮอบส์ไว้ว่า “Hobbes has in mind not only a multitude to which he does not belong, but also himself: “cavere sibi adeo vituperandum non est, ut aliter velle facere non possimus”. (De Cive I.7) (Strauss, Spinoza’s Critique….p. 231)
แน่นอนว่า ต่อจากฮอบส์ ก็ต้องจอห์น ล็อก ล็อกอาจจะดีหน่อย ตรงที่ไม่ได้เห็นคนทุกคนเป็น mob อย่างฮอบส์ แต่ก็ไม่เชื่อว่า มหาชนจะอยู่กันได้เองโดยไม่ต้องมีการปกครอง และลึกๆแล้ว ล็อกก็ไม่ได้ต่อสู้เพื่อมหาชนคนธรรมดาเท่ากับกระฎุมพีอังกฤษที่กำลังโตขึ้นมาท้าทายอำนาจชนชั้นสูง
รุสโซ แม้จะแต่งประโยคสวยหรูอย่าง “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่ง เขาอยู่ในพันธนาการ” แต่ในบทที่ว่าด้วยประชาธิปไตยในหนังสือ สัญญาประชาคม เขาก็บอกว่า ประชาธิปไตยจะเป็นไปได้สำหรับทวยเทพเท่านั้น เพราะเหล่าทวยเทพนั้นปลอดกิเลสตัณหา ! และในบทที่ว่าด้วยผู้บัญญัติกฎหมาย เขาก็แอบกระซิบเล็กๆว่า มหาชนปรารถนาสิ่งที่ดี แต่พวกเขามักไม่รู้ว่าสิ่งที่ดีสำหรับตัวเขานั้นคืออะไร จึงจำเป็นต้องมีผู้ชี้ทางให้ ไม่อย่างนั้นแล้ว รุสโซจะแบ่งแยกระหว่าง เจตจำนงเฉพาะ กับ เจตจำนงทั่วไป ทำไม ? เพราะเขาบอกว่า เสียงส่วนใหญ่ อาจเป็นเพียงผลรวมข้างมากของเจตจำนงที่เห็นแก่ตัวของผู้คนก็ได้
สปิโนซ่าก็ใช่ย่อย เขาแบ่งแยกมหาชนที่โง่ กับ คนจำนวนน้อยที่ฉลาด
และพวกบิดาผู้สร้างชาติอเมริกัน อย่าง เมดิสัน เป็นต้น ก็ไม่ไว้วางใจมหาชน จึงต้องสร้างการปกครองแบบตัวแทนขึ้นมาไง !
ค้านท์ (Kant) เองเห็นว่า คนส่วนใหญ่นั้นขี้ขลาดและขี้เกียจ แต่ก็ยังหวังว่าจะพัฒนาได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อีกกี่ชาติก็ไม่รู้
ส่วนเฮเกลนั้น มีทัศนะที่ชัดเจนต่อมหาชน จากการยกย่องว่ารูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคือ Constitutional Monarchy
มาถึงมาร์กซ์ หลายคนอาจคิดว่า เขานี่แหละคือ นักปฏิวัติเพื่อมวลชน แต่อย่าลืมว่ามาร์กซ์ เองก็ไม่ได้ยอมรับมหาชน (mass) อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะยังมีประเด็นเรื่องจิตสำนึกจอมปลอม (false consciousness) อยู่ และชนชั้นกรรมาชีพอาจจะยังไม่เป็นชนชั้นที่รู้จักศักยภาพของตัวเอง คือเป็นเพียง class in itself แต่ยังไม่พัฒนาเป็น class for itself
นิทเช่ ไม่ต้องพูดถึง รู้ๆกันอยู่ แนวคิดเรื่อง “Overman” หรือ “Superman” ไง ที่ฮิตเลอร์เอาไปปูยี้ปูยำเล่นเละไปหมด
จอห์น สจ๊วต มิลล์ ดูจะดี แต่ก็ยังเห็นว่า มหาชนต้องพัฒนาอีกมากก่อนจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้เอง
(ต่อตอนเดือนหน้าครับ !)
คำสำคัญในตอนต่อไป ได้แก่ เหตุผล, enlightenment, intellectual, philosopher, อภิสิทธิ์ชนทางปัญญา, รากหญ้า, theory and praxis ฯลฯ



