Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open EC
วิมุต วานิชเจริญธรรม


ปัญหาเงินเฟ้อ กับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่า ราคาของสินค้าในกลุ่มที่เป็นตัวสะท้อนค่าครองชีพของผู้บริโภคในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากจากเดือนมีนาคม คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงต่อปีเท่ากับ ร้อยละ 1.2 และเพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี

นักเศรษฐศาสตร์เรียกอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภคนี้ว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจ โดยในปี 2549 นี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงร้อยละ 3.5 ถึง 4.5 กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการยังชีพเป็นมูลค่า 100 บาท ในปีที่แล้ว ในปีนี้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าจำนวนเท่าเดิมด้วยเงิน 103.5 ถึง 104.5 บาท

การปรับเพิ่มในระดับราคาสินค้าบริโภคสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้อำนาจซื้อของเงินที่ประชาชนถือเพื่อจับจ่ายใช้สอยลดค่าลง กล่าวคือ เงินหรือธนบัตรจำนวนเท่าเดิมสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในจำนวนที่น้อยลงกว่าเดิม

ศาสตราจารย์มิลตัน ฟรีดแมน ได้เคยกล่าวไว้ว่า เงินเฟ้อนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเงิน (Inflation is everywhere monetary phenomenon) เพราะต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อนั้นมาจากการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไปจน “เฟ้อ”

ปริมาณเงินหมุนเวียนเกิดอาการเฟ้อขึ้นได้นั้น เพราะปริมาณของมันมีมากเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตมาให้ผู้บริโภคจับจ่าย ผลที่ตามมาคือเงินปริมาณมากไล่ซื้อสินค้าที่มีน้อย กลไกราคาในตลาดจึงเกิดการปรับตัว เพื่อให้อุปสงค์ได้ดุลกับอุปทานในระบบ นั่นคือราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นตามปริมาณเงินหมุนเวียนในที่สุด

งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (หรือ hyperinflation) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นหลักฐานที่ยืนยันความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราคาและปริมาณเงินได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นนัยต่อการดำเนินนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อจึงเป็นการปรับเปลี่ยนปริมาณเงินให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้หน้าที่การควบคุมเงินเฟ้อจึงตกเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของธนาคารกลาง เพราะธนาคารกลางเป็นหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจที่มีสิทธิขาดในการกำหนดปริมาณเงินในระบบ

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนี้แวดวงธนาคารกลางยึดถือเอา “อัตราดอกเบี้ย” เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน โดยนักการธนาคารกลางจะใช้วิธีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ในกรณีของประเทศไทยคืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 14 วัน) เมื่อเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังจะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น “ภาษา” ที่ใช้เมื่อกล่าวถึงการดำเนินนโยบายการเงิน จึงพูดถึงการปรับนโยบายดอกเบี้ย แทนที่การพูดถึงการปรับเปลี่ยน “ปริมาณเงิน” หมุนเวียนในระบบ

ทว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อในภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยในวันนี้ กลับต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากรอบด้าน ทั้งจากฟากฝั่งรัฐบาลและภาคธุรกิจ

เหตุผลที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการตรึงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อนั้น น่าจะมาจากความกังวลในภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) ที่กำลังชะลอตัว ตามเหตุปัจจัยด้านลบที่รุมเร้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะนิ่ง หรือลดลงแต่อย่างใด ปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ที่ฝ่ายบริหารมีฐานะเพียงเป็นรัฐบาลรักษาการ และไม่สามารถจะคาดหวังได้กับการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังได้ อีกทั้ง ภาคส่งออกก็กำลังสูญเสียความได้เปรียบในด้านการแข่งขันเนื่องด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

พูดง่ายๆ คือหลายฝ่ายกำลังมองว่านโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นมีแต่จะซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่กำลังบอบช้ำอยู่นั่นเอง

นักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคการผลิตกำลังชะลอตัวลงเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น และหลายคนจัดว่าภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นประเภท cost-push inflation หรือเงินเฟ้อที่ถูกผลักดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง

เพราะน้ำมันหรือเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสำหรับการผลิตของสินค้าหลายประเภท ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันมีการปรับสูงขึ้น จึงมีผลให้สินค้าหลายชนิดมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงตาม ผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นจึงผ่องถ่ายภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภค โดยปรับเพิ่มราคาขายสินค้าขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นผลให้ราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น (หรืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนั่นเอง)

ชุดคำอธิบายข้างต้นดูจะแตกต่างจากนิยามที่ให้ไว้ในตอนต้นบทความที่บอกว่า เงินเฟ้อนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเงิน ดังนั้นนัยต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อย่อมจะต้องแตกต่างไปจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือลดปริมาณเงินอย่างแน่นอน และจะทำให้เสียงคัดค้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนี้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น

อันที่จริงแล้วนิยามที่ มิลตัน ฟรีดแมน ให้กับเงินเฟ้อยังคงถูกต้องไม่เสื่อมคลายแต่อย่างใด และการโยงภาวะเงินเฟ้อเข้ากับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันก็มิใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เพราะราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าอื่นๆ (ในภาษาเศรษฐศาสตร์ “ราคาโดยเปรียบเทียบของน้ำมันสูงขึ้น”) สะท้อนถึงความขาดแคลน หรือหายากของน้ำมัน (scarcity) ราคาที่ปรับสูงขึ้นนั้นเป็นไปตามกลไกราคาที่ได้ทำหน้าที่ส่งสารสนเทศให้ระบบเศรษฐกิจทราบถึงความขาดแคลนในน้ำมัน และระบบเศรษฐกิจควรตอบสนองต่อสารสนเทศนี้ด้วยการใช้สอยน้ำมันอย่างประหยัด มัธยัสถ์

แม้ว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาของสินค้าต่างๆ ที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยการผลิต และส่งผลในที่สุดทำให้ราคาสินค้าแทบทุกชนิดในระบบเศรษฐกิจปรับสูงขึ้น แต่อัตราการเพิ่มของราคาสินค้าแต่ละประเภทจะแตกต่างกันไปตามสัดส่วนของน้ำมันในกระบวนการผลิต

ในมุมมองนี้เราอาจเปรียบเหตุการณ์ที่น้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูง เสมือนกับการที่มี shock ทางด้านลบจากภายนอก ส่งผลให้ภาคการผลิตของเศรษฐกิจไทยเกิดความเสียหาย และมีผลให้ผลผลิตในระดับมหภาคลดต่ำลงกว่าศักยภาพการผลิตที่ระบบมี ในสถานการณ์เช่นนี้หากธนาคารกลางมิได้บริหารปริมาณเงินหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ระบบเศรษฐกิจอาจอยู่ในสภาพที่ “ปริมาณเงินจำนวนมากไล่ซื้อสินค้าจำนวนน้อย” และเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้

ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องจัดการกับปริมาณเงินหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับผลผลิตของประเทศ การประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ระบบธนาคารและภาคการเงินทราบถึงจุดยืนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการควบคุมการขยายตัวของสินเชื่อ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงินในความหมายกว้าง หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า M2) มิให้ขยายตัวมากเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านราคา

นโยบายการเงินที่ใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือนี้จะมีผลกระทบข้างเคียงต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินดังนี้ กล่าวคือ การขึ้นดอกเบี้ยสร้างต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้ประกอบการที่ขาดแคลนเงินทุนและผู้มีหนี้สิน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อผู้ออมเงิน และเจ้าของเงินทุนด้วย ผลด้านบวกและด้านลบกระทบต่อบุคคลต่างกลุ่มในระดับความหนักเบาที่แตกต่างกัน เราคงมิอาจกล่าวในที่นี้ได้ถึงผลสุทธิที่มีต่อสวัสดิการของสังคมโดยรวมได้

อย่างไรก็ดี เราสามารถกล่าวได้ว่า หากเงินเฟ้อไม่ถูกควบคุมแล้ว ประชาชนโดยส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบด้านลบโดยถ้วนหน้า เพราะเงินเฟ้อนั้นลดทอนอำนาจซื้อของเงินทุกบาทในกระเป๋าของประชาชน อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอำนาจซื้อที่ลดลงของเงินสดในมือ

ยิ่งในระบบเศรษฐกิจที่ผู้ขายนิยมการชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากกว่าเครดิตหรือเช็ค ผู้บริโภคจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ในรูปของเงินสด หรือสภาพคล่องเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นหากระบบเศรษฐกิจนั้นประสบปัญหาเงินเฟ้อ สินทรัพย์ในรูปเงินสดหรือสภาพคล่องย่อมจะสูญเสียมูลค่าไปมากตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากจะพิจารณาถึงทางเลือกในการถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน เราจะพบว่าคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยมักถือครองสินทรัพย์ในรูปของเงินสดเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยกำลังทรัพย์ที่น้อยนิด พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับตราสารทางการเงิน

ดังนั้นการคุมเงินเฟ้อจึงเป็นนโยบายที่ช่วยผ่อนบรรเทาปัญหาความยากจนอีกเปลาะหนึ่งด้วย


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter