ชีวิต “หลังทักษิณ” (Living with/in Post-Thaksinism?)
Post-Thaksinism: เมื่อพูดถึงเรื่องอะไรที่มัน “โพสต์ๆ” นั้นเรากำลังพูดถึง “โพสต์” ในแง่ไหน? เห็นพูดกันจังเรื่อง “โพสต์ๆ” เนี่ย
คำตอบก็คือเราใช้คำว่าโพสต์เป็น “เครื่องมือ” ในการ “ถามและสร้างปัญหา” (problematize) กับการดำรงชีวิตและจินตนาการทางการเมืองของเรา
ในแง่นี้เราจึงมิได้จริงจังว่าเราพ้นยุคคุณทักษิณไปหรือยัง เท่ากับถามว่ายุคทักษิณนั้นสร้างปัญหาอะไรให้กับเรา
และแม้ว่าเราจะปฏิเสธยุคทักษิณ (ทั้งตัวคุณทักษิณและระบอบทักษิณ) เราคงต้องถามว่าเราสามารถหลุดพ้นไปได้หรือไม่ในแง่ของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเชื่อว่าเราหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น
นึกให้ขำๆเล่น ถ้าเราพูดถึงชีวิต “หลังทักษิณ” เราคงพูดถึงชีวิต “หลังความตาย” ซึ่งเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ยาก ว่าจริงหรือไม่
หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่าชีวิตหลังความตายไม่น่าสนใจเท่าชีวิตตอนนี้เพราะเรา “ตายทั้งเป็น” ไปแล้ว
คำว่า “โพสต์” จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือให้เห็นถึง “พลังอำนาจ” และ “ขีดจำกัด” ของระบอบทักษิณ มากกว่าพูดถึงการข้ามพ้นยุคสมัยในมิติของนักประวัติศาสตร์ที่เคร่งครัดและเคร่งขรึมผู้เอาจริงเอาจังกับเรื่องของระบอบทักษิณเพียงแค่เรื่องที่ว่า ระบอบทักษิณมีจริงหรือไม่ กับเราพ้นทุกทักษิณไปหรือยัง ราวกับการถกเถียงเรื่องอุณหภูมิน้ำเดือดระหว่าง 99 องศา กับ 100 องศา
ทีนี้เมื่อเราพูดเรื่องของการข้ามพ้นระบอบทักษิณ ผมก็ขอเสนอว่าเราลองมาพูดเรื่อง “ประชานิยม” (populism) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบอบทักษิณที่ผ่านมา
ผมเห็นว่าประชานิยมนั้นมิใช่คุณลักษณะของระบอบการปกครองหรืออุดมการณ์ในตำรา หรือกรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ประชานิยมเป็นห้วงจังหวะหนึ่ง (moment) ที่อาจแทรกตัวอยู่ในชีวิตและจินตนาการทางการเมืองในหลายๆกาลเทศะได้ทั้งสิ้น
ประชานิยมจึงเป็นเรื่องของห้วงจังหวะ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบเท่าที่มีการสถาปนา “ประชาชน” ขึ้นมาในฐานะที่เป็น “ตัวแสดง” สำคัญในทางการเมือง
ที่อธิบายเช่นนี้ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าถ้าเราเพียงแค่แขวนป้ายว่าระบอบทักษิณนั้นเป็นระบอบประชานิยม บางทีสิ่งที่เราได้อาจจะเป็นเรื่องของความสะใจมากกว่าความรู้ เพราะเราได้กระทำเพียงแค่การแขวนป้ายระบอบทักษิณด้วยการประณามการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของระบอบทักษิณว่าแตกต่างจากความคิดความเชื่อของเราที่ว่าด้วยเรื่องของความดีงาม มากกว่าความเข้าใจถึงความสลับซับซ้อน พลังอำนาจ และขีดจำกัดของระบอบทักษิณ และลักษณะประชานิยมของระบอบทักษิณ
เราจึงพิจารณาประชานิยมในลักษณะของการเป็นห้วงจังหวะหนึ่งในหลายๆห้วงจังหวะของการดำรงอยู่ของระบอบทักษิณมากกว่าอธิบายว่าระบอบทักษิณทั้งระบอบนั้นเป็นเพียงเรื่องของประชานิยม
ทีนี้ประชานิยมกับประชาธิปไตยมันต่างกันหรือไม่? คำตอบก็คือการสถาปนาประชาชนในห้วงจังหวะของการเมืองแบบประชานิยม นั้นมีลักษณะพิเศษตรงที่มิได้เน้นถึงอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล เท่ากับการเน้นว่าประชาชนในแบบประชานิยมนั้นเป็นพวกที่ “ถูกกลั่นแกล้ง” (underdog) มาโดยตลอด และด้วยการเมืองแบบประชานิยมเท่านั้นที่ประชาชนเหล่านี้จะสามารถหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวได้ (1)
ในกรณีของระบอบทักษิณนั้น การสถาปนาคุณลักษณะความยากจนในแบบหนึ่งและคนยากจนในรูปแบบหนึ่ง ขึ้นมาจึงเป็นการสร้าง “ประชาชน” ในระบอบทักษิณขึ้นมานั่นเอง
มิได้หมายความว่าไม่มี “คนตัวเป็นๆ” เกิดก่อนที่คุณทักษิณ และ นโยบาย รวมทั้งโครงสร้างพรรคไทยรักไทยจะเกิดขึ้น แต่ “ความเป็นประชาชน” ในรูปแบบหนึ่งที่คุณทักษิณนั้นสร้างขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องความเข้าใจ (2)
อย่างไรก็ดี การสถาปนาประชาชน (คนจนในฐานะประชาชน) ของระบอบทักษิณนั้นมีความเฉพาะเจาะจง เพราะระบอบทักษิณนั้นมิได้สร้าง “ศัตรูร่วม” ที่ชัดเจนขึ้นมา เพื่อให้กระบวนการสร้างการเมืองประชานิยมนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ เหมือนการเมืองประชานิยมในที่อื่นๆ
ประการแรก ตัวคุณทักษิณนั้นกลับเลือกวิธี “แปลงร่าง” ตัวเองให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับประชาชน ด้วยการอ้างว่าตนนั้นก็เป็นคนจนเช่นเดียวกัน ทั้งที่ความสำเร็จของคุณทักษิณนั้นมาจากความบิดเบี้ยวของระบอบการเมืองและเศรษฐกิจไทยในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่ทำให้การสถาปนาและสะสมทุนในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมจำเป็นต้องอาศัยความเข้มเข้นของอำนาจรัฐในการตัดสินใจในรูปแบบหนึ่งที่เน้นอำนาจการผูกขาดโดยกีดกันไม่ให้เกิดการแข่งขัน โดยการใช้อำนาจรัฐในการค้ำยั้นไม่ให้เกิดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม (3)
ประการที่สอง ตัวคุณทักษิณเลือกที่จะใช้กรอบการเมืองเดิมมาเป็นฐานในการขับเคลื่อนการเมืองประชานิยม นั่นก็คือการเมืองแบบชาตินิยม ซึ่งส่วนหนึ่งมีลักษณะการให้เหตุผลในแบบเดียวกับการเมืองแบบประชานิยม ก็คือการสร้าง “เขา” สร้าง “เรา” (negative identification) หรือการสร้าง “คนอื่น” (other) (4)
กรณีที่เห็นชัดเจนก็คือนโยบายและการกระทำของพรรคไทยรักไทยในช่วงหาเสียงก่อนการเข้ามาเป็นรัฐบาลในสมัยแรกที่ประณามนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ว่าขายชาติ โดยเฉพาะในกรณีของการขายรัฐวิสาหกิจ
ประการที่สาม ตัวคุณทักษิณเลือกที่จะใช้กรอบการเมืองแบบประชาธิปไตยทหารนิยม มาเป็นฐานขับเคลื่อนการเมืองแบบประชานิยม ด้วยการแสดงความรังเกียจต่อ “นักการเมือง” และ “ระบบเลือกตั้ง” เดิมที่วางอยู่บนระบบอุปถัมน์ท้องถิ่น และการคอร์รัปชั่นแบบชักเปอร์เซ็นต์
การเมืองประชาธิปไตยแบบทหารนิยมนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ในยุคพลเอกเปรมที่ทหารและข้าราชการประจำสามารถมีที่ทางในการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แต่ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นกลับต้องเชิญทหารและข้าราชการมาเป็นผู้นำรัฐบาลและมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล นอกจากนี้การเมืองประชาธิปไตยทหารนิยมนี้ยังรวมไปถึงการสร้างภาพผู้นำทางการเมืองที่เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นคุณสมบัติซึ่งไม่สามารถหาได้จากกระบวนการสรรหาผู้นำผ่านการเลือกตั้ง
การสร้างศัตรูร่วมในการเมืองประชานิยมที่ผ่านมาจึงวางอยู่บนรากฐานที่คลอนแคลนยิ่ง เพราะศัตรูที่ถูกสร้างร่วมกลับกลายเป็นความยากจน นายทุนต่างชาติและจักรวรรดิ์นิยม (เจ้าเก่า) และนักการเมืองที่มาจากการซื้อเสียง
การสร้างศัตรูร่วม หรือการสร้างเขาสร้างเรานั้นเป็นตรรกะสำคัญในการเมืองแบบประชานิยม นอกจากนี้ การเมืองแบบการสร้างศัตรูร่วม และการสร้างเขาสร้างเรา วางอยู่บนเรื่องความขัดแย้ง (antagonism) ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเอาชนะประเทศอื่นๆรอบบ้าน
ในขณะที่ความเป็นจริงเบื้องหลังนั้น ทุนนิยมนั้นไม่มีชาติ และทุนนิยมคำนึงถึงผลกำไรมากกว่าลักษณะพวกเขาพวกเรา
การต่อสู้การเมืองประชานิยมที่เราเห็นบนท้องถนนในนามของ “พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย” นั้นก็เป็นการเมืองประชานิยมในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน และเป็นบทพิสูจน์ให้เราเห็นว่า หัวใจของการเมืองแบบประชานิยมคือการ “สร้างประชาชน ระดมประชาชน และ สร้างศัตรูร่วมของประชาชน” ขึ้นมาด้วยกระบวนการที่ไม่ต่างกัน
เราจึงเห็นว่าการต่อสู้บนท้องถนนนั้นวางน้ำหนักไปที่การพิสูจน์ว่าคุณทักษิณเป็นศัตรูร่วมของประชาชน แต่มิได้ต่อสู้ด้วยการเมืองประชาธิปไตยในแง่ของความลึกซึ้งในการตรวจสอบรัฐบาลในระดับของหลักการและกลไกการทำงานของสถาบันทางการเมือง นอกเหนือไปจากการแฉด้วยข้อมูลและข่าวลือที่เต็มไปด้วยการตีความ ดังจะเห็นได้ว่าเนื้อหาในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองนั้นมิได้ถูกนำมาเป็นประเด็นหลัก และประเด็นเร่งด่วน เมื่อเทียบกับการขับไล่ตัวนายกรัฐมนตรี และการสร้างและช่วงชิงประชาชน
นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยตามมาตราเจ็ด ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการเมืองแบบประชานิยมนั้นสามารถเกิดขึ้นและถูกต่อต้านได้ด้วยตรรกะชนิดเดียวกัน หมายถึงตรรกะที่ “ไร้แก่นสาร” (non-essentialist) แต่มิใช่ “ไร้สาระ” ซึ่งย่อมถูกโต้ตอบโดยยุทธวิธีการสร้างความขัดแย้งบนการสร้างประชาชนที่ไร้แก่นสารเฉกเช่นเดียวกัน (5)
ในแง่นี้การสร้างความแตกแยกให้บ้านเมืองจึงเป็นหัวใจของการเมืองแบบประชานิยมอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ และไม่ใช่เรื่องที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยว่าการเมืองแบบประชานิยมนั้นต้องสร้างฝ่ายและสร้างผู้อื่นขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสถาปนาการครองความคิดจิตใจ (hegemony) และระดมผู้คนให้อยู่กับพวกตน (6)
การเมืองแบบประชานิยมจึงเป็นภาพสะท้อนของความล้มเหลวของการเมืองประชาธิปไตยที่ไม่สามารถทำให้ตัวตนทางการเมืองของผู้คนนั้นมีความแน่นอนและมั่นคงด้วยการเมืองในรูปแบบอื่นๆ รวมไปถึงความเป็นตัวแทนที่ผ่านมานั้นไม่เคยมีความเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะความเป็นตัวแทนทางการเมืองของทหาร ของนักการเมือง และของนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา มิหนำซ้ำในกรณีของพรรคไทยรักไทย เรายิ่งเห็นความชัดเจนของนายทุนโทรคมนาคมระดับชาติ กลุ่มผู้นำนักศึกษาเก่า และนายทุนท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกันและอ้างความเป็นตัวแทนของคนยากจนทั้งที่พวกเขามิใช่คนยากจน และยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่อ้างว่าจะแก้ไขปัญหาให้ปับประชาชนคนยากจนตามการเมืองประชานิยมนั้นก็มิได้เป้นเรื่องของการแก้ปัญหาให้กับคนยากจนเท่ากับการหมุนเงินและโอนย้ายความมั่งคั่ง รวมทั้งการผลักดันให้คนยากจนเกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยมอย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น อาทิการผลักดันให้เกิดการกู้ยืมในระบบผ่านธนาคารของรัฐเป็นต้น หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติผ่านการระดมทุนจากประชาชนในตลาดหุ้นซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นการส่งเสริมให้เกิดการกระจุกตัวของทุนในมือของกลุ่มทุนใหญ่ได้ง่ายขึ้น
ประชาชนในการเมืองแบบประชานิยม-ชาตินิยมของไทยในปัจจุบันจึงเป็นประชาชนที่ถูกประกอบสรางขึ้นให้มีความตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องคอยหนีจากสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ (ความยากจน) มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด (การพัฒนา) และต้องคอยแข่งขันกับศัตรูคนอื่นๆอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งขันและศัตรู
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในการเมืองแบบประชานิยมต่างจากประชาชนในการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะแม้ว่าประชาชนทั้งสองแบบจะเชื่อว่ามีอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือ แต่ประชาชนในการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นยอมรับว่าความเป็นประชาชนของตนนั้นไม่มีความสัมบูรณ์ เพราะความเป็นประชาชนของเขาจะต้องประกอบด้วยการอยู่ร่วมอย่างอดทนและเข้าใจกับคนที่แตกต่างไปจากเขา ซึ่งมิใช่การเมืองของความถูกต้องหนึ่งเดียวของการสร้างศัตรูร่วม
การเมืองแบบประชานิยมจึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่กระบวนการที่สวยหรูและไร้แรงตึงเครียดและความขัดแย้งภายใน เพราะในการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ประชาธิปไตยที่ผ่านมาต้องประนีประนอมกับพลังกดดันหลายอย่างทั้งภายในและภายนอกของระบอบประชาธิปไตยเอง (7)
การข้ามพ้นระบอบทักษิณจึงต้องมีความเข้าใจความไร้แก่นสารดังกล่าวที่มีที่มาที่ไป และมีพลังอำนาจและขีดจำกัด ซึ่งในแง่นี้ การข้ามพ้นไปจากระบอบทักษิณอาจไม่ได้อยู่ที่การโค่นล้มรัฐบาล แต่ต้องหมายถึงการประกอบสร้างความเป็นประชาชนพลเมืองใหม่ โดยตระหนักถึงความเป็นตัวตนของเราเองและการร่วมชีวิตกับผู้อื่นด้วย มิฉนั้นเราจะไม่สามารถหลุดออกไปจากระบอบทักษิณและการเมืองแบบประชานิยมได้เลย ด้วยว่าเราเอาความกลวงเปล่าของคำว่าประชาชนไปทำลายกันเองแบบง่ายๆดิบๆ อาทิ ขายชาติ รักชาติ คนดี และคนเลว ซึ่งแม้ว่าการต่อสู้แบบปะทะดันเช่นนี้จะสามารถขับเร้าพลังของการรวมตัวได้ แต่ทว่าก็ไม่ได้ผลักดันให้เราประกอบสร้างความเป็นประชาชนที่ลุ่มลึกและเกี่ยวโยงและดูแลกันได้แต่อย่างใด ....
—————————————-
เชิงอรรถขยายความ
1. กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้จากบทนำของ Francisco Panizza. ใน Francisco Panizza. ed. 2005. Populism and the Mirror of Democracy. London: Verso.
2. การอธิบายในแง่นี้จึงมิได้หมกมุ่นกับเกมส์ภาษาที่ว่า “ไทยรักไทย” นั้นจะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเขมร หรือภาษาฮินดีแล้วจะมีความหมายโดยตัวของมันเองหรือไม่ แต่สนใจว่าทำไมคำว่า “ไทยรักไทย” มันจึงมีความหมายในสังคมของเราในยุคสมัยหนึ่งๆ และโดยเฉพาะเมื่อถึงช่วงการเลือกตั้งสมัยที่สองและสาม เมื่อพรรคไทยรักไทยใช้คำขวัญที่ว่า “ไทยรักไทย หัวใจคือประชาชน” นั้นย่อมแสดงถึงความมั่นอกมั่นใจว่า “ความหมายของคำว่าประชาชน” ที่พรรค หัวหน้าพรรคในฐานผู้นำทางการเมือง และตัวระบอบทักษิณนั้นสร้างขึ้นมาตลอดสี่ถึงห้าปีแรกนั้นสามารถลงหลักปักฐานและสถาปนาความหมายบางประการที่สื่อสารกับสังคมไทยแล้ว ทั้งในส่วนของจินตนาการและในส่วนที่จับต้องได้
ในแง่นี้ empty signifiers จึง matter ในการเมืองครับผม (โปรดดู เชิงอรรถที่ 6)
3. งานวิจัยของอาจารย์อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ในส่วนของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการก่อรูปนโยบายโทรคมนาคมสมัยใหม่ในช่วงรัฐบาลชาติชายมาจนถึงยุครสช.นั้นให้ภาพลักษณะความเฉพาะเจาะจงของพัฒนาการของกลุ่มทุนโทรคมนาคมและเศรษฐศาสตร์การเมืองของกระบวนการการสะสมทุนของกลุ่มทุนดังกล่าวอย่างชัดเจน กรุณาอ่านใน by Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand. 2005. The Thaksinization of Thailand. Copenhagen: Nordic Institute of Asian Studies. โดยเฉพาะบทที่สอง Thaksin and the Politics of Telecommunications และ Pasuk Phongpaichit and Chris Baker. 2004. Thaksin: The Business of Politics in Thailand. Chiang Mai: Silkworm Books. โดยเฉพาะในส่วนของการให้ภาพรวมในเรื่องของพื้นฐานธุรกิจของตระกูลชินวัตร และเศรษฐกิจภาคโทรคมนาคม โปรดดู บทที่ 1. The Background, 2. Family and Business, 4. Thaksinomics, และ 7. Power and Profit
4. ดูตัวอย่างการสร้างชาติผ่านการสร้างผู้อื่น หรือการกำหนด-ระบุความเป็นไทยด้วยการสร้างความเป็นอื่น (Negative Identification of Thainess) ผ่านการสร้างตัวตนทางภูมิศาสตร์สมัยใหม่ของชาติ (Geo-body of a Nation) ใน Thongchai Winichakul. 1994. Siam mapped: A History of the Geo-body of a Nation. 1994. Chiang Mai: Silkworm Books. โดยเฉพาะในส่วน The Positive and Negative Identification of Thainess. หน้า 3-6 หรือการสร้างภาพพม่าให้เป็นศัตรูร่วมของชาติไทยในการเขียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพใน สุเนตร ชุตินธรานนท์. 2537. พม่ารบไทย: ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน.
5. วิธีการอธิบายเรื่องของประชานิยมในฐานะปฏิบัติการทางการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องของการประกอบสร้างเนื้อหาของประชานิยม (populism as political practice with a particular logic of articulation in the content – or populism as an ontological category) เป็นแนวคิดของ Ernesto Laclau ซึ่งสนใจการประกอบสร้างตัวตนของประชานิยม ณ จังหวะของการปฏิบัติการทางการเมือง มากกว่าเชื่อว่าประชานิยมเป็นอุดมการณ์ที่ชัดเจนที่มีขึ้นก่อนแล้วผู้กระทำการทางการเมืองมีความศรัทธาเชื่อถือในแนวคิดนั้นจึงนำเข้ามาใช้ในการต่อสู้และเคลื่อนไหวทางการเมือง โปรดดู Ernesto Laclau. 2005. Populism: What’s in a Name? ใน Francisco Panizza. ed. 2005. Populism and the Mirror of Democracy. London: Verso. และสามารถดาวโหลดข้อเขียนดังกล่าวได้จาก http://www.cecs.nctu.edu.tw/record/ec11-4/POPULISM.doc
6. การครองความคิดจิตใจนั้นจำต้องอาศัยสัญญะหรือสิ่งบ่งบอกที่กลวงเปล่า (empty signifier) และความน่าสนใจมิใช่อยู่ที่การเปิดโปงให้เห็นความกลวงเปล่า แต่เป็นการเปิดโปงให้เห็นว่าสิ่งบ่งบอกที่กลวงเปล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่อทำให้สิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะบางประการกลายเป็นลักษณะทั่วไป หรือกลายเป็นตัวแทนของลักษณะทั่วไป อาทิความเป็นประชาชนไทยนั้นเป็นลักษณะทั่วไป ซึ่งจะต้องถูกสร้างขึ้นในรูปแบบหนึ่ง และรูปแบบนั้นเองที่จะแทนที่ลักษณะทั้งหมด อาทิ คนจนที่ต้องรอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในลักษณะของการกู้ยืม หรือแม้กระทั่งการพูดถึงประชาธิปไตยเอง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปและจำต้องมีความเข้าใจว่าประชาธิปไตยในแต่ละกาลเทศะนั้นมีการต่อสู้ต่อรองกันอย่างไร มากกว่าใช้หลักการทั่วไปของประชาธิปไตยมาเป็นบรรทัดฐานวัดว่าประชาธิปไตยของใครแท้กว่า ซึ่งในแง่นี้ความแท้ไม่สำคัญเท่ากับรูปร่างหน้าตาที่ปรากฏขึ้นมาของการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย หรือของความเป็นประชาชน โดยเฉพาะในการพูดถึงจำนวนที่มากกว่าในฐานะตัวแทนของทั้งหมด
เสน่ห์ของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ว่าประชาธิปไตยนั้นเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ และในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ทางอำนาจใน(สังคมประชาธิปไตย)ก็เกี่ยวข้องกับการครอบงำ แต่ในอีกด้านหนึ่งการครอบงำนั้นจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อการครอบงำนั้นมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนบางประการที่สามารถที่จะเกิดการโค่นล้มได้ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เมื่อเราใช้คำว่าประชาชนนั้น คำว่าประชาชนแม้จะหมายถึงคนทุกคน แต่ลักษณะตัวแทนของประชาชนบางกลุ่มเท่านั้นที่ถูกประกอบสร้างขึ้น ณ ห้วงจังหวะหนึ่งๆต่างหากที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมด (Ernesto Laclau. 2001. Democracy and the Question of Power. Constellations. 8:1: 3-14. และ 2004 อ้างแล้ว)
7. ในสองย่อหน้าสุดท้ายมิได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะมีความจริงแท้มากกว่าประชานิยม เพียงแต่ว่าห้วงจังหวะของประชานิยมนั้นเกิดขึ้นในมิติของประชาธิปไตยได้ และได้เปิดโปงให้เราเห็นถึงพลังของประชาธิปไตยและขีดจำกัดของประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะประชาธิปไตยนั้นเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันและต่อสู้ช่วงชิงความหมายได้ แต่มิติของความเป็นประชานิยมในประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นผ่านการสร้างเขาสร้างเรา และการครอบงำที่แสดงออกมาผ่านการสร้างประชาชนในรูปลักษณะหนึ่งในฐานะตัวแทนของประชาชนทั้งหมด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ผู้นำขบวนการสามารถเป็นผู้กำหนดความหมายของความเป็นประชาชนเอาไว้โดยกลบเกลื่อนความขัดแย้งในการใช้ชีวิตโดยเฉพาะความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากเอาไว้
แนวคิดที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของ Laclau และ Panizza ในเรื่องของประชานิยมกับประชาธิปไตยก็คือแนวคิดของ Canovan (1999) โดย Canovan เห็นว่าที่มาของประชานิยมนั้นมิใช่เรื่องของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคม หากแต่เป็นปัญหาในทางตรรกะของประชาธิปไตยเอง เพราะประชาธิปไตยนั้นมิมิติของการเป็น “ทางรอด” (redemptive) จากความขัดแย้งที่ใช้กำลังผ่านการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยทำให้ประชาชนนั้นเข้ามามีอำนาจทางการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึงการบริหารบ้านเมืองผ่านสถาบันทางการเมือง (pragmatic) ซึ่งในท้ายที่สุดก็มีความขัดแย้งกัน ระหว่างความเชื่อว่าการเมืองเป็นของประชาชนกับการแก้ปัญหาการเมืองในระดับวันต่อวัน จึงนำไปสู่การระดมประชาชนในการท้าทายและโค่นล้มรัฐบาลด้วยการอ้างถึงเจตจำนงของประชาชน (อาทิ ระบอบทักษิณมาจากการอ้างถึงประชาชนและความยากจน รวมถึงการขายชาติ ขณะที่ระบอบกู้ชาติก็มาจากการอ้างประชาชน การต่อต้านการคอรัปชั่นและการขายชาติเช่นกัน) ซึ่งในแง่นี้ Canovan ยังเชื่อว่าประชาธิปไตยจะต้องสร้างสมดุลย์ของศรัทธาในประชาชนกับการบริหารจัดการให้ได้ มากกว่าแนวคิดในแบบ Laclau ที่เชื่อว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงความหมายผ่านความเป็นตัวแทน และประชานิยมกับการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่มีลักษณะร่วมกัน (ดู Margaret Canovan. 1999. Trust the People!: Populism and the Two Faces of Democracy. Political Studies. 47 (1): 2-16.)
—————————————-
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก ตอน “ชีวิต “หลังทักษิณ”“โดย เพี้ยน นักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 15 ฉบับที่ 723 วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2549



