สัมผัสตัวตนลึกๆ รัฐมนตรีจากเยาวราช
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีชื่อ ติดหนึ่งในสี่ แคนดิเดท นายกรัฐมนตรี (นอมินี) ชื่อนี้ เรตติ้งดีมากในหมู่ชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพวกนักการตลาด แม้กระทั่งสื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็แอบเชียร์ “สมคิด” อย่างออกหน้าออกตา
ใครๆ ก็ชอบ สมคิด เพราะสมคิด ดูเป็นมิตรกว่าทักษิณ สมคิดเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นศิษย์เก่าชาวเหลืองแดง เป็นอาจารย์นิด้า เป็นนักการตลาดนามอุโฆษ เป็นคนจีนเยาวราชที่ไม่ลืมกำพืดตัวเอง และสมคิด ไม่มีธุรกิจของตัวเองที่ต้องปกป้องแบบทักษิณ
แต่ชื่อนี้ สร้างความหวาดระแวงให้แก่นักการเมืองในพรรคไทยรักไทยในมุ้งต่างๆ ไม่ว่า จะเป็น วังจันทร์ส่องหล้า วังน้ำยม วังบัวบาน วังลำตะคอง กลุ่มบุรีรัมย์ กลุ่มกทม. ล่าสุด จะมีแต่ก็แต่ พวกบ้านริมน้ำที่ออกมาหนุน “สมคิด”อย่างออกหน้าออกตา
พวกวังจันทร์ส่องหล้า กลัว”สมคิด” มากที่สุดก็คือ ..กลัวอีดื้อตาใสขึ้นมา ไม่ฟัง “ใบสั่ง” จากซังกุงสูงสุดขึ้นมา อาจเกิดความปั่นป่วนอย่างชนิดคาดไม่ถึง เพราะลึกๆ แล้ว สมคิด มีความเป็นปัญญาชนอยู่ 8 ใน 10 ส่วน
อย่างไรก็ตาม หากใคร ต้องการสัมผัส ชีวิตและความคิดทางการเมือง บางตอน บางจังหวะ ของคนชื่อ สมคิด ต้องอ่านข้อเขียนชิ้นนี้โดยพลัน เพราะนักข่าวนิรนามผู้หนึ่ง เขียนเรื่องนี้ จากบันทึกลับส่วนตัว
ครั้งหนึ่ง สมคิด เคยสังเคราะห์ความเป็น “นักการเมือง” ว่า นักการเมืองในประเทศนี้มีอยู่ 3 ประเภท
พวกแรก เป็นนักรบ มีหน้าที่รบในสนามอย่างเดียว คนประเภทนี้แม้รบเก่ง แต่เจ้านายจะมองไม่เห็น ถ้าหากว่าวันไหน รบแพ้ หรือตัดสินใจผิดพลาด อาจถูกเจ้านายเรียกมาตัดหัว
พวกที่สอง เป็นพวกนักรบที่รับไปกระโดดไป เพื่อให้เจ้านายเห็นหน้า เห็นตัว พวกนี้จะได้รับการปูนบำเหน็จ เมื่อศึกสงครามสิ้นสุด
พวกที่สาม เป็นพวกนักรบที่ชอบตกปลาอยู่ริมตลิ่ง ไม่ยอมเปลืองตัว ทำตัวเป็นกูรู แต่การนั่งริมตลิ่งมีนัยสำคัญว่า คนส่วนใหญ่มองเห็นว่าเป็นคนมีภูมิรู้ อยากได้รับการยอมรับ
แต่เจ้าตัว ไม่ได้บอกว่าเขาเป็น คนการเมืองประเภทไหน แต่ไม่ใช่ประเภทที่ 2 และที่ 3 แน่นอน
สมคิด เคยบอกว่า การอ่านหนังสือเรื่องศาสนา การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ นวนิยายกำลังภายในจีน หนังสือแนวปรัชญาทั้งเซน และเต๋า ตำราพิชัยยุทธ์ สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานในวงการเมืองได้
“เคยอ่านหนังสือชื่อเรื่อง คนหน้าหนาใจดำ แล้วมามองคนการเมืองจะเห็นคนลักษณะนี้ชัด คนใจดำมีแบบดำธรรมดา กับดำแบบขึ้นเงาเลยก็มี”
“อีกเรื่องหนึ่ง มีคนเป็นเพื่อนกัน 3 คน คนหนึ่งไปเป็นพ่อค้า คนหนึ่งเป็นเสนาบดี ทั้ง 2 คน สนับสนุนส่งเสริมให้ อีก 1 คนได้เป็นขึ้นบัลลังก์กษัตริย์ อยู่มาวันหนึ่งคนที่เป็นพ่อค้ามาหาเพื่อขอให้เสนาบดีช่วยเหลือ แต่ได้รับทราบว่า เสนาบดีผู้นั้นถูกประหารชีวิตเสียแล้ว”
เขาไม่ได้สรุปเป็น “บทเรียน” แต่ก็ไม่ละเลยที่จะเรียนรู้เพื่อนที่เป็นทั้งพ่อค้า เสนาบดี และคนที่เขาให้การสนับสนุนค้ำบัลลังก์ให้ เขาสรุปความเป็นนักการเมือง และนักบริหาร จากประสบการณ์ว่า “หากจะตามหาคนมาเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็นทีมงาน จะต้องสร้างภาพให้คนยอมรับเสียก่อน เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ยังติดภาพ แต่การหาทีมคนดี เข้ามาทำงานการเมืองจำเป็นอยู่”
ครั้งหนึ่งเขาไปเจรจาการค้า และสร้างพันธมิตรให้กับผู้ที่เขาค้ำบัลลังก์อยู่ กับประเทศยักษ์ใหญ่เพื่อนบ้าน เขาได้เรียนรู้และรู้จักกับ “มาดาม” รองนายกรัฐมนตรี ผู้หญิง ชาวจีน ที่สำเร็จทั้งเรื่องบริหารอำนาจและบริหารภาพลักษณ์ เขานำกลับมาเปรียบเทียบกับนักการเมือง “หญิง” ในพรรคไทยรักไทย
“เมื่อ ภาพ ยังจำเป็นและเป็นที่ต้องการสำหรับนักการเมือง ทำให้การเมืองไม่พัฒนาในเชิงเนื้อหา นักการเมืองที่มีแต่ภาพ ชอบสร้างภาพ ออกทีวี อยู่ใกล้ชิดผู้นำเพื่อเป็นข่าว แต่ไม่สร้างผลงานเป็นเนื้อหา จะอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน”
เมื่อครั้งที่รัฐบาลเผชิญกับภาวะมรสุม “ความไม่เชื่อมั่น” มีการปรับคณะรัฐมนตรีทุก 5 เดือน เขาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ว่า
“การปรับคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง ถือว่า แค่ได้ปรับเท่านั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะเงื่อนไขทางการเมือง ที่มีกลุ่ม มีมุ้ง คานอำนาจกันอย่างซับซ้อน”
เมื่อกระแสสังคมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เขาเห็นด้วย แต่ไม่สามารถเสนอความเห็นตรงไปตรงมาได้ เพราะเขาไม่มี “จำนวนมือ” ของส.ส.ไว้ครอบครอง เขาได้แต่กล่าวลอยๆ ให้ฟ้าดินได้ยินว่า
“ที่ผ่านมาได้ ส.ส.377 เสียง ก็ได้แต่พวกดีแต่พูด สภาพการเมืองนิ่ง มีเสถียรภาพ ก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการปฏิรูปการเมือง เวลาที่คนไม่เชื่อถือ ทำอะไรก็เหนื่อย นับวันคนไม่เชื่อใจจะเพิ่มมากขึ้น หากคณะรัฐมนตรีไม่ปรับความคิดไปพร้อมกัน ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวม จะบูรณาการงานไม่ได้”
คราวที่เสถียรภาพทางการเมืองคลอนแคลน สังคมเชื่อระบบ “ผู้นำเดี่ยว” รัฐมนตรี และนักการเมืองในพรรคแทบไม่สามารถแสดงศักยภาพได้ เขาท้อแท้และอยากจะ “ถอย” ไม่อยากร่วมรับรู้และสางปัญหา เขาคิดถึงบ้าน “แม้ว่ามีปัญหาใหญ่ เหนื่อยงานหมูมาก แต่การเหนื่อยใจเป็นเรื่องใหญ่ อยากไปกลับบ้านเพื่อฟังลูกร้องเพลงให้หัวเราะได้”
แนวคิดและกลยุทธ์การขึ้นไปเป็นใหญ่ นั่งเก้าอี้ “ผู้นำสูงสุด” เขาเอาแบบอย่างจากจอมยุทธ์ในนวนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง มาบูรณาการ “จะเป็นใหญ่ ต้องเอาศัตรูมาเป็นพวก แต่ต้องระวัง มิตรให้สนิท เรื่องราวทางการเมืองเหล่านี้ ต้องเรียนรู้ ด้วยชีวิต คนบางคนเหมือนงูพิษ ต้องเอามาไว้ใกล้ตัว จะได้รู้ว่ามันงจะฉกเราเมื่อไร แต่ถ้าปล่อยอยู่ไกลตัว งูตัวนี้จะฉกเราเมื่อไรเราไม่รู้ตัว”
“จะอยู่ในอำนาจได้ คนรอบข้างต้องซื่อสัตย์ ถ้าหัวกระไดจะแห้งก็ต้องปล่อยให้แห้ง จะได้ไม่มีคนมาวิ่งหามาก” ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้ นักการเมืองหรือ “ข้าราชการ” ไปเสนองานให้พิจารณาที่บ้านเด็ดขาด ไม่ว่าจะระดับ ซี 3 หรือ ซี 11
ถ้าจะต้องรับตำแหน่งที่เขาลำบากใจในแต่ละครั้ง เขามักปลอบเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “จะทำอะไรต้องบอกตัวเองให้ได้ ว่าเราอยู่เราทำเพื่ออะไร การควบตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง จะควบนานไม่ได้ ไม่งั้นพวกกลุ่มการเมืองจะถีบตกเก้าอี้ ไม่มีคนชอบให้เรามีอำนาจมากๆ หรอก”
เขาเคยบอกกับคนใกล้ชิดเสมอว่า เหตุการณ์ทางการเมืองและปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ มีบางบรรทัดให้คนในยุทธจักรได้เรียนรู้
“ตอนเศรษฐกิจ วิกฤติปี 2540 เห็นเจ้าสัวลำบากยากเข็ญ ระบบสินเชื่อล่มสลาย ได้เห็นว่า ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นคนดวงแข็งแค่ไหน เพราะตอนนั้นต้องปิดสถาบันการเงินตั้ง 56 แห่ง แต่เขายังอยู่ใด้ เห็นคนล้มละลาย เห็นคนในแวดวงการเงิน มีนักวิเคราะห์เศรษฐกิจจอมปลอมเต็มไปหมด จนต้องมีการ Reform ประเทศ”
ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเสนอนโยบาย “รากหญ้า” และทำเพื่อชนชั้นล่างอยู่ไม่น้อย เขาไม่เคยลืมว่าตัวเองมาจากครอบครัวที่เคยเป็นคนชั้นล่างของสังคม แม้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็ยังเคยพาลูกไปเดินแถวเยาวราช แล้วชี้ให้ลูกเห็นว่า มีบ้านหลังหนึ่งเล็กมาก แต่พ่อต้องอาศัยอยู่ตอนเด็กรวมกับญาติเกือบ 20 คน เพื่อเตือนตัวเองและเตือนลูกโดยสัญลักษณ์
เมื่อเขาตัดสินใจ อยากออกจากวงการ เขาถูกขอร้องให้อยู่ใน “ตำแหน่ง” เสนาบดีอีกครั้ง เขาไม่มีข้อแม้ มีแต่คำพูดจากใจของคนเป็น “พ่อ” “อย่าให้ผมทำอะไรมากเลย ลูกผมยังเล็ก”
กล่าวกันว่า “สมคิด” เดินทางร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เล่นการเมืองปี 2538 จนเป็นเสมือนเงาด้านหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ
อดีตนายกฯ ผู้หนึ่ง เคยพูดว่า รอบข้างทักษิณ มีแต่คนอยู่ 2 จำพวกเท่านั้น คือ ลูกจ้าง กับ ลูกน้อง แล้ว “สมคิด” เป็นคนจำพวกไหนกันแน่ ?
จนมา วันหนึ่ง เมื่อ ทักษิณ เข้ามาพบกับอดีตนายกฯผู้นี้ ปรากฏว่า “สมคิด”นั่งอยู่หน้าห้อง ทักษิณก็ไม่ออกปากชวนสมคิดให้มาร่วมวงสนทนา ชีวิตจริงฉากนี้ สะท้อนตัวตนของสมคิด หรือ อาจเป็นเพราะสมคิด รู้สถานะของตนเอง



