ทุนนิยมไร้กติกา
ผมเขียนบทความนี้ในเช้าวันที่ 7 เมษายน 2549 สามวันหลังจากนายกฯทักษิณประกาศ “เว้นวรรค” ไม่รับตำแหน่งนายกฯคนต่อไป และให้เหตุผลมาโดยตลอดตั้งแต่การประกาศยุบสภาผู้แทนฯ จนกระทั่งมีการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมาว่า การกระทำทั้งหมดมีจุดหมายเพียงประการเดียว คือ เพื่อรักษากฎ กติกา ประชาธิปไตย และกล่าวหาว่าการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน การคว่ำบาตรการเลือกตั้งของ 3 พรรคฝ่ายค้านนั้นเป็นการใช้กฎหมู่เพื่อบีบให้นายกฯที่ชนะการเลือกตั้งครั้งก่อนต้องออกจากอำนาจ และเมื่อได้คะแนนถึง 16 ล้านเสียง ซึ่งตามกติกาแล้วย่อมมีความชอบธรรมที่จะเป็นนายกฯต่อไป ดังนั้นการประกาศเว้นวรรคจึงเป็นการเสียสละเพื่อความสมานฉันท์ของคนไทย โดยไม่นำพาต่อข้อครหาว่าเป็นการ “เว้นวรรคเพื่อชักใย”
คำว่ากฎ กติกา จึงเป็นคาถาที่ท่านท่องบ่นมาตลอดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง คำถามในที่นี้จึงมีอยู่ว่า แล้วสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” นั้น มีกฎ กติกา หรือไม่ และเป็นกฎ กติกา ที่เปิดโอกาสให้แก่การแข่งขันอย่างเท่าเทียมแก่ผู้เล่นทุกฝ่ายในระบบทุนนิยมของไทยหรือไม่
ก่อนอื่นเราควรหยุดถามตัวเองก่อนว่า ระบบ “ทุนนิยมเสรี” จำเป็นจะต้องมีกติกาหรือไม่ และมันมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจอย่างไร ตัวอย่างคลาสสิกของความเชื่อมโยงระหว่างกฎ กติกา กับการทำงานของระบบทุนนิยมที่พวกนักเศรษฐศาสตร์ใช้สอนหนังสือมาโดยตลอดก็คือว่า ระบบกรรมสิทธิ์ (property right system) เอกชนนั้นเป็นรากฐานการทำงานของกลไกตลาด หากกรรมสิทธิ์ไม่ชัดเจนแล้วระบบตลาดก็จะไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ มรดกของระบอบทักษิณมีหรือไม่ หรือเป็นเช่นไร หากจะกล่าวอย่างรวบรัดที่สุดแล้ว มรดกที่สำคัญที่สุดของระบอบทักษิณก็คือ การทำลายกฎ กติกา ต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในด้านการทำลายกฎ กติกา ทางการเมืองนั้น คงไม่จำเป็นที่จะต้องอภิปรายกันมากมายในที่นี้ ตัวอย่างเช่น การแทรกแซงองค์กรอิสระทั้งหลาย นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จนถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงแต่เพียงการทำลายกฎ กติกา ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น
เฉพาะการรวบรวมของสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการขาประจำแห่ง TDRI จนถึงปี 2547 นั้น พบว่าระบอบทักษิณทำลายกฎที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนถึง 10 กรณี เพื่อเอื้อประโยชน์และปกป้องธุรกิจโทรคมนาคม-สื่อในเครือชินคอร์ป นับตั้งแต่การออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต เพื่อปกป้องบริษัทเอไอเอสจากการแข่งขัน การส่งเสริมการลงทุนโดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ให้แก่บริษัทไอพีสตาร์ การไม่ออกกฎ ระเบียบ เพื่อบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ทำให้เอไอเอส ชินแซทฯ ตลอดจนธุรกิจผูกขาดอื่นๆ สามารถมีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันได้โดยไม่ขัดกับกฎหมาย จนกระทั่งการไม่ยับยั้งไอทีวีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเรื่องผังรายการ ทั้งหมดนี้ไม่นับพฤติกรรมซุกหุ้นที่ให้คนรถและคนรับใช้ถือหุ้นแทน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนเป็นนายกฯในปี 2544
หากนับเฉพาะกรณีดีลเทกโอเวอร์ชินคอร์ปโดยกองทุนเทมาเส็กที่เป็นการทำผิดกฎหมายและถือได้ว่าน่าเกลียดสุดขั้ว ตามความเห็นของคุณม้านอกและเด็กนอกกรอบในหนังสือ 25 คำถาม เบื้องหลังดีลเทกโอเวอร์ชินคอร์ป นั้น มีจำนวนถึง 6 ประเด็น เช่น การทยอยขายหุ้นของน้องนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผิดกฎ insider trading เป็นต้น หากนับเฉพาะประเด็นที่น่าเกลียดสุดขั้ว (ซึ่งอาจจะผิดกฎหมายก็ได้) แล้วมีถึง 10 ประเด็นทีเดียว เช่น ทำไมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่สั่งพักการซื้อขายหุ้นชินฯในช่วงเวลาที่ดีลยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวลือในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นอำนาจการตีความกฎหมายของ ตลท.ที่อย่างน้อยก็เป็นการเลือกปฏิบัติ หากนับกรณีที่ผู้เขียนทั้งสองตัดสินว่าเป็นการกระทำที่น่าเกลียดสุดขั้วหรือน่าเกลียดเป็นปกติ (ต่อให้ผิดกฎหมาย แต่ใครๆ ก็ทำกัน เช่น การที่คุณพานทองแท้ละเมิดกฎการเปิดเผยข้อมูลปี 2543) ก็มีถึง 16 จากทั้งหมด 25 ประเด็น
ประเด็นที่เป็นจุดตายของนายกฯที่ทำให้สูญเสียความชอบธรรมในการปกครองก็คือ ที่กรมสรรพากรตีความให้หุ้น SHIN ส่วนที่ Ample Rich ขายให้พานทองแท้และพินทองทา ในราคา 1 บาท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 ไม่ต้องเสียภาษี ดังการวิเคราะห์ของผู้เขียนทั้งสองต่อไปนี้ว่า
“ทำไมหุ้น SHIN ที่ Ample Rich ซึ่งเป็นเพียงบริษัทนอมินีของนายพานทองแท้ ขายในราคา 1 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด (ราคาปิดหุ้น SHIN วันที่ 20 มกราคม 2549 อยู่ที่ 47.25 บาท) จึงไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี ? ทั้งๆ ที่ประมวลรัษฎากรให้อำนาจเจ้าหน้าที่สรรพากรอย่างเต็มที่ ในการใช้ “ราคาตลาด” ของสินทรัพย์ ในการประเมินภาษีเงินได้ เพราะการ “ขายในราคาต่ำกว่าทุน” นั้น เป็นหนึ่งในเทคนิคการหลบเลี่ยงภาษีที่โบราณที่สุดในโลก และสถานภาพการจดทะเบียนของ Ample Rich ในต่างประเทศก็ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะเป็นบริษัทของคนไทย 100% แถมสิ่งที่ขายนั้นยังเป็นหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนใน ตลท. เพราะประมวลรัษฎากร มาตรา 70 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “บริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวัน นับแต่สิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น””
ประเด็นนี้ ทนายความอาชีพ คุณสุวัตร อภัยศักดิ์ เขียนอธิบายในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ไว้อย่างชัดเจนดังต่อไปนี้ :
“การที่แอมเพิล ริช ขายหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 48 บาท เป็นการเลี่ยงภาษีอย่างชัดแจ้ง ต้องถือว่าส่วนต่างของราคาขายกับราคาที่แท้จริง เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ และบุตรชายนายกรัฐมนตรีผู้ซื้อหุ้นซึ่งอยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งกรมสรรพากรแทนแอมเพิล ริช ซึ่งอยู่ต่างประเทศ
ถ้าหากจะตีความหลีกเลี่ยงภาษีอีกว่า แอมเพิล ริช ขายหุ้นในราคาเท่าทุนจึงไม่มีกำไร ตามที่ ดร.สุวรรณกล่าวอ้าง ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าใครได้ประโยชน์หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดแจ้งว่า ขณะที่บุตรชายนายกรัฐมนตรีรับโอนหุ้น 300 กว่าล้านหุ้น ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาซื้อขายที่แท้จริงในตลาดหลักทรัพย์ฯมีราคาถึงหุ้นละเกือบ 50 บาท ย่อมถือได้ว่า ในขณะที่มีการรับโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวในราคาหุ้นละ 1 บาทนั้น บุตรชายนายกรัฐมนตรีได้รับประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น ซึ่งสามารถคำนวณได้เป็นเงินเท่ากับส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ วันที่ได้รับโอนหุ้น จำนวนเงินส่วนต่างดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ที่บัญญัติไว้ว่า “เงินได้พึงประเมินี ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ประกอบกับมาตรา 40 (8)” และแนวทางการตีความข้างต้นก็เคยเป็นคำวินิจฉัยที่ 28/2538 ของคณะกรรมการประเมินภาษี และหนังสือของอธิบดีกรมสรรพากรที่ตอบข้อหารือของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นตรงกันว่า ผู้รับโอนหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากผลประโยชน์ส่วนต่างของราคาขายกับราคาตลาดดังกล่าว”
คำถาม ณ จุดนี้ก็คือ แล้วการทำลายกฎ กติกา ทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญอย่างไร คงไม่จำเป็นต้องจาระไนว่าการไม่ทำตามกฎ โดยตัวมันเองก็คือความไม่ยุติธรรม หรือก็คือการโกงแบบหนึ่ง นั่นเอง ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ กฎ กติกา ต่างๆ นั้น เป็นโครงสร้างพื้นฐานในทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้วย ทั้งยังสร้างยากกว่า แต่ถูกทำลายง่ายกว่าอีกด้วย
หากกฎ กติกา ไม่ถูกเคารพและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมแล้ว ก็ย่อมป่วยการที่จะพูดถึงบรรยากาศในการลงทุน หากไม่พูดถึงการลงทุนแล้ว ก็ย่อมป่วยการที่จะพูดถึงความเติบโตทางเศรษฐกิจ
หากมรดกนี้ของระบอบทักษิณฝังรากลงในเศรษฐกิจไทยแล้ว ผมก็เห็นอนาคตจากปัจจุบันของรัสเซีย ที่มาเฟียเศรษฐกิจครองเมือง และอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 เมษายน 2549



