Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
one ton
วันชัย ตัน


รัฐบาลถังแตกแต่ไม่หน้าแตก

ช่วงเดือนที่ผ่านมา หากใครสังเกตจะพบว่าธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งได้ออกแคมเปญใหม่ๆ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าแห่มาฝากเงินให้มากที่สุด

ใครเดินผ่านหน้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อาจจะตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นป้ายโฆษณาเชินชวนว่า

“พิเศษสุด ดอกเบี้ยเงินฝาก 5.125%

เงินฝากประจำ 10 เดือน วงเงินขั้นต่ำ 100,000 บาทขึ้นไป

ถึง 30 เมษายน 2549”

นานๆ ครั้งเราจะเห็นธนาคารยักษ์ใหญ่ลงมาเล่นเกมสงครามดอกเบี้ยเงินฝากอย่างถึงพริกถึงขิง

ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นก็ใช้กลยุทธ์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 4-5% ต่อปี จูงใจให้ประชาชนแห่มาฝากเงินเป็นการใหญ่

เพื่อนฝูงหลายคนที่มีรายได้ส่วนหนึ่งจากการฝากเงินกินดอกเบี้ย กำลังสาละวนกับการย้ายบัญชีจากธนาคารโน้นมาใส่ธนาคารนี้

เหตุใดเดือนที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ธนาคารทุกแห่งพร้อมใจกันขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากอย่างพรวดพราด เพราะต้นปีนี้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำยังอยู่แค่ 2-3% ต่อปี

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สาเหตุเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น บ้านเราจึงต้องปรับตัวตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลออกไปนอกประเทศ

บางคนบอกว่า เป็นเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นดอกเบี้ย เพื่อป้องกันเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปรู้ดีว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพราะสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาออมเงินแทนที่จะถอนเงินออกมาใช้จ่ายเงินอย่างเพลิดเพลิน เพราะที่ผ่านมาดอกเบี้ยต่ำติดดินจนผู้คนไม่รู้จะไปฝากเงินทำไม

แต่พรรคพวกที่เป็นนายแบงก์ได้เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่บรรดาธนาคารต่างๆ พากันขึ้นดอกเบี้ยเพื่อระดมเงินฝากเป็นการด่วนนั้น เพราะเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ธนาคารกรุงไทยได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำพรวดเดียวขึ้นมาที่ 4%

ผลปรากฏว่าบรรดาเงินฝากจากธนาคารอื่นๆ ได้หลั่งไหลไปที่ธนาคารของรัฐแห่งนี้อย่างรวดเร็ว ด้วยเงื่อนไขดอกเบี้ยที่ดีกว่า

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาบรรดาธนาคารอื่นๆ แทบตั้งตัวไม่ทันกับกลยุทธ์ของธนาคารกรุงไทยครั้งนี้ ส่งผลให้ธนาคารอื่นๆ ต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ย เพื่อประกาศสงครามแย่งลูกค้าเงินฝาก

การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อระดมเงินฝากมหาศาลของธนาคารกรุงไทยครั้งนั้น หลายคนตั้งข้อสงสัยว่ามีจุดประสงค์อันใดแน่ แต่ก็อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีข่าวออกมาเป็นระยะว่ารัฐบาลกำลังถังแตก ไม่มีเงินสดเพียงพอในการใช้จ่ายเงิน จนต้องกู้เอาเงินจากธนาคารของรัฐมาแก้ปัญหาก่อน

หนังสือพิมพ์มติชนประจำวันที่ 3 เมษายน รายงานว่าปัญหากระแสเงินเข้าไม่เพียงพอต่อกระแสเงินจ่าย ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่ม เป็นผลมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2548-กุมภาพันธ์ 2549) สูงถึง 614,679 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วถึง 150,000 บาท โดยมีรายจ่ายที่สำคัญคือการจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน กองทุนหลักประกันสุขภาพ และงบฯพัฒนาศักยหมู่บ้าน (เอสเอ็มแอล) ส่งผลให้รัฐบาลมีปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านี้เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว กระทรวงการคลังของคุณทนง พิทยะ ได้ออกตั๋วเงินเพิ่มขึ้นอีก 80,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง และปลายเดือนมีนาคม กระทรวงการคลังก็ขอยืดการชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงินจากธนาคารออมสิน จำนวน 5,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดออกไปอีกสองเดือน เพื่อรักษาระดับเงินสดให้พอกับการใช้จ่ายงบประมาณ

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้เงินจากธนาคารออมสินที่เงินฝากส่วนใหญ่เป็นของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ มาเป็นแหล่งเงินทุนโดยตลอด จนกระทั่งสหภาพแรงงานธนาคารออมสินได้เคยติดป้ายเอาไว้ว่า

“กำไรของออมสิน ออมสินใช้ไป 1 ส่วน รัฐเอาไป 3 ส่วน ออมสินไม่ใช่ถังเงินของรัฐบาล”

อันที่จริงที่ผ่านมารัฐบาลก็ทราบดีว่าจะเกิดปัญหาถังแตก จึงได้คาดหวังว่าจะหาเงินสดจากการแปรรูปขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะศาลปกครองไม่เล่นด้วย และเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองเสียก่อน

ไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลใช้เงินของธนาคารกรุงไทยเป็นแหล่งเงินทุนไปเท่าไหร่ จนถึงทำให้ธนาคารกรุงไทยต้องแห่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยายามระดมเงินฝากให้มากที่สุด

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ รัฐบาลชุดนี้ได้ใช้จ่ายเงินเกินตัว จากนโยบายประชานิยมต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างรุนแรง จนมีข่าวว่าเงินเดือนข้าราชการหลายแห่งมีการเบิกจ่ายล่าช้าผิดปกติ โดยวันที่เงินเดือนออกปรากฏว่าเงินไม่เข้าบัญชี เบิกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นครู ทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดภาคใต้ หรือข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

“ไม่เฉพาะเงินเดือนที่ล่าช้า แต่การเบิกเงินพิเศษต่างๆ ไม่ว่าค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมันรถ เบี้ยเลี้ยงและเงินโครงการต่างๆ ที่ได้สำรองจ่ายไปก่อน พอไปสอบถามทางคลังจังหวัดก็บอกว่าเงินหมด” ข้าราชการหลายกรมกองพูดเป็นทำนองเดียวกัน

ขณะที่ทางกระทรวงการคลังได้ออกมาแถลงยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลอาจมีปัญหาสภาพคล่อง แต่ยืนยันว่าปัญหาจะคลี่คลายโดยเร็ว เพราะภายในเดือนหน้ารัฐบาลจะมีเงินจากภาษีรายได้นิติบุคคลที่มีเม็ดเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท นำมาใช้จ่ายได้เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องได้

อย่าลืมว่ารายได้หลักของรัฐบาลที่มาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการและดำเนินโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการประชานิยมนั้นมาจากการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคล

อย่าลืมว่าเงินรายได้ภาษี 2 แสนล้านบาทนั้น มาจากการจัดเก็บภาษีจากชนชั้นกลางถึง 80% ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองทั่วประเทศ

ชนชั้นกลางจำนวนมากที่พากันออกมาแสดงประชามติ No Vote ไม่เอาพรรคไทยรักไทย เมื่อคราวเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา เพราะทนไม่ได้ที่ผู้นำของพรรคนี้ใช้วิธีเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมาย และพูดว่าการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทย

แต่ข่าวล่าสุดรายงานว่า รัฐบาลอาจประสบปัญหาเก็บภาษีเงินได้ไม่เข้าเป้า ไม่รู้ว่าจะเอาเงินสดที่ไหนมาใช้จ่ายต่อไป ขณะที่นโยบายหาเสียงของพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมา ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของการใช้เงินทั้งสิน ไม่ว่าการสัญญาว่าจะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการหลายฝ่าย หรือโครงการประชานิยมต่างๆ

ดังนั้น เพื่อป้องกันอาการถังแตก ดูเหมือนรัฐบาลไม่มีทางเลือกที่จะหาเงินสดและหมุนเงินมาเสริมสภาพคล่องในระบบ ด้วยการเดินหน้าขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ให้ได้ และการเปิดรับเมกะโปรเจ็คต์ต่างๆ จากเมืองนอก เพื่อให้รัฐบาลไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนหน้าแตก มีเงินจับจ่ายใช้สอยต่อไปได้ระยะหนึ่ง

เป็นภารกิจของรัฐบาลชุดนี้ที่น่าเห็นใจจริงๆ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 เมษายน 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter