Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


ยุติธรรมกับความรัก: ความรักที่ยุติธรรม

ความรักและความยุติธรรม?! บางคนบอกว่า ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันตรงไหน คนที่ไม่เห็นหรือยังไม่เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างความรักกับความยุติธรรมนั้นน่าจะได้แก่ บุคคลสามประเภท นั่นคือ หนึ่ง คนที่ยังไม่มีความรักและมิได้โหยหาความรักแต่อย่างใด (หมอผ่าตัดหัวใจของคนแบบนี้พบว่า หัวใจของคนประเภทนี้แข็งประดุจหิน !) สอง คนที่มีความรักที่สมหวังหรือมีความรักที่ไม่มีปัญหา (คนประเภทนี้สร้างความริษยาแก่คนอื่นได้ง่ายๆ และถูกตั้งข้อสงสัยว่า ชาติที่แล้วคงทำบุญกับพระสงฆ์องคเจ้าด้วยความรัก หรือเอาความรักใส่บาตรพระทุกเช้า—-กรุณาอย่าสับสนกับกรณีพระนิกรหรือพระยันตระหรือพระตุ๊ดตุ๋ย) สาม คนที่เคยมีความรักแล้วและต่อมาเลิกสนใจในความรัก และมิได้โหยหาในความรักใดๆอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเพราะเกิดความผิดหวังในความรักที่เคยมี หรือมีความเชื่อตามที่คนว่ากันมาว่า “ที่ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์” ก็ตาม (คนประเภทนี้เข้าใจว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ เพราะไม่สามารถอดทนกับการทดลองลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงขั้นสรุปเป็นกฎทั่วไป)

แต่สำหรับคนที่มีปัญหากับความรัก ไม่ว่าจะเป็นประเภทอกหักดีกว่ารักไม่เป็น หรืออยากจะรักแต่ยังหาไม่ได้ หรือประเภทรักเขาแต่เขาไม่รักตอบ บุคคลเหล่านี้ย่อมตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และมักจะสามารถบอกเล่าเก้าสิบถึงความแตกต่างระหว่างรูปแบบของความรักที่ยุติธรรมและรูปแบบที่ไม่ยุติธรรม

ความรักที่เป็นธรรมหรือความรักที่ยุติธรรม (just love) เป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของความยุติธรรม จากงานเขียนเรื่อง the Repubic ของเพลโตนั้น เราพบนิยามความยุติธรรมสามประเภท คือ หนึ่ง ความยุติธรรม คือ การพูดความจริง และให้หรือคืนในสิ่งที่คนๆหนึ่งควรจะได้ สอง ความยุติธรรม คือ การช่วยเพื่อนและทำร้ายศัตรู และสาม ความยุติธรรม คือ ผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรงกว่า สามนิยามนี้จะช่วยฉายให้เห็นถึงสัมพันธภาพแห่งความรักที่ควรจะเกิดหรือไม่ควรเกิดขึ้น แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี

สำหรับนิยามแรกที่ว่า ความยุติธรรม คือ การพูดความจริงและคืนหรือให้ในสิ่งที่คนๆหนึ่งควรจะได้ จะส่งผลให้คนที่ยึดมั่นในหลักการความยุติธรรมที่ว่านี้ มีปฏิบัติการในเรื่องความรักในลักษณะดังต่อไปนี้คือ

คนประเภทนี้จะรักคนที่เขาคิดว่าเขารักจริงๆ และเมื่อคนแบบนี้เอ่ยปากว่ารัก ก็เชื่อได้เลยว่า คำว่ารักนั้นก็ปรากฏในใจของเขาด้วยจริงๆ คนประเภทนี้จะพูดความจริง และขณะเดียวกันก็หวังเป็นอย่างยิ่งด้วยว่า คนที่เขารักจะพูดความจริงกับเขาด้วย คนประเภทนี้ เมื่อทำในสิ่งที่ดีๆแก่คนที่เขารัก เขาก็ย่อมคิดว่า เขาก็น่าจะได้สิ่งดีๆตอบสนองกลับคืนมาด้วย เพราะเขาเชื่อว่า การพูดความจริงและให้หรือคืนในสิ่งที่คนๆหนึ่งควรจะได้นั้นเป็นการกระทำที่ถูกต้องเที่ยงธรรม

ถ้ามีคนที่เขาไม่รักมารักเขา และพยายามทำในสิ่งที่ดีๆแก่เขา โดยหวังว่าเขาจะต้องกระทำสิ่งที่ดีๆตอบแทนเช่นเดียวกัน นั่นคือ เมื่อมีคนมารัก ก็ต้องรักตอบ เขาเองก็จะพูดความจริงแก่คนที่มารักเขาแต่เขาไม่รัก และขณะเดียวกันก็พยายามตอบแทนในสิ่งดีๆที่คนๆนั้นมองให้แก่เขาอย่างไม่ให้เสียน้ำใจหรือตอบแทนอย่างเสมอกัน

คุณอย่าแปลกใจกับคนประเภทนี้ ถ้าพบว่า เขายังยืนยันอยู่เสมอว่า ไม่ได้รักคุณแม้แต่น้อย แต่เมื่อถึงวันเกิดหรือวันสำคัญต่างๆ เขาก็จะมีน้ำใจต่อคุณเท่าๆกับที่คุณมีน้ำใจต่อเขาเลยทีเดียว ฉะนั้น การที่เขาทำดีต่อคุณ ในขณะที่เขาบอกไม่รักคุณด้วย อาจทำให้คุณสับสนวุ่นวายและตีความไปต่างๆนานา เช่น คิดว่าเขาเป็นคนปากแข็งบ้างหรือลึกๆแล้วเขาก็ต้องมีใจหรือรักคุณบ้างหละ

แต่รับรองว่านั่นคือสิ่งที่คุณคิดเข้าข้างตัวคุณเองทั้งสิ้น เขามิได้เป็นหรือคิดอย่างที่คุณคิดว่เขาเป็นหรือคิด แต่เพราะเขาเชื่อว่า การกระทำในเรื่องเกี่ยวกับความรักของเขานั้นถูกต้องเที่ยงธรรมอยู่แล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนที่มารักเขา แต่เขาไม่รักนั้น น่าจะยึดถือหลักการความยุติธรรมในแบบเดียวกันกับเขา และไม่โกรธที่เขาพูดความจริงอันน่าเจ็บปวดหัวใจว่า “ฉันไม่ได้รักเธอ” เขาเชื่อว่า การพูดความจริง แม้ว่าจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะว่าไปแล้ว เป็นการกระทำที่เที่ยงธรรมมากกว่าการที่จะไม่พูดความจริง และปล่อยให้คนที่มารักเขา แต่เขาไม่รักนั้นเสียเวลาและถลำตัวเกินไป

แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ยึดถือหลักการความรักอันเที่ยงธรรมแบบนี้ก็คือ เขาจะทำอย่างไรกับคนที่มารักเขา แต่ไม่สามารถยอมรับความจริงว่า “เขาไม่รัก” ได้ คนประเภทนี้คือคนที่ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาโดยตลอด การพูดความจริงกับคนประเภทนี้เปรียบได้กับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ เข้าทำนองความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดอาจตายได้ ?! การให้หรือคืนในสิ่งดีๆที่คนประเภทนี้เคยมอบให้กับคุณ กลับกลายเป็นการทำให้คุณต้องประสบเคราะห์กรรมในอนาคตได้

นิยามที่สองที่ว่า ความยุติธรรม คือ การช่วยเพื่อนและทำร้ายศัตรู ก็คือ การทำดีแต่เฉพาะกับคนที่ดีกับเรา และร้ายต่อคนที่ร้ายกับเรา หลักการที่สองนี้ ดูเหมือนว่า จะเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนิยามแรกที่เพิ่งกล่าวไป เพราะหลักการที่อนุญาตให้เราโกหกตอแหลเอาตัวรอดจากคนพาลเอาแต่ใจตัวเองที่มาหลงรักและเอาใจเรา เราไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดหรือต้องตอบแทนการกระทำอันแสนดีที่เขากระทำต่อเรา แต่เราจะรักษาคำพูดกับคนที่เราคิดว่า เราเข้าใจเขา และเขาเข้าใจเรา นั่นคือ คนที่สามารถเป็นมิตรกับเราได้จริงๆ

ส่วนนักรักอันธพาลในเบื้องแรก เขาอาจจะดูน่ารักหรือทำตัวเป็นมิตรที่ดี แต่โดยเบื้องลึกแล้ว เขารักตัวเขาเองมากกว่า และพร้อมที่จะเป็นศัตรูหรือทำอะไรเลวๆกับเราได้ทันที ถ้าเขาไม่ได้ดังใจ พฤติกรรมเกี่ยวกับความรักของคนที่ยึดหลักการความยุติธรรมในแบบที่สองนี้คือ คำว่ารักของเขานั้นจะมีความหมายจริงๆก็ต่อเมื่อคุณเป็นคนแบบเดียวกันตามสเปคของเขา แต่ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถเอ่ยคำว่ารักได้ง่ายดายกว่าคนที่ยึดนิยามแบบแรก เพราะเขาตระหนักดีว่า การกระทำโดยไม่เลือกปฏิบัติ นั่นคือ การพูดความจริงแบบไม่เลือกหน้า และปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกับที่ทุกคนปฏิบัติต่อเขนั้นเป็นสิ่งที่จะนำผลร้ายมาสู่ตัวเขา คนประเภทนี้จะสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า การกระทำโดยไม่เลือกปฏิบัติที่สากลเขาว่าเป็นสิ่งดีนั้น (indiscrimination) แท้จริงเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่ง คนพวกนี้จะสามารถรับข้าวของจากคุณ โดยคุณจะไม่ได้รับของตอบแทนจากเขาเลย เขาจะเป็นคนประเภทที่พูดจาไพเราะ ผัดผ่อน มีลูกล่อลูกชนกับคุณเสียจนคุณต้องถอยทัพหรือแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด เขาจะไม่มีวันที่จะเสี่ยงเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟเหมือนกับคนประเภทแรกเลย และคนแบบนี้จะหวานนอกแต่แสบใน เพราะคำหวานของเขานั่นแหละคือ สิ่งที่ทำร้ายคุณอยู่ เขาย่อมเชื่อมั่นว่า พฤติกรรรมความรักของเขานั้นเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องเที่ยงธรรมอยู่แล้ว

ปัญหาสำหรับคนประเภทนี้ก็คือ ผู้คนที่เขารักและที่เขาไม่รักต่างจะสับสนกับพฤติกรรมของเขา จนในที่สุด ก็ไม่แน่ใจว่าเขารักใครกันแน่ และจากหลักการที่ว่านี้เอง ก็ทำให้เขาไม่แน่ใจและไม่สามารถแยกได้ว่า ใครคือคนที่เขาควรจะรักหรือแกล้งรัก และอาจลงเอยในลักษณะหมองูตายเพราะงูได้

นิยามสุดท้ายดูจะปลอดภัยที่สุด เพราะเชื่อว่า ความยุติธรรมคือผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรงกว่า นิยามนี้แตกต่างจากนิยามทั้งสองที่กล่าวไปข้างต้น สองนิยามที่กล่าวไปนั้นจะให้ผลดีต่อผู้ยึดถือนิยามก็ต่อเมื่อเขาเจอคนประเภทเดียวกับเขา นั่นคือ คนที่ปฏิบัติตามหลักการในนิยามแรกจะได้ผลดี ก็ต่อเมื่อคู่กรณีของเขาเป็นคนที่ยึดหลักการเดียวกับเขา และเช่นเดียวกัน สำหรับคนที่ปฏิบัติตามหลักการในนิยามที่สอง

แต่ในนิยามที่สามนี้ ไม่จำเป็นเลย ความสำคัญอยู่ที่ว่า เราใจแข็งหรือเหี้ยมกว่าคนที่เรารักหรือเคยรักแล้ว (และเบื่อแล้ว !) แค่ไหน ? ความรักตามนิยามที่สามนี้ คือ ความรักที่เห็นแก่ตัว และแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยให้กับความรักของตนเป็นที่ตั้ง ความรักประเภทนี้ไม่ใช่การให้และรับเหมือนในสองกรณีแรก แต่ความรักประเภทนี้ คือ การได้หรือเป็นฝ่ายเอาแต่ฝ่ายเดียว เมื่อได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องตอบแทนด้วย

คนที่จะยึดถือว่าความรักจะยุติธรรมได้ด้วยหลักของความแข็งแรงหรือความเหี้ยมกว่านี้ นอกจากจะต้องมีหัวใจที่แข็งประดุจหินผาแล้ว อาจจะต้องเป็นคนที่เรียกได้ว่า “มีดี” นั่นคือ อาจจะเป็นคนมีเสน่ห์ ร่ำรวย ฉลาด หน้าตาดี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เขา/เธอแข็งแรงหรือเหนือกว่าคู่กรณีหรือคนอื่นๆ

คนที่ “แข็งแรง” กว่านี้ ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมขายของตามกติกาเหมือนเด็กๆ อย่างในสองกรณีแรก

ปัญหาสำหรับคนประเภทนี้ คือ เขา/เธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เขา/เธอจะเป็นผู้แข็งแรงกว่าหรือจะสามารถรักษาความแข็งแรงกว่านี้ไปได้ตลอด ?

ลักษณะของคนประเภทที่สามนี้ ทำให้เรานึกถึงคนที่ไม่มีความรักในหัวใจ และไม่โหยหาความรัก (ถ้ามีการผ่าตัดหัวใจ จะพบว่า หัวใจของคนประเภทนี้แข็งเป็นหิน...คนใจหิน) ซึ่งเป็นคนประเภทที่เราตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ต้นๆแล้วว่า เป็นบุคคลที่ไม่สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความยุติธรรมได้นั่นเอง “คนเจ็บไม่เป็นหรือไม่ยอมเจ็บ ย่อมไม่ใช่คนที่จะรักใครเป็น ความรักกับความเจ็บปวดย่อมเป็นของคู่กัน”

ก็ให้น่าสงสัยว่า ความรักที่ยุติธรรมในแบบที่สามนี้ มันใช่ความรัก และมันใช่ความยุติธรรมหรือ ?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ร้อยแปดวิถีทัศน์ ใน จุดประกาย ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายวัน วันเดือนปี จำไม่ได้ครับ !



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter