สำนักชิคาโก มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่แปลกแยก
ถาม – ต้องใช้นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกกี่คนเพื่อจะเปลี่ยนหลอดไฟ
ตอบ – ศูนย์ ! เพราะหากหลอดไฟเกิดใช้งานไม่ได้ขึ้นมา “ตลาด” จะทำหน้าที่จัดการแก้ปัญหาเอง
โจ๊กเศรษฐศาสตร์ข้างต้นนี้นำเอาแนวคิด (หรืออาจทึกทักได้ว่าเป็นความเชื่อทางเศรษฐศาสตร์) ของบรรดาคณาจารย์และสานุศิษย์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก มาเป็นมุขฮา เพราะเป็นที่ทราบกันดีในวงการว่า นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้นั้นเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคา และตลาดเสรีในการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างชนิดไม่ลืมหูลืมตา
แม้โจ๊กนี้จะเป็นเพียงเรื่องขำๆ ที่เพียงล้อเลียนความสุดโต่งในแนวคิดของ “สำนักชิคาโก” แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้นมันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของความคิด ความเชื่อมั่นที่โดดเด่น และแตกต่างไปจากคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ
แนวคิดที่ไม่เหมือนใครเช่นนี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์จากสำนักชิคาโกมีบทบาทสูงต่อวงการวิชาการ ในฐานะผู้นำเสนอแนวคิดใหม่ แม้ว่าในบางครั้งจะหักมุมกับแนวคิดกระแสหลักขณะนั้นอยู่เสมอ
ในอดีตเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 60 แนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์ (Keynesian) ถือได้ว่าเป็นแนวคิดกระแสหลักของการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐศาสตร์มหภาค แนวคิดนี้เรียกได้ว่าอยู่ในขั้วตรงข้ามกับสำนักชิคาโก เพราะไม่เชื่อในประสิทธิภาพของกลไกราคาที่จะจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดระดับมหภาค ต้นตอของแนวคิดแบบเคนส์นั้นคือยุคสมัยของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression ในช่วง ค.ศ.1930) ซึ่งมีผลทำให้แรงงานจำนวนมากต้องว่างงาน ปรากฏการณ์นี้ทำให้ศาสตราจารย์จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษเสนอว่า กลไกราคาในความเป็นจริงนั้นมิได้ทำหน้าที่ปรับตัวได้เหมาะสมตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะไม่ปรากฏว่าอัตราค่าจ้าง (หรือ “ราคา” ของแรงงาน) ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างทันท่วงที จนทำให้เกิดอุปสงค์ของการจ้างงานที่เพียงพอต่ออุปทานของบรรดาแรงงานที่ไม่มีงานทำอยู่ในขณะนั้น อันส่งผลให้ตลาดแรงงานไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะดุลยภาพได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เคนส์จึงเชื่อว่าการแทรกแซงการทำงานของระบบตลาดเสรีโดยรัฐบาล อาทิ การใช้นโยบายการเงิน การคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อันประกอบไปด้วยการที่ระบบเศรษฐกิจมีการจ้างงานเต็มที่ มีอัตราการขยายตัวที่สูง และมีเสถียรภาพของระดับราคา เพื่อเป้าหมายสำคัญทั้งสามนี้ รัฐบาลมิอาจปล่อยวางให้ระบบตลาดเสรีทำงานด้วยตัวของมันเองได้
แนวคิดของเคนส์นี้ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือ The General Theory of Employment, Interest and Money ซึ่งต่อมาได้เป็นเสมือน “ไบเบิล” ของนักเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) และ M.I.T
บรรดาอาจารย์และนักศึกษาในสองสถาบันนี้ได้ซึมซับแนวคิดแบบเคนส์ และมีส่วนสำคัญในการนำเสนอแนวคิดนี้สู่ทั้งสาธารณชน ตลอดไปจนถึงระดับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐเคยเอ่ยอมตวาจาว่า “We are all Keynesians now.” ใครๆ ก็คิดแบบเคนส์กันหมดแล้ว
ยกเว้นแต่เพียงนักวิชาการในมหาวิทยาลัยชิคาโกเท่านั้น
ศาตราจารย์มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) เป็นเสมือนโฆษกอย่างไม่เป็นทางการของสำนักชิคาโก เพราะเป็นผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นสวนทางกับแนวคิดกระแสหลักในขณะนั้นอย่างต่อเนื่อง วงวิชาการได้จารึกถึงการแสดงปาฐกถาของศาตราจารย์ฟรีดแมน ในวาระที่ดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association) ว่าเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนของแนวคิดเศรษฐศาสตร์มหภาคของชิคาโกที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ในปาฐกถาครั้งนั้นศาสตราจารย์ฟรีดแมนได้เตือนถึงอันตรายของการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนอกจากจะไม่สามารถช่วยให้เกิดการจ้างงานและการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ แล้วยังส่งผลเสียหายก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงตามมาอีกด้วย
เมื่อต้นทศวรรษที่ 70 เศรษฐกิจสหรัฐประสบทั้งปัญหาการว่างงาน และปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงในเวลาเดียวกัน ทำให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงอันตรายของการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อมุ่งหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังที่ศาสตราจารย์ฟรีดแมนได้เคยเตือนไว้
ในขณะเดียวกันกับที่เหตุการณ์ในโลกความเป็นจริงได้ตีแผ่ความล้มเหลวของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวของเคนส์ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต ลูคัส ผู้ก้าวมาแทนที่ศาสตราจารย์ฟรีดแมน ในฐานะหัวหอกด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคของมหาวิทยาลัยชิคาโก ก็ได้นำเสนอแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคแนวใหม่ ที่สามารถหักล้างแนวคิดแบบเคนส์ได้ในโลกของนักวิชาการหอคอยงาช้าง
กรอบการวิเคราะห์ที่ศาสตราจารย์ลูคัสนำเสนอ นี้ต้องใช้พื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ระดับสูงกว่าเดิม เพราะต้องใช้แบบจำลองที่มีทั้งมิติของเวลาและความไม่แน่นอน เข้ามาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้บทความวิชาการชิ้นนี้ อ่าน “ยาก” กว่าบทความวิชาการโดยเฉลี่ย และทำให้กองบรรณาธิการของวารสารวิชาการอันดับหนึ่งของวงการอย่าง American Economic Review ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์บทความนี้ลงในวารสาร (นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์เพราะบทความนี้ส่งผลให้ลูคัสได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในเวลาต่อมา)
แม้ว่าบทความนี้จะใช้วิธีการศึกษาที่ยากและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม แต่วิธีการดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ว่า ทำไมในระยะสั้นกลไกราคาไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์และอุปทานของสินค้า แต่ทว่าในระยะยาวกลับมีการปรับตัว จนในบางครั้งทำให้เกิดปรับราคาเพิ่มขึ้นโดยทั่วไป จนเกิดเป็นปัญหาเงินเฟ้อสูงได้
งานวิจัยของลูคัสได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐศาสตร์มหภาค และรากฐานให้กับการพัฒนาทฤษฎีแนวใหม่ที่นำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบัน ที่ธนาคารกลางลดบทบาทที่จะพยายามรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในด้านการจ้างงานและการผลิตลง แต่จะดำเนินนโยบายการเงินเพียงเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา หรือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง
สำนักชิคาโกได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมากที่สุด เพราะนับแต่มีการให้รางวัลโนเบลในสาขาวิชานี้ ผู้ได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะมีส่วนเกี่ยวโยงกับสำนักนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะในฐานะอาจารย์ ศิษย์เก่า หรือนักวิจัย
คำถามชวนคิดที่ตามมาคือ ความเป็น “สำนักชิคาโก” นี้ถูกถ่ายทอดกันอย่างไร และเพราะด้วยเหตุใดสำนักนี้ถึงสามารถผลิตนักวิชาการที่ “แตกต่าง” ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ
จะเป็นเพราะบรรดาคนเก่งๆ ต่างเข้ามาเรียนที่ชิคาโกเท่านั้น หรือเป็นเพราะว่าสำนักนี้มีกระบวนการเรียนการสอนที่ต่างออกไป
ในปี 1985 Arjo Klamer และ David Colander พยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้ ทั้งสองได้สำรวจความคิดเห็น และสัมภาษณ์พูดคุยกับนักศึกษาปริญญาเอกที่เรียนอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ของ 7 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่สุดของสหรัฐ อันได้แก่ (เรียงลำดับตามตัวอักษร) Columbia University, Harvard University, MIT, Princeton University, Stanford University, University of Chicago และ Yale University
ในงานศึกษาครั้งนั้นทั้งสองพยายามค้นหาว่า นักศึกษาปริญญาเอกในที่ต่างๆ นั้น มีความเหมือนหรือแตกต่างในทางความคิดเห็นหรือไม่อย่างไร โดย ประเด็นที่สอบถามนั้นครอบคลุมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน การเขียนวิทยานิพนธ์ ความคาดหวังต่ออาชีพ ทรรศนะต่อสังคม การเมือง และมุมมองต่อปัญหาเศรษฐกิจ
ทั้งนี้เพื่อศึกษาว่าในกระบวนการ “ผลิต” ดุษฎีบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์นั้น “สินค้า” (หรือตัวนักศึกษา หรือบัณฑิต) ถูกหล่อหลอมขึ้นมาอย่างไร
ในปีที่ผ่านมา David Colander ได้ตีพิมพ์ผลการสำรวจในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง และพบว่าการสำรวจที่ห่างกันราวยี่สิบปี (ครั้งใหม่นี้สำรวจในช่วงปี 2001-2003) กลับให้ผลที่ไม่แตกต่างกันนัก โดยข้อสรุปสำคัญๆ มีดังนี้
1.ในการเรียนปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์นั้นความสามารถในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา (problem solving) และความเก่งในทางคณิตศาสตร์ เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในสายวิชานี้
2.ความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจชีวิตจริงอย่างครบถ้วน กลับไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในโครงการปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใดเลย
3.นักศึกษาแห่งสำนักชิคาโกมีทรรศนะที่แตกต่างจากนักศึกษาในที่อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยในการสำรวจทรรศนะที่มีต่อข้อสมมุติทางเศรษฐศาสตร์ อาทิ ข้อสมมุติว่าด้วยความมีเหตุมีผลของบุคคล ข้อสมมุติเรื่องการคาดคะเน หรือ expectations ข้อสมมุติเรื่องระดับราคาที่ไม่อาจปรับตัวได้ทันท่วงที และอื่นๆ นักศึกษาจากชิคาโกจะให้ความสำคัญมาก กับข้อสมมุติที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ไม่เห็นว่าสำคัญ และในทำนองกลับกัน นักศึกษาจากชิคาโกไม่ให้ความสำคัญกับข้อสมมุติที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นๆ เห็นว่าสำคัญอย่างยิ่ง
4.นักศึกษาจากชิคาโกยังเห็นตรงกันข้ามกับที่อื่นๆ ในเรื่องทรรศนะต่อประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของนโยบายการคลังในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็ดี เรื่องของผลการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อการจ้างงานก็ดี หรือว่าเรื่องของปรากฏการณ์เงินเฟ้อ นักศึกษาจากชิคาโกจะมีทรรศนะ “เห็นด้วย” หรือ “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” ในขณะที่ที่อื่นๆ พากัน “ไม่เห็นด้วย” เสมอ
การสำรวจของ David Colander นี้ตอกย้ำถึงความเป็น “สำนักชิคาโก” ที่ยังคงแตกต่างจากที่อื่นๆ อยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยช่วยให้เราได้เห็นว่า ความแตกต่างนี้ถูกถ่ายทอดกันมาจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ดังที่สะท้อนอยู่ในทัศนคติของบรรดานักศึกษาที่ถูกฟูมฟักในชายคาสำนัก
สำหรับนักวิชาการแล้ว ความแตกต่างในทรรศนะทางวิชาการไม่ใช่สิ่งที่นำมาซึ่งความแตกแยกแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเป็นแรงผลักดันก่อให้เกิดการค้นคว้าหาข้อสรุปจากข้อเท็จจริงเพื่อมาหักล้างฝ่ายที่เห็นตรงกันข้าม ดังนั้น เวลาและทรัพยากรที่ใช้ไปในการค้นคว้าย่อมจะช่วยให้พรมแดนแห่งความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ขยายวงกว้างออกไป และช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นสำหรับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอีกด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 เมษายน 2549



