โลกมายาและราคาของความคิดสร้างสรรค์

งานเขียนที่จะลงตีพิมพ์ในนิตยสาร สารคดี ชุดนี้ คือความพยายามฉายภาพการเคลื่อนที่ของโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแห่งปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำความมั่งคั่งใหม่มาสู่โลก เช่นเดียวกับที่เศรษฐกิจแบบเกษตรและเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมเคยทำหน้าที่มาก่อน จากที่ดินในยุคเกษตร ทุนในยุคอุตสาหกรรม โลกยุคใหม่ตัดสินความสำเร็จกันด้วยปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ผู้ใดกุมปัญญา ผู้นั้นกุมอำนาจ อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตามความคิดของตน

ผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโลก ผู้นั้นกุมความมั่งคั่ง

ความมั่งคั่งจากการกำหนดวิถีชีวิตของผู้คนในอนาคต


ในวันที่ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ตัดสินใจขายหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำนวนร้อยละ 49.6 ให้กับเทมาเส็ก บริษัทด้านการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ในราคา 73,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐนั้น สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ (Apple Computer) ก็ได้ตัดสินใจขายพิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอ (Pixar Animation Studios) ให้กับวอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ในราคา 289,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเทียบมูลค่าของธุรกรรมทางการเงินทั้งสองรายการแล้ว จะเห็นว่าธุรกิจที่ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์เฝ้าหวงแหนนั้น กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในทันที เพราะแม้จะรวมเอาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ สัมปทานดาวเทียม สถานีโทรทัศน์ สายการบินต้นทุนต่ำ และธุรกิจอื่นๆ ที่ทำรายได้จากประชาชนคนไทยเข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว ก็ยังไม่สามารถเทียบมูลค่ากับบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นเพียงบริษัทเดียวได้

นี่คือความจริงของโลกยุคใหม่ ที่เดินทางมาไกลจนเกินกว่าผู้คนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษจะจินตนาการได้ มิพักต้องเอ่ยถึงเกษตรกรในทุ่งหญ้าผู้ยังชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ยุคสงครามระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ของจีนโบราณ อันเป็นที่มาของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Mulan


ราคาของการเคลื่อนไหว

Mulan ออกฉายในปี 1998 สามารถทำรายได้ให้กับดิสนีย์ 120.6 ล้านเหรียญสหรัฐ กระนั้น ในปีเดียวกันภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง A Bug’s Life ของพิกซาร์ กลับทำรายได้ให้กับบริษัทถึง 160 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นทุกเรื่องของค่ายพิกซาร์ ซึ่งมักจะทำรายได้สูงกว่าภาพยนตร์จากค่ายดิสนีย์อยู่เสมอ นับตั้งแต่ Toy Story ในปี 1995 ซึ่งทำรายได้ถล่มทลายไปกว่า 192 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า Pochahontas ของค่ายดิสนีย์ ซึ่งแม้จะได้รับความนิยมเช่นกัน แต่ก็ทำรายได้ไปเพียง 141 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ยิ่งเมื่อเทียบระหว่าง Tarzan ของดิสนีย์ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1999 กับ Toy Story 2 ของพิกซาร์ ซึ่งออกฉายในปีเดียวกันด้วยแล้ว แม้ Tarzan จะกวาดรายได้ไปถึง 171.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ Toy Story 2 กลับทำรายได้สูงถึง 246 ล้านเหรียญสหรัฐ

และที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ความแตกต่างระหว่าง Finding Nemo ซึ่งทำรายได้ให้กับพิกซาร์สูงถึง 340 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2003 ในขณะที่ Brother Bear สามารถทำรายได้ให้กับดิสนีย์เพียง 85.3 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ศักยภาพในการทำกำไรของพิกซาร์จึงสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นในการซื้อขายกิจการดังที่เห็น

ภาพยนตร์แอนิเมชั่นของพิกซาร์นั้นถือเป็นนวัตกรรมแห่งโลกยุคดิจิตอล เพราะไม่ต้องใช้นักแสดงที่เป็นมนุษย์ ไม่ต้องการสถานที่ถ่ายทำ ไม่ต้องพึ่งช่างแต่งหน้า เนื่องจากเรื่องราวทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อตัดปัจจัยเรื่องชื่อเสียงของนักแสดง รวมทั้งองค์ประกอบแห่งความสำเร็จของภาพยนตร์ปกติออกไป จุดตัดสินชี้ขาดจึงอยู่ที่ความแปลกใหม่ของเนื้อเรื่อง ความงดงามของภาพที่เกิดจากการผสมผสานศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว จนทำให้ผู้ชมสามารถอิ่มเอมกับมายาภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าได้

แอนิเมชั่น จึงเป็นส่วนผสมระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเคมีที่สตีฟ จ็อบส์ ได้รับการยอมรับว่ามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม


ปัญญาในเวลาทุกข์ยาก

สตีฟ จ็อบส์ บุกเบิกบริษัทพิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอขึ้นในช่วงที่เขาถูกผู้ถือหุ้นบริษัทแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ซึ่งเขาเป็นคนสร้างขึ้นมากับมืออัปเปหิออกจากบริษัท เนื่องจากเขามีแนวทางในการดำเนินธุรกิจขัดแย้งกับผู้บริหารมืออาชีพที่เขาจ้างเข้ามาทำงาน แต่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกที่จะยืนอยู่กับฝ่ายตรงข้ามกับเขา จ็อบส์จึงมีอันต้องตกงานตั้งแต่อายุยังน้อย

จ็อบส์ใช้ช่วงเวลาที่ล้มเหลวนั้นสร้างบริษัทเน็กซ์ คอมพิวเตอร์ (NeXT Computer) ขึ้นมา ก่อนที่จะถูกควบรวมเข้ากับแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ในภายหลัง ทำให้จ็อบส์กลับเข้าสู่บริษัทเดิมอีกครั้ง และก็เป็นจ็อบส์นี่เองที่ปรับโฉมแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงซบเซาให้กลับมาเร้าใจด้วยการส่ง iMac คอมพิวเตอร์สีลูกกวาดออกสู่ตลาด นับเป็นการนำดีไซน์เข้ามาผสมผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว จนถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าการออกแบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้มีชีวิตชีวา ประหนึ่งเป็นเครื่องตกแต่งสำนักงานแทนที่จะเป็นอุปกรณ์น่าเบื่อบนโต๊ะทำงาน

ไม่นานหลังจากนั้น จ็อบส์สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกอีกครั้งด้วยการแนะนำ iPod สู่ตลาดโลก พร้อมด้วยโปรแกรม iTune ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเพลงที่ชอบลงมาเก็บไว้ในเครื่อง iPod ขนาดเล็กซึ่งพกติดตัวไปไหนได้อย่างสะดวกสบาย

ภาพผู้คนสวมหูฟังเพลงสีขาวจากเครื่องเล่น iPod ขณะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถไฟใต้ดิน แม้กระทั่งบนเครื่องบินตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก นับวันจะเป็นที่คุ้นตามากขึ้น

iPod ได้สร้างความบันเทิงและพื้นที่ส่วนตัวในด้านเสียงให้กับผู้คนในโลกยุคใหม่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นจนพื้นที่สาธารณะเริ่มคับแคบ ความนิยมใน iPod ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยยอดขายกว่า 42 ล้านเครื่องนับตั้งแต่เปิดตัวออกสู่ตลาด ทำให้แม้แต่ลีวายส์ก็ยังต้องออกแบบยีนส์รุ่นใหม่ให้มีช่องสำหรับเก็บ iPod ยังไม่นับแบรนด์เนมชื่อดังทั้งหลาย ซึ่งเริ่มออกแบบซองหนังสำหรับใส่ iPod รวมทั้งกระเป๋าที่มีช่องสำหรับเก็บ iPod โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ความสำเร็จของ iPod ยังสร้างรายได้ให้กับธุรกิจเพลงซึ่งกำลังเผชิญปัญหารายได้ตกต่ำจากการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้ด้วยการเก็บเงินจากการดาวน์โหลดเพลงอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทำให้จ็อบส์กำลังจะกลายเป็นผู้ควบคุมทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงในอนาคต ด้วยเป็นผู้กุมช่องทางการจัดจำหน่ายที่กำลังเติบใหญ่ขึ้นมาแทนที่ช่องทางการจัดจำหน่ายเดิม

หัวใจของการสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจ จึงอยู่ที่ความเข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คนและสามารถพยากรณ์ความต้องการใหม่ๆ ของตลาดได้ก่อนผู้อื่น

เมื่อสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำแล้ว การลงมือทำอย่างฉับไว เพื่อยึดกุมหัวใจของตลาดไว้ให้ได้เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจในเบื้องต้น

ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ที่จ็อบส์วางไว้สำหรับการกลับมาอีกครั้งของทั้ง iMac และ iPod เพราะเมื่อ iPod ขายดีก็พลอยทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ iMac ขายดีตามไปด้วย iPod จึงไม่เป็นแต่เพียงสินค้าธรรมดา แต่ได้กลายมาเป็นผู้กำหนดแนวโน้มของตลาด รวมทั้งกำหนดมาตรฐานใหม่ของธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและกำลังจะตามติดมาในอนาคต

อันเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่ไมโครซอฟต์สามารถยึดครองระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ไว้ได้เมื่อหลายทศวรรษก่อน จนทำให้บิลล์ เกตส์กลายเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก


นวัตกรรมอันเกิดจากการโจมตีตนเอง

ในเวลาเพียงไม่กี่ปี จ็อบส์เปิดตัว iPod รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้ง iPod mini ขนาดเล็กและมีความจุน้อยกว่า iPod รุ่นปกติ iPod Shuffle ซึ่งมีขนาดเล็กลงไปอีกเพื่อให้ง่ายต่อการพกพาและราคาถูก รวมทั้งการออก iPod photo ซึ่งสามารถเก็บและแสดงภาพบนหน้าจอสอดคล้องกับการปรับตัวของโลกเข้าสู่ยุคการถ่ายภาพแบบดิจิตอล

ทั้งหมดนี้ล้วนดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก จนจ็อบส์น่าจะเป็นนักบริหารที่ได้รับการจับตามากที่สุดคนหนึ่งในวงการธุรกิจ ทุกๆ ครั้ง จ็อบส์จะมาในชุดเสื้อคอเต่าแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์สีเข้ม เดินขึ้นเวทีช้าๆ เพื่อเผยโฉม iPod รุ่นใหม่ โดยข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสินค้าใหม่จะถูกเก็บไว้เป็นความลับจนกระทั่งถึงนาทีสุดท้าย เพื่อให้ผู้คนจากทั่วโลกได้ตื่นเต้นกับการนำเสนอของจ็อบส์

จาก iPod หน้าจอขาวดำความจุ 5 กิกะไบต์ วันนี้กลายเป็น iPod หน้าจอสีมีความจุถึง 60 กิกะไบต์ ในราคาที่แทบจะไม่แตกต่างจากเดิม

ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ การเกิดขึ้นของ iPod ทำให้ผลิตภัณฑ์อย่างวอล์คแมนของโซนี่ ซึ่งเคยเป็นนวัตกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างรายได้ให้กับโซนี่มานานกว่า 2 ทศวรรษกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปในเวลาชั่วข้ามคืน

โซนี่เปิดตัววอล์คแมนสู่ตลาดโลกในราวปี 1979 โดยวอล์คแมนสามารถทำยอดขายไปได้กว่า 350 ล้านเครื่อง แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิตอล วอล์คแมนกลับกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปในทันที ทำให้ยอดขายของโซนี่ตกลงอย่างมาก จนต้องตัดสินใจปิดโรงงานผลิตวอล์คแมนแห่งสุดท้ายในญี่ปุ่นไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งปิดโรงงานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจาก 65 แห่ง ให้เหลือเพียง 11 แห่ง

กลยุทธ์สำคัญอีกข้อในการดำเนินธุรกิจ คือการลงมือโจมตีตัวเองก่อนที่คู่แข่งจะทันได้ลงมือ การหาข้อบกพร่องของตนเองและปรับปรุงอย่างรวดเร็ว จึงท้าทายกว่าการปรับตัวไปตามแรงกดดันของคู่แข่ง

แต่ยังไม่ทันที่โซนี่จะทันตั้งตัว จ็อบส์เปิดตัว iPod nano ออกสู่ตลาดอีกครั้ง โดยอาศัยนาโนเทคโนโลยีช่วยทำให้ iPod มีขนาดบางลงไปอีก ก่อนจะทำการรุกครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว video iPod ในเวลาห่างกันไม่ถึงปี video iPod นับเป็นการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจบันเทิงอย่างลงตัว และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจ็อบส์และดิสนีย์ใกล้ชิดกันมากขึ้น เมื่อจ็อบส์เลือกที่จะใช้ Desperate Housewives และ Lost ภาพยนตร์ซีรีส์ยอดนิยมจากสถานีโทรทัศน์ ABC ของดิสนีย์เปิดตัวผ่านช่องทางการรับชมใหม่

นับเป็นการพา iPod เข้าใกล้การเป็นอุปกรณ์สำคัญประจำตัวไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือเข้าไปทุกที ไม่มีใครรู้ว่าภายในเวลาไม่กี่เดือนต่อจากนี้ จ็อบส์วางแผนที่จะเปิดตัวประโยชน์ใช้สอยอื่นใดของ iPod อีก ผู้คนในวงการเทคโนโลยีเฝ้าจับตาว่า ในที่สุดแอปเปิ้ลอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมทิศทางของอุตสาหกรรมแห่งความบันเทิงในบ้าน ด้วยการส่งอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนั่นอาจจะทำให้คู่แข่งในอุตสาหกรรมต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่


อายุการใช้งานของนักบริหาร

แต่เดิมนั้นดิสนีย์ร่วมลงทุนในพิกซาร์ รวมทั้งทำหน้าที่จัดจำหน่ายภาพยนตร์ให้กับพิกซาร์ด้วย โดยดิสนีย์มีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 60 แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างไมเคิล ไอส์เนอร์ (Michael Eisner) ซีอีโอคนก่อนซึ่งเพิ่งเกษียณอายุไปของดิสนีย์กับจ็อบส์ ทำให้พิกซาร์มีแนวโน้มว่าจะไม่ต่อสัญญาที่ทำไว้กับดิสนีย์ซึ่งกำลังจะหมดอายุลง

ไมเคิล ไอส์เนอร์ ถือเป็นซีอีโอที่พาดิสนีย์เข้าสู่ความรุ่งโรจน์ แต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยข้อถกเถียงในวิธีการบริหารงานของเขาในช่วงเวลา 21 ปีที่เขาทำงานให้กับดิสนีย์ จากบริษัทผลิตภาพยนตร์และเจ้าของสวนสนุก 7 แห่ง ไอสเนอร์นำพาดิสนีย์ไปสู่การเป็นบริษัทสื่อบันเทิงขนาดยักษ์ผู้เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก 10 สถานี ซึ่งรวมถึง ESPN ช่องกีฬาชื่อดัง รวมทั้งเครือข่าย ABC ตลอดจนขยายสวนสนุกของดิสนีย์ออกไปอีกเป็น 11 แห่ง ภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง เช่น The Lion King, Beauty and the Beast รวมทั้ง Mulan ล้วนถูกสร้างขึ้นในยุคของไอสเนอร์ ทำให้ดิสนีย์มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 1984 เป็น 30.75 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2004

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นดิสนีย์เติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 1,646

กระนั้น ในช่วงการบริหารงานปีท้ายๆ ไอสเนอร์กลับต้องเผชิญแรงต่อต้านจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท คือ รอย ดิสนีย์ หลานชายของวอลท์ ดิสนีย์ ผู้ให้กำเนิดกิจการแห่งนี้ เนื่องจากปัญหาระหว่างเขากับลูกจ้างและหุ้นส่วนของดิสนีย์เริ่มสะสมและมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ ทำให้เขาถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งในวัย 63 ปี

การเข้ามารับตำแหน่งของโรเบิร์ต ไอเกอร์ (Robert Iger) ต่อจากไอสเนอร์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดิสนีย์กับจ็อบส์ดีขึ้น อันนำมาสู่การควบรวมกิจการเข้าด้วยกันในที่สุด


มูลค่าของวิสัยทัศน์

ความจริงแล้วจ็อบส์ซื้อกิจการพิกซาร์ต่อจากจอร์จ ลูคัส (George Lucas) ผู้กำกับภาพยนตร์ Star Wars ในราคาเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ในช่วงนั้นทั้งฮอลลีวูดมองว่าการสร้างภาพยนตร์ด้วยคอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นทั้งเรื่องเป็นสิ่งเพ้อฝัน เพราะโลกยังคุ้นชินกับแอนิเมชั่นที่สร้างด้วยมือเช่นที่ดิสนีย์เคยสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไว้ แต่จ็อบส์และทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ของบริษัทกลับมองข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ และนำพาพิกซาร์เข้าสู่โลกภาพยนตร์ดิจิตอลอย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับจ็อบส์เล่าว่า เขาต้องดูแลบริหารกิจการทั้งแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์และพิกซาร์ สตูดิโอ ทำให้เขาไม่มีเวลามากนัก จ็อบส์เลือกที่จะปล่อยให้ฝ่ายสร้างสรรค์ของพิกซาร์ทำงานอย่างอิสระ โดยเขาเข้ามาแทรกแซงน้อยมาก นอกจากนี้ เมื่อภาพยนตร์แอนิเมชั่นของพิกซาร์เริ่มทำเงินในตลาด แทนที่จะเร่งการผลิตเพื่อกอบโกยผลกำไร พิกซาร์กลับควบคุมปริมาณภาพยนตร์ที่ลงโรงฉายในแต่ละปีไว้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์คุณภาพจึงสำคัญกว่าปริมาณ

และการควบคุมคุณภาพนี้เองจะช่วยทำให้ผลการดำเนินการดีกว่าการเน้นปริมาณและการผลิตอย่างรวดเร็ว

แม้จะต้องปล่อยให้กิจการอันเป็นที่รักเข้าไปอยู่ภายใต้ชายคาของดิสนีย์ แต่การซื้อขายด้วยวิธีการแลกหุ้นทำให้จ็อบส์ซึ่งถือหุ้นอยู่ในพิกซาร์ร้อยละ 50.6 ได้ครอบครองหุ้นในบริษัทดิสนีย์จำนวนร้อยละ 7 และกลายเป็นบุคคลธรรมดาที่มีหุ้นในบริษัทดิสนีย์มากที่สุด นอกจากนี้จ็อบส์ยังได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการของบริษัทสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก ทำให้เขาอยู่ในจุดที่สามารถควบคุมทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่กำหนดวิถีชีวิตผู้บริโภคในโลกดิจิตอลอย่าง iPod และกำลังจะก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมหน้าบริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีตำนานความเป็นมายาวนานอย่างวอลท์ ดิสนีย์ไปพร้อมๆ กัน

ในขณะที่มองจากมุมของดิสนีย์ การได้จ็อบส์มาร่วมงานนั้นถือเป็นการมาของผู้มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจในธุรกิจแห่งสุนทรียภาพที่ชัดเจนมากที่สุดคนหนึ่งของยุค ซึ่งผู้ถือหุ้นดิสนีย์เชื่อว่าคุณสมบัติเช่นนี้จะนำพาให้ดิสนีย์สามารถเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดึงเอาสตูดิโอแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกอย่างพิกซาร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดิสนีย์ น่าจะช่วยให้ดิสนีย์กระฉับกระเฉงขึ้น ด้วยดิสนีย์นั้นเริ่มต้นด้วยแอนิเมชั่น เติบโตมาด้วยแอนิเมชั่น แอนิเมชั่นจึงเป็นทั้งหัวใจและจิตวิญญาณของดิสนีย์เลยก็ว่าได้

นอกจากนี้ ดิสนีย์ยังมีสินทรัพย์มหาศาลทั้งในเรื่องของการ์ตูน ภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์มากมายในเครือข่าย ถ้าสามารถแปลงสินทรัพย์เหล่านี้ให้เข้าสู่โลกดิจิตอลผ่านทางเครือข่ายผู้ใช้ iPod ได้ ดิสนีย์จะกลายเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการทำกำไรมหาศาลในอนาคต

ครั้งหนึ่งปัญญาชนสยามอย่างหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

แต่ในโลกยุคใหม่ที่เคลื่อนตัวจากเศรษฐกิจเกษตร ผ่านความมั่งคั่งของยุคเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม มาสู่ยุคเศรษฐกิจแห่งปัญญาและความคิดสร้างสรรค์

“มายา” กำลังกลายเป็นเงินทอง และ “มันสมอง” คือทุนที่สำคัญ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 253 มีนาคม 2549