ตามล่าหา ‘นอมินี’
ถ้าพิจารณาจากพฤติกรรมของอดีตท่านผู้นำที่ชอบ ‘ซุก’ ทรัพย์สมบัติไว้กับ ‘คนใช้’ ‘ยาม’ หรือ ‘คนขับรถ’ แล้ว
กับ ‘ประเทศชาติ’ และ ‘อำนาจ’ ซึ่งชอบเผลอคิดไปว่าเป็นทรัพย์สมบัติของตนอยู่บ่อยๆ จะ ‘ซุก’ ไว้กับ ‘นอมินี’ คนไหนดี
เวลานี้ สังคมไทยกำลังจับตาว่า ‘นอมินี’ คนไหน จะถูกเลือกมาทำหน้าที่ ซึ่งหากมองในแง่ร้ายที่สุด อาจมีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับบทบาทที่ บุญชู เหรียญประดับ ดวงตา วงศ์ภักดี หรือ วิชัย ช่างเหล็ก เคยรับ
เพียงแต่หนนี้ บทบาทนี้ดันเรียกว่า ‘นายกรัฐมนตรี’ เท่านั้นเอง
กระแสสังคมเหมือนจะให้น้ำหนักไปที่ ‘นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์’ ปาร์ตี้ลิสต์อันดับสี่ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า ‘นายกรัฐมนตรี’ หนนี้ ไม่ได้เพื่อประเทศชาติประชาชน แต่เพื่อตัวคุณทักษิณเองเป็นหลัก
คุณสมบัติสำคัญของ ‘นอมินี’ ที่ดี ต้องไว้ใจได้เต็มร้อย คุมง่าย ว่าไงว่าตามกัน ไม่ใช่พอยืมชื่อตัว เอาสมบัติไปซุกฝากไว้ แล้วมายึดเป็นสมบัติของตัวไปจริงๆ อย่างนี้ใครจะกล้า ‘ซุก’
ช่วงหลังๆ ดูเหมือนนายสมคิดจะขาดคุณสมบัติดังกล่าวไป ลอยตัวเกินไป รักษาระยะห่างเกินไป เป็นตัวของตัวเองเกินไป
จาก การถูกย้ายออกจากกระทรวงการคลัง แทนที่ด้วยคนที่ไว้ใจมากกว่าอย่างนายทนง พิทยะ ในช่วงที่ต้องดำเนินนโยบายสำคัญที่พลาดไม่ได้
จนถึง การถูกลดอันดับจากรองนายกฯอันดับหนึ่ง แทนที่ด้วยคนที่ไว้ใจมากกว่าอย่าง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ในช่วงวิกฤตการเมือง
ต่อด้วย การชิ่งหลบเข้ารักษาไข้(หัว)ใจของนายสมคิดในช่วงสถานการณ์การเมืองสุกงอมได้ที่
ล้วนเป็นเครื่องสะท้อน ความเหินห่างที่ถ่างกว้างขึ้นของทั้งสอง
ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ท่ามกลางก้อนอิฐที่ท่านผู้นำ สมุนซ้ายขวา คนใกล้ชิด และพรรคไทยรักไทยได้รับ ด้านนายสมคิดยังคงครองตน ลอยตัวสูง รักษาภาพลักษณ์ตัวเองได้เป็นอย่างดี แทบจะไม่ตกเป็นขี้ปากบนเวทีปราศรัย ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือตามมหาวิทยาลัย
ทางการเมือง ต้องถือว่าไม่ธรรมดา !
แต่จะไม่ธรรมดาจนเกินหน้าเกินตาความเป็นนอมินีหรือไม่ เร็ววันนี้คงได้คำตอบ
ส่วนแกนนำพรรคสายอื่น ที่ไม่ใช่ ‘จันทร์ส่องหล้า’ คงหมดโอกาสเป็นนอมินี เพราะความกริ่งเกรงถูกแว้งกัด
สาย ‘วังน้ำยม’ แม้มี ส.ส.ในสังกัดมากที่สุด และแกนนำเป็นถึงเลขาธิการพรรค แต่ ‘หล่อ’ ไม่พอ (ใจร้ายหน่อย ก็ว่า ‘ขี้เหร่’) ภาพลักษณ์ของ ‘นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ ปาร์ตี้ลิสต์อันดับสอง และ ‘นายสมศักดิ์ เทพสุทิน’ ปาร์ตี้ลิสต์อันดับสิบสาม ยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับ ‘นายพินิจ จารุสมบัติ’ หัวหน้ากลุ่ม ‘วังพญานาค’ ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับเจ็ด ก็ตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน
ด้าน ‘คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับสาม อาจจะแอบฝันถึงตำแหน่งใหญ่ตำแหน่งนี้ แต่คงยากจะฝ่าเสียงต้านภายในพรรค เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า หญิงหน่อยไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างสนิทอกสนิทใจในหมู่วังอื่นๆ จะมีก็แต่ขุมกำลัง กทม. สนับสนุน ยิ่งหลังเลือกตั้ง กทม. เต็มไปด้วย ส.ส.เสียงข้างน้อยด้วยแล้ว โอกาสยิ่งริบหรี่
บวกกับกระแสสังคมต่อหญิงหน่อย ดิ่งติดลบหนักข้อขึ้นทุกที การกลายเป็นตัวละครเด็ดที่คนชื่นชอบที่สุดตัวหนึ่งในงิ้วธรรมศาสตร์เป็นดัชนี้ชี้วัดได้อย่างดี คงยากจะก้าวถึงฝั่งฝันนายกหญิงคนแรก
มาถึงปาร์ตี้ลิสต์อันดับห้า อย่าง ‘นายโภคิน พลกุล’ ก็มีลุ้นไม่เบา
บทบาทช่วงหลังเพิ่มสูงขึ้นมาก ด้วยความเป็นอัจฉริยะทางการเมืองในการส่งผ่านอิทธิพลทางความคิดของตนไปยังผู้มีอำนาจ ผลักดันให้นายโภคินโตเร็วในไทยรักไทยอย่างก้าวกระโดด แม้จะเพิ่งเข้ามาร่วมหัวในช่วงท้ายของทักษิณ 1 ก็ตาม
ออกจากรองประธานศาลปกครองสูงสุดก็สไลด์มาสวมตำแหน่งรองนายกฯ ช่วงปลายปี 2546 ต่อด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เลือกตั้งเสร็จ ก็ได้รับความไว้วางใจเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร
เส้นทางชีวิตของนายโภคิน ถือว่าไม่ธรรมดา ป๋าเหนาะถือว่าปั้นมาสามนายก แต่สามนายกที่ป๋าเหนาะปั้น ข้างกายล้วนขนาบข้างชิดใกล้ด้วยนายโภคินทั้งสิ้น (แต่จบแบบไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง)
ยิ่งรัฐบาลใหม่มีภารกิจหลักคือปฏิรูปการเมืองด้วยแล้ว เห็นทีพี่น้องประชาชนคงต้องย้อนอดีตทบทวนบทบาทของนายโภคินสมัยยืนข้างกายนายบรรหาร ครั้งเป็นนายกหลังการเลือกตั้งที่หลงจู๊แห่งเมืองสุพรรณลงทุนใส่แว่นตา นั่งข้างลูกโลก ชูธงปฏิรูปการเมือง แก้ไขมาตรา 211
ย้อนอดีต ทบทวนกันให้จงหนัก เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
นายโภคินจะได้เป็นนายกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับความไว้ใจของเจ้าของบ้านจันทร์ส่องหล้าทั้งสอง ถ้านายโภคินเก่งฉลาดเสียจนน่ากลัวเกินไปที่จะเป็นนายกนอมินี ก็อาจถูกจัดวางกลับสู่ตำแหน่งเดิมหลังสุด ถ้าได้เปิดสภา
อีกคนที่หายเงียบไปคือ ‘นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหก โอกาสคงจะน้อย ทั้งที่สมัยก่อนเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเคยถูกมองว่ามีศักยภาพถึงระดับทายาททางการเมืองของคุณทักษิณ เคยถูกเกี้ยวคาเวทีวันเกิดเมืองโคราชด้วยซ้ำไป
ด้วยความที่มาเข้าพรรคไทยรักไทยแบบสิ้นลาย ด้วยความลื่นเหลือล้น และด้วยชนักบางประการ เวลานี้คงยากที่จะเป็นเซอร์ไพร์ส ได้แต่รักษาตัวอยู่ในถ้ำ
เวลาหน้าหลังมังกรเลิกซุ่ม ไม่แน่
ปาร์ตี้ลิสต์อันดับแปดอย่าง ‘นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา’ กลับเป็นที่พูดถึงโดดเด้งในระยะหลัง ในฐานะตัวเลือกที่เหมาะสมของคุณทักษิณ โดยคุณทักษิณ และเพื่อคุณทักษิณ
เป็นสายตรงวังจันทร์ส่องหล้า ไว้ใจได้ ภาพลักษณ์ดี เป็นที่ยอมรับได้ของวังต่างๆ
ติดอยู่ที่ชื่อชั้นบารมีของเจ้าตัว ไม่รู้ว่าจะคุม ส.ส. สมาชิกพรรค และผู้ใหญ่ในพรรคได้ขนาดไหน เพราะลำพังความประนีประนอม อ่อนน้อม คงไม่สามารถช่วยโต้ลมคลื่นได้ทั้งหมดด้วยตำแหน่งใหญ่โตปานนี้ ลำพังตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลในสภาชุดที่แล้ว ยังแทบกระอักเลือด โดนลองของกระทั่งจากสมาชิกพรรคไทยรักไทยด้วยกันเองก็มีให้เห็น
นี่ยังไม่ได้พูดถึงความรู้สึกของสังคมว่าจะรับกับนายกนอมินีทั้งตัวและหัวใจได้ขนาดไหน
แต่คุณสมบัติประมาณนายพงษ์เทพ ยังมีอีก อย่าลืมว่า ‘น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี’ ก็อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับสิบเก้า
หรือจะชายตามองไปยัง ส.ส.ภาพลักษณ์ทางสังคมดีที่สุดคนหนึ่งของไทยรักไทย อย่าง ‘นายจาตุรนต์ ฉายแสง’ ก็ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่สิบเจ็ด
ถึงเวลานี้คุณทักษิณอาจเริ่มรู้สึกเสียดาย ที่หากใส่ชื่อ ‘พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์’ ไว้ในปาร์ตี้ลิสต์แต่แรก คงไม่ต้องมานั่งปวดหัว หรือจะใส่ ‘นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย’ ไว้อีกคน ก็อาจจะมีตัวเลือกมาพิจารณาเพิ่มมากขึ้น
แต่ภายในพรรคไทยรักไทยเขาแซวกันสนุกว่า จริงๆ ถ้ารัฐบาลนี้อยู่ชั่วคราว จะยุบสภาหลังปฏิรูปการเมืองแล้วเสร็จ ก็ยกตำแหน่งหัวเรือใหญ่ในการปฏิรูปการเมืองให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง ไปเลยจะเป็นไร
จะได้ ‘เตะถ่วง’ ยืดอายุรัฐบาลได้อีกนานหน่อย ไม่ใช่เพราะท่านตั้งใจหวงอำนาจ แต่มันเป็นสไตล์การทำงานเฉพาะตัว ที่แม้มากหลักการ รับฟังความเห็น ทำงานกับประชาสังคมได้ ประนีประนอม แต่ยืดเยื้อ ไม่ตัดสินใจ ไม่ฟันธง เชื่องช้า ไม่ทันใจไวไวควิกอย่างท่านอดีตผู้นำ
ไม่รู้ว่าปีหนึ่งจะได้เลือกตั้งกันใหม่หรือเปล่า



