ไม่เอานายกฯพระราชทาน
ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการยุบสภา กลับกลายเป็นว่าเกิดเงื่อนตายขึ้นใหม่ที่น่าจะเป็นเงื่อนที่แก้ได้ยากกว่าเดิม เนื่องจากพรรคร่วมฝ่ายค้านตกลงร่วมกันคว่ำบาตรการเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายนนี้ด้วยการไม่ส่งผู้สมัคร ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยันชุมนุมต่อไปแบบไม่ชนะ ไม่เลิก โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้ทักษิณลาออกสถานเดียว แต่เราก็ไม่พบคำตอบว่าถ้าทักษิณลาออกตอนนี้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป การเลือกตั้งจะดำเนินต่อไปหรือไม่ เมื่อฝ่ายค้านไม่ส่งผู้สมัครลงแล้วจะทำเช่นไร
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนหนึ่งเริ่มหันไปหาแนวทางแบบ “ไทยๆ” ด้วยการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ดังเห็นได้จากแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯฉบับที่สอง บทความของคุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล การปราศรัยของแกนนำบางคนเมื่อวันที่ ๒๖ ก.พ. ข้อเสนอของ ส.ว.กลุ่มหนึ่ง ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอของ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ข้อเสนอของคณาจารย์นิด้า ตลอดจนข้อเสนอของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เสนอแนวทางดังกล่าวเห็นว่าถึงคราวจำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อเป็น “คนกลาง” ในการปฏิรูปการเมืองรอบสอง (นายกรัฐมนตรีพระราชทานอาจจะเป็น “คนกลาง” ในความหมายที่ว่าไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ แต่ในความหมายอย่างกว้างแล้ว ก็ไม่แน่เสมอไปที่นายกรัฐมนตรีพระราชทานจะเป็น “คนกลาง” จริงๆ) แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส. จึงเกิดความคิดที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานผ่านทางช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ ซึ่งบัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
คนกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง ไม่มีทางออกตามรัฐธรรมนูญจึงควรใช้ช่องทางตามมาตรา ๗ ที่เปิดช่องให้นำประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ได้ โดยพิจารณาจากเหตุการณ์ในอดีตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ลงมาแก้วิกฤต ๑๔ ตุลาและพฤษภาทมิฬ
ต่อการใช้ช่องทางตามมาตรา ๗ นี้ มีข้อควรพิจารณา ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืออะไร? เมื่อเกิดช่องว่างทางกฎหมายขึ้น ก็ต้องพิจารณาว่าอย่างไรจึงเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่จะนำมาบังคับใช้ได้ สิ่งใดจะถือเป็นประเพณีได้ต้องมีลักษณะสองประการ ประการแรก เป็นเรื่องที่เคยประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาทั้งๆที่กฎหมายมิได้บังคับ และประการที่สอง มีผลผูกพันให้องค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม
ตัวอย่างรูปธรรมของประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบกฎหมายไทย ก็เช่น กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบในร่างกฎหมายใด หรือไม่พระราชทานร่างกฎหมายใดคืนมาภายใน ๙๐ วัน รัฐสภาจะไม่นำร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาเพื่อยืนยันใหม่ แต่กลับให้ร่างกฎหมายนั้นตกไปทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๔ อนุญาตให้รัฐสภามีอำนาจยืนยันร่างกฎหมายกลับไปใหม่ได้ หรือ กรณีที่ร่างกฎหมายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีเสนอ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คณะรัฐมนตรีจะลาออกหรือยุบสภา เป็นต้น
ศาลรัฐธรรมนูญเคยนำประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ในคำวินิจฉัยที่ ๖/๒๕๔๓ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้อ้างมาตรา ๗ โดยตรงแต่จากคำวินิจฉัยก็พออนุมานได้ว่าเป็นการนำประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ คดีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ บัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง... เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ... ประกอบกับที่ผ่านมาพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส และพระราชธิดา ไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง หากกำหนดให้พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ทรงมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งย่อมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันกับหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ บทบัญญัติในมาตรา ๖๘ จึงไม่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ”
พิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว การร้องขอให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานจะมีศักดิ์ถึงขนาดเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้วหรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่
สมควรกล่าวด้วยว่า เดิมบทบัญญัติในทำนองเดียวกันกับมาตรา ๗ นี้ปรากฏฉพาะในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งเป็นผลผลิตจากรัฐประหาร เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ ในมาตรา ๒๐ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๑๕ ในมาตรา ๒๒ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๒๐ ในมาตรา ๓๐ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๓๔ ในมาตรา ๓๐ ซึ่งบัญญัติเหมือนกันว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย”
เหตุที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวต้องกำหนดบทบัญญัติในลักษณะดังกล่าว ก็เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีเนื้อหาสั้นเพียงไม่กี่มาตรา ผู้ร่างจึงเกรงว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะไม่ครอบคลุมทุกกรณี จำเป็นต้องมีบทบัญญัติในมาตราหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการอุดช่องว่างทางกฎหมาย
จึงนับเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นผลผลิตจากการรัฐประหารได้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใส่ไว้ นอกจากนี้ยังใช้ถ้อยคำแตกต่างไปจากเดิมด้วย กล่าวคือ ใช้ถ้อยคำว่า “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย ใช้ถ้อยคำเพียงว่า “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” โดยปราศจากถ้อยคำ “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่อท้าย
ประเด็นที่สอง จะใช้มาตรา ๗ ได้เมื่อไร? ด้วยเหตุที่ว่าผู้ร่างกฎหมายไม่อาจเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมไปทุกกรณี จึงอาจมีกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ปรับใช้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย จำเป็นต้องมีบทบัญญัติที่เปิดช่องให้ใช้กฎเกณฑ์อื่นมาอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้น บทบัญญัติในมาตรา ๗ นี้จึงมีเพื่อเป็นเครื่องมือในการอุดช่องว่างทางกฎหมาย เช่นเดียวกันกับทางกฎหมายแพ่ง เราก็พบบทบัญญัติลักษณะดังกล่าวใน ป.พ.พ. มาตรา ๔ วรรคสองซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”
ประตูของมาตรา ๗ จะเปิดออกก็ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เสียก่อน แล้วจึงนำประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยิบยกประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ได้ในทุกโอกาส หากยังมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ปรับใช้ได้ ก็ต้องปรับใช้ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น
กล่าวให้ถึงที่สุด มาตรา ๗ ไม่ใช่บทบัญญัติที่นำมาใช้ได้โดยทั่วไป หากเป็นบทบัญญัติที่เป็นเครื่องมือในการใช้และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญและอุดช่องว่างทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น การอ้างมาตรา ๗ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ดี หรือเพื่องดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อประโยชน์หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็ดี ย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในขณะนี้ หลังจากยุบสภาแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปแต่ยังคงต้องรักษาการไปก่อนจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีใหม่ เมื่อกระบวนการยังคงดำเนินไปได้ตามที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนด นั่นก็หมายความว่ายังไม่ถือว่า “ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด” จึงไม่อาจ “วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
อย่างไรก็ตาม มีผู้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ถึงทางตัน เพราะถ้านายกรัฐมนตรีรักษาการลาออกก็จะเกิดสุญญากาศ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีมาตราใดกำหนดให้นายกรัฐมนตรีรักษาการที่ลาออกต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ จึงเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ มาใช้ ข้อเสนอดังกล่าวนับเป็นความพยายามอย่างสุดแรงกล้าเพื่อหาช่องว่างทั้งๆที่ในความเป็นจริงยังไม่มีช่องว่างและยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๕ (๒) กำหนดให้รัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะเมื่อมีการยุบสภา และวรรคสองบังคับให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาการ อีกนัยหนึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนพ้นจากตำแหน่งไปแล้วนับแต่ยุบสภา ณ วันนี้ จึงไม่มีตำแหน่งให้พ้นอีก แต่ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่เพราะรัฐธรรมนูญบังคับให้รักษาการไว้จนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีตำแหน่งใดให้นายกรัฐมนตรีลาออก ที่เรียกร้องให้ทักษิณลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความจริงแล้วเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีมากกว่า และหากทักษิณไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนตามหลักกฏหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา ๔๑ ที่ว่า “ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน”
หากผู้เสนอแนวทางดังกล่าวโต้แย้งต่อไปว่าหลักกฏหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ผมว่านั้น ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเลย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าต้องให้เป็นไปตามกฏหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ต่อข้อโต้แย้งนี้ หากเห็นกันว่าไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาใช้ในกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีทำให้ต้องนำประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้นั้น ผมก็ยังคงเห็นว่าอย่างน้อยหลักเรื่องการรักษาราชการแทนในการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความต่อเนื่องของการบริหารราชการแผ่นดินน่าจะมีลักษณะเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากกว่าการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน
อาจกล่าวได้ว่าโดยตัวของมันเองแล้วกระบวนการตามมาตรา ๗ เป็นวิธีการตามกรอบที่รัฐธรรมนูญให้กระทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด หากแต่กระบวนการพยายามหาทางให้เกิดกรณี “ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” เพื่อนำ “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาใช้ตามมาตรา ๗ ต่างหากที่เป็นวิธีการนอกกรอบรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ระบอบการปกครอง นายกรัฐมนตรีพระราชทานเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย หากความทรงจำไม่สั้นเกินไปนัก เราคงไม่ลืมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ไม่ต้องการให้ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นกัน หากความทรงจำยาวไปอีกนิด เราคงไม่ลืมเหตุการณ์ร้องขอให้พล.อ.เปรม ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๑ ทั้งสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้ง เราไม่ปรารถนาให้ประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบครึ่งใบอีกต่อไป ไฉน ณ วันนี้กลับมีเสียกเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากการพระราชทาน
การย้อนกลับไปสู่ “นายกฯพระราชทาน” เป็นการปลูกฝังนิสัยมักง่ายในระบอบประชาธิปไตย วันข้างหน้าหากเราประสบปัญหาทางการเมืองหรือไม่พอใจผู้ปกครองคนใด เราก็จะไม่แก้ปัญหาตามกฎหมายด้วยตนเอง หากเคยชินต่อการใช้สูตรสำเร็จอย่างนายกรัฐมนตรีพระราชทาน กรณีเรียกร้องเอานายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อต้องการโค่นทักษิณ ไม่แน่ใจว่าเป็นการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการหรือเป็นความไร้เดียงสาของผู้เรียกร้องกันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ต้องการเด็ดหัวทักษิณ เราถึงขนาดยอมทำลายระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งเห็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯบางคนเชิดชูแนวทางนี้ เช่นนี้แล้วจะเรียกตนเองว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ “ประชาธิปไตย” ได้อีกหรือ ในเมื่อสิ่งที่มาแทนที่ทักษิณก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยกว่ากันเท่าไร หนำซ้ำอาจจะแย่กว่าด้วย เพราะอย่างหยาบที่สุดทักษิณก็มาจากการเลือกตั้ง แน่ละ ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การหย่อนบัตรเลือกตั้ง และการได้รับเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าจะอ้างเสียงของประชาชนไปประพฤติมิชอบได้ แต่ในระบอบประชาธิปไตย เราก็ไม่อาจปฏิเสธการเลือกตั้งได้
เมื่อแนวทางของกลุ่มต่อต้านทักษิณเป็นเช่นว่า ความยอกย้อนทางประวัติศาสตร์จึงปรากฏขึ้นให้เห็น ดังเช่น ณ พ.ศ.นี้ เรามีโอกาสได้ยินเพลงคนกับควาย เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ เพลงแองแตร์นาซิยงนาล บนเวทีที่จะเอานายกรัฐมนตรีพระราชทาน
ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หนทางเดียวที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีพระราชทานได้ คือ ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๐๑ ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เสียก่อน ตราบใดที่มาตรานี้ยังใช้บังคับ นายกรัฐมนตรีก็มาจากคนนอกไม่ได้ หากต้องการยกเลิกหรือแก้ไขมาตราดังกล่าว ก็ต้องทำโดยรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักเกณฑ์และกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อยู่แล้ว ดังนั้น ข้อเสนอของศ.ดร.ชัยอนันต์ที่ให้ถวายฎีกาเพื่อของดใช้รัฐธรรมนูญ หรือข้อเสนอให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานโดยผ่านทางมาตรา ๗ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการหาวิธีฉีกรัฐธรรมนูญอย่างแยบยลโดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญจริงๆนั่นเอง
ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายที่ดีต้องเกิดจากวิธีการที่ดี การโค่นระบอบสามานย์ ทุนสามานย์ ต้องไม่ใช้วิธีการที่สามานย์ รัฐประหารก็ดี การฉีกรัฐธรรมนูญก็ดี การงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราก็ดี การใช้สีข้างเข้าถูด้วยมาตรา ๗ ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการเอาวิธีสีเทาไปปราบคนสีเทา
แล้วเพื่อโค่นคนคนเดียว เราถึงขนาดยอมถอยหลังเข้าคลองเลยหรือ?



