Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ด้วยเหตุด้วยผล
อติรุจ ตันบุญเจริญ


ปืนครกกับนกกระจิบ

คุณเคยรำคาญบรรดานกกระจิบกระจอก นกพิราบที่มารวมฝูงชุมนุมเรียกร้องกันหน้าบ้านคุณหรือไม่ครับ?

ถ้าอยากจะไล่พวกบรรดาวิหคเหล่านี้ไป คุณจะทำอย่างไรครับ? ก้อนหินเขวี้ยง หนังสติ๊กยิง ปาระเบิดใส่ หรือ ลากปืนครกมายิง

คำถามเหล่านี้วิ่งวนในหัวผม หลังจากที่บังเอิญนิ้วชี้มือขวาได้ทิ่มลงไปบนปุ่มเลขสี่บนเครื่องควบคุมการเปลี่ยนแปลงช่องการรับสัญญาณโทรทัศน์ระยะไกลในเวลาเกือบๆเที่ยงคืนของคืนวานก่อน

ภาพของพ่อแว่นหน้าอูม เจ้าของฉายา “ป๋าเสี้ยม” กำลังทำการ “เสี้ยม” อุ้ย...กำลังซักหนูเยาวชนจำนวนสี่ห้านายนาง (สาว) บนโต๊ะกลม และอีกจำนวนนับสิบบริเวณฟลอร์ ก็ปรากฏตรงหน้า เพ่งตาไปมา ปรับจูนหูไปมาก็รับรู้ว่ามันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน เมื่อบังเอิญพ่อหนูแม่หนูเยาวชนกลุ่มนี้ได้เดิน “แจก” ใบปลิว ที่มีเนื้อหารณรงค์ให้ประชาชนที่มีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายนนี้ อย่าลืมออกไปใช้สิทธิใช้เสียงกัน

เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เกิดเป็นเรื่องเมื่อผู้อำนวยการเขต (นายอำเภอนั่นแหล่ะ) คลองเตยเจ้าของพื้นที่ที่พ่อหนู่แม่หนูเหล่านี้กำลังทำกิจกรรมอยู่ ได้ใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง กล่าวหาว่ากลุ่มเยาวชนเหล่านี้ได้กระทำการอันถือเป็นความผิดตาม “พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕”

เรื่องลุกลามใหญ่โตบานปลายเข้าไปอีกเมื่อ ผู้อำนวยการเขต แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับเยาวชนกลุ่มดังกล่าว และมีการส่งตัวเยาวชนเหล่านั้นไปคุมตัวในสถานพินิจทั้งหลาย ตามที่กฎหมายกำหนด

เป็นไปได้...เพียงแค่แจกใบปลิวก็สามารถผลักเยาวชนเข้าไปทัศนศึกษาในสถานพินิจได้ เมื่อผมได้รับรู้ข่าวสารมาเช่นนี้ก็ทำให้กระอักกระอ่วนใจชอบกล ทนไม่ไหวต้องละมือจากงานที่ทำตรงหน้าแล้วขอเปิดกฎหมายต้นตอของปัญหาฉบับนั้นเสียหน่อย

เมื่ออ่านจบฉบับแล้ว ก็พอจะได้อะไรติดหัวติดใจออกมาพอสมควร ไล่กันตามนี้เลยครับ

“แจก” หรือ “ปิด” “ทิ้ง” “โปรย”

เข้าใจว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ผู้อำนวยการเขต หรือพนักงานสอบสวนงัดเอามาใช้กับกลุ่มเยาวชนรักประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้งนั้น คงจะอยู่ในมาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เอาเป็นว่าคัดมาให้อ่านกันครับ

มาตรา ๑๐ การโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรยแผ่นประกาศหรือใบปลิวในที่สาธารณะ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุญาตด้วย”

โดยการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว มีโทษสถานเดียวครับ คือปรับ เป็นเงินไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท โดยไม่มีโทษจำคุกด้วยแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญาหรือกฎหมายมหาชน ลองหากจะบังคับจำกัดสิทธิไม่ให้เอกชน หรือประชาชีตาดำๆ กระทำการใดๆล่ะก็ รัฐต้องทำงานหนักหน่อยครับ คือ ต้องบัญญัติห้ามการกระทำนั้นอย่างชัดแจ้ง ชัดเจน อะไรที่ไม่ห้ามพ่อเจ้าประคุณย่อมทำได้หมดโดยไม่มีความผิด ตามมาตราข้างต้น การกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายก็คือ “การโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรย” จะเห็นได้ว่าหากเป็นการ “แจก” นั้น ย่อมไม่เป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัตินี้แต่อย่างใด

ประเด็นตามข่าวที่ถกเถียงกันอยู่ระหว่างผู้อำนวยการเขต กับกลุ่มเยาวชนก็คือ “เด็กโฆษณาใบปลิวหรือเอกสารดังกล่าวด้วยวิธีการใด แจก หรือ ปิด” ฝ่ายผู้อำนวยการเขตก็อ้างว่าเด็กน่ะ “ปิด (โดยไม่ได้รับอนุญาต)” ส่วน เด็กก็บอกว่าพวกตนน่ะ “แจก” ถึงมือเลย ไม่ได้ปิด (โว้ย) งานนี้จึงต้องมีการ “พิสูจน์” ความจริงกันเกิดขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว “เลือก” ที่จะใช้ “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ในการพิสูจน์ความจริงดังกล่าว

แม้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวพยายามที่จะให้อำนาจเจ้าพนักงานทำการเปรียบเทียบปรับ หรือไกล่เกลี่ย รวมถึงมาตรการทางปกครองอื่นๆ เพื่อกันมิให้เรื่องราวลุกลามขนาดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ตาม แต่อย่างน้อยหากจะพิจารณาจากเรื่องปืนครกกับนกกระจิบของเราแล้ว ดูเหมือนมาตรการเหล่านี้จะไร้ผล

ปัญหาดังกล่าวคงไม่เกิดหากฝ่ายเยาวชนยอมรับว่าตนได้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ยอมรับไปว่ากลุ่มของตนเองนั้นโฆษณาเอกสารด้วยการ “ปิด โปรย หรือทิ้ง” ซึ่งถ้าฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา “ยอมรับ” อะไรๆมันก็ง่าย เพราะแค่กลุ่มเยาวชนได้ยุติการกระทำดังกล่าวตามคำตักเตือนของผู้อำนวยการเขต หรือได้ดำเนินการลบ ล้าง ทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลอันเกิดจากการ “ปิด ทิ้ง หรือโปรย” เอกสารของตน ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเสีย เรื่องก็จะจบลง เพราะกฎหมายบัญญัติให้คดีเป็นอันระงับหากผู้กระทำผิดได้ดำเนินการดังกล่าว หรือจะเลือกเอาวิธีการ “เปรียบเทียบปรับ” ก็ได้ โดยถ้ากลุ่มเยาวชนได้เสียค่าปรับตามที่เจ้าพนักงานสั่งปรับ คดีอาญาก็เป็นอันระงับเช่นกัน (เห็นตามข่าวเจ้าพนักงานจะเรียกสองร้อยบาท)

แต่อย่างที่บอกครับ จะให้ลบล้าง ทำความสะอาด หรือจะเปรียบเทียบปรับได้ ต้องปรากฏว่า “ผู้กระทำผิด” ยอมรับ และยินยอมที่จะกระทำการดังกล่าวด้วย ในเมื่อกลุ่มเยาวชนยืนกรานมาตลอดว่าสิ่งที่พวกตนทำนั้นไม่ผิดกฎหมายเพราะตน “แจก” ถึงมือผู้รับกันเลย ไม่ได้ “ปิด ทิ้ง หรือโปรย” ตามที่เจ้าพนักงานกล่าวหา เช่นนี้กระบวนการที่จะให้คดีอาญาระงับไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจจึงไม่เกิดขึ้น

เมื่อสองฝ่ายพูดคนละอย่าง จึงจำเป็นต้องมีการ “พิสูจน์” ความจริงกัน และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น กฎหมายฉบับนี้เลือกกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาใช้พิสูจน์ความจริง

มาดูต้นทุนที่ต้องใช้จ่ายในกระบวนการพิสูจน์ความจริงกันหน่อยครับ

เหมือนกับการบรรจุกระสุนปืนครกเพื่อยิงไล่นกกระจิบ เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกส่งถึงมือพนักงานสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนและดำเนินคดีอาญาแก่เยาวชนกลุ่มนั้น และบังเอิญหลายคนอายุยังไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์ ซึ่งยังถือว่าเป็น “เยาวชน”

ตามกฎหมายแล้วหากเยาวชนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญานั้น ต้องขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งต้องดำเนินกระบวนการสอบสวนและกระบวนการพิจารณาตามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๘) นั่นก็คือ

พนักงานสอบสวนต้องออกหมายเรียกให้เยาวชนมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อทำการสอบสวน หากเยาวชนเหล่านั้นไม่มาตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการออกหมายจับต่อไป (นึกภาพพนักงานสอบสวนพิมพ์หมายจับเยาวชนข้อหา “ปิด ทิ้ง หรือโปรยประกาศ หรือเอกสารทำให้บ้านเมืองสกปรก” ดูครับ)

จากนั้นเมื่อได้ตัวเยาวชนมาแล้ว (ไม่ว่าจะมาโดยหมายเรียกหรือจับมาตามหมายจับ) ขั้นตอนต่อไปคือการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนต้องสอบปากคำเยาวชนเหล่านั้นให้เสร็จภายใน ๒๔ ชั่วโมง จากนั้นก็ต้องส่งตัวให้อยู่ในความควบคุมของ “สถานพินิจ” ส่วนจะให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นกับผู้อำนวยการสถานพินิจล่ะครับ ระหว่างนั้นก็จะมีการทำสำนวนเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเยาวชนผู้นั้นต่อไป

โดยการสอบสวนเยาวชนนั้นก็ต้องปฏิบัติตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้เกี่ยวกับการสอบสวนเด็กหรือเยาวชนด้วย ก็คือ ต้องจัดสถานที่ที่เหมาะสมในการถามปากคำ โดยต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมด้วย!!

จากนั้นก็จะมีการสรุปสำนวนส่งให้อัยการเพื่อสั่งฟ้องต่อไป หากอัยการสั่งฟ้องก็ต้องฟ้อง ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนในคดีที่เยาวชนถูกฟ้องคดีอาญาก็จะมีความแตกต่างกับกรณีผู้ใหญ่กระทำผิด ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย เอาเป็นว่าเลยไปถึงขั้นตอนของการพิพากษาเลยแล้วกันครับ โดยหากศาลเห็นว่าเยาวชนกระทำผิดจริงตามฟ้อง ศาลก็จะต้องกำหนดโทษปรับตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดดังกล่าว นั่นคือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท แล้วถ้าเยาวชนไม่มีเงินเสียค่าปรับจะทำอย่างไร? หากเป็นกรณีผู้ใหญ่อันนี้ก็อาจจะใช้วิธีการ “กักขังแทนค่าปรับ” (day fine) ได้ แต่ในกรณีของเยาวชนนั้น กฎหมายห้าม “กักขังแทนค่าปรับ” แต่ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานพินิจ สถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกิน ๑ ปี (ไม่แน่ใจว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ฮาๆ)

เห็นกระบวนการทั้งหมดแล้วรู้สึกอย่างไรกันครับ เหมาะสม สอดคล้อง คุ้มค่ากับ “การรักษาความสะอาดและความเรียบร้อยของบ้านเมือง” หรือเปล่าครับ

แท้จริงแล้วหากลองพิจารณา “ขนาด” ของพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นไม่น่าถึงจะต้องยกเอากระบวนการยุติธรรมทางอาญาอันถือเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ในการพิสูจน์ความจริง มาปรับใช้กับพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ผมมองแล้วเหมือนเป็นการเอา “ปืนครก” มายิงไล่บรรดา “นกกระจิบ” ทั้งๆที่จริงแล้ว ใช้หนังสติ๊กก็น่าจะเพียงพอกับการแค่เพียง “ไล่” ไม่ใช่ “ฆ่า” แม้อยากจะฆ่า การใช้ปืนครกมันก็ออกจะเกินสัดส่วนไปสักหน่อย

และหากเราจะลองพิจารณาในแง่ของเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าวแล้วจะพบว่า มันควรจะจัดอยู่ในประเภทของ “คดีปกครอง” มากกว่า “คดีอาญา” อย่างที่มันเป็นอยู่

ซึ่งก็เป็นปัญหาทำนองเดียวกันกับความผิดในภาค “ลหุโทษ” บางฐานที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบัน ที่มีลักษณะเป็นความผิดที่เรียกว่า “ความผิดเด็ดขาด” หรือ Strict Liability อธิบายได้ดังนี้ครับ ปกติความผิดอาญานั้นจะต้องมีองค์ประกอบสองส่วนรวมกัน คือ ส่วนที่อยู่ภายนอกตัวผู้กระทำ และส่วนที่อยู่ภายในตัวผู้กระทำ

ส่วนที่อยู่ภายนอกตัวผู้กระทำ ก็ได้แก่ สิ่งที่กระทำและก่อให้เกิดผลเป็นความเสียหาย เป็นผลร้ายตามที่กฎหมายกำหนดห้ามนั่นแหล่ะครับ

สำหรับส่วนที่อยู่ภายในตัวผู้กระทำคือ สิ่งที่ควบคุม “จิตใจ” ของผู้กระทำใน “ขณะกระทำ” ที่เราได้ยินกันเจนหูก็คือ “เจตนา” และ “ประมาท” นั่นเองครับ

แต่ความผิดที่เรียกว่า “ความผิดเด็ดขาด” นั้น สนแต่สวนที่อยู่ภายนอกตัวผู้กระทำเท่านั้น นั่นหมายถึง เมื่อมีการกระทำอันส่งผลเป็นความเสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ถือว่าต้องรับโทษอันเกิดจากการกระทำนั้น โดยไม่ต้องแก้ตัวว่า “อุ้ย ดิฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ” ให้เสียเวลา (ตัวอย่างของความผิดเหล่านี้ที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบันก็เช่น การส่งเสียง หรือทำให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน หรือการทำให้รางระบายน้ำโสโครก รวมไปถึงการทิ้งซากสัตว์ซึ่งอาจเน่าเหม็นในที่สาธารณะ)

บรรดาความผิดเหล่านี้แม้โทษจะเล็กน้อย แต่ขออภัยครับ ถือเป็นความผิด “อาญาแผ่นดิน” ที่ยอมความกันไม่ได้นะครับ ถ้าการเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีอาญาไม่เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนฟ้องร้องกันต่อไปล่ะครับ

ความผิดเด็ดขาดเหล่านี้เองครับ ที่ผมมองว่าโดยเนื้อหานั้นมันควรเป็นเรื่องทาง “ปกครอง” มากกว่าที่จะเป็นเรื่องทาง “อาญา” (อาชญากรรม) เช่นเดียวกันกับความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ ที่เราพิจารณากันอยู่ และควรจะต้องทำการศึกษาเพื่อแยกเอาความผิดเหล่านี้ออกไปจากประมวลกฎหมายอาญาได้แล้วครับ

นอกจากนั้นหากเราลองใช้กระบวนการทางปกครองมาจัดการกับเรื่องดังกล่าว (ทั้งกรณีพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ และความผิดเด็ดขาด) ผมเห็นว่ามันน่าจะสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาของคดีประเภทนี้มากกว่า

การให้ดุลพินิจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองได้ออกคำสั่งทางปกครอง คือ คำสั่งปรับ แก่กลุ่มเยาวชน โดยหากเยาวชนไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้กระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมายไปที่ผู้ออกคำสั่ง และศาลปกครองได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ต้องไปทัวร์โรงพักและสถานพินิจแบบที่ทำๆกันอยู่

หากจะโต้แย้งว่า ก็ในเมื่อมันมีบทบัญญัติกำหนดโทษปรับเอาไว้ ซึ่งโทษปรับถือเป็นหนึ่งในโทษอาญา ก็ย่อมทำให้มันกลายเป็นกฎหมายอาญานั้น ผมเห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวออกจะคลาดเคลื่อนไป ความจริงแล้วในทางปกครองก็มีโทษปรับได้ครับ

ถึงตรงนี้คงต้องยอมรับครับว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากความล้าสมัยของกฎหมายด้วย ไม่ใช่ลำพังแต่ผู้ใช้กฎหมาย หรือเป็นปัญหาในการใช้หรือตีความกฎหมายเหมือนในกรณีอื่นๆ การควบคุมสังคมแต่เดิมมักใช้มาตรการหรือโทษทางอาญาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก เรียกได้ว่าเป็น “ยาวิเศษ” ไม่อยากให้ประชาชนทำอะไร ก็กำหนดการกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษทางอาญาไว้เสีย แค่นี้ก็เรียบร้อย ด้วยหมายว่าจะทำให้ประชาชนกริ่งเกรงและยอมศิโรราบ โดยไม่คิดว่าการกำหนดให้การกระทำใดการกระทำหนึ่งเป็นความผิดอาญานั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น หากแต่มันเป็นลากเอากระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็น “อาวุธหนัก” ซึ่งมีไว้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงของสังคม มาจัดการกับเรื่องนั้นๆด้วย

ดังนั้นหากเนื้อหาของเรื่องดังกล่าวหาใช่เรื่องของ “อาชญากรรม” เสียแล้ว ผมไม่เห็นด้วยที่จะนำเอา “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา” มาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันกับกรณีที่หากเนื้อหาของการกระทำนั้นไม่ใช่ “อาชญากรรม” แล้ว ก็ไม่ควรกำหนด “โทษ” หรือ “มาตรการทางอาญา” มาบังคับกับการกระทำนั้นๆ

เรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีให้แก่ฝ่ายใดเลยครับ พนักงานสอบสวน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็ลำบากใจที่จะบังคับใช้กฎหมาย ด้วยเห็นว่ามันเกินเหตุไป (อาจจะต้องเว้นผู้อำนวยการเขตคลองเตยไว้สักคน) จากคำให้สัมภาษณ์ของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ก็กล่าวในทำนองว่าตั้งแต่รับราชการมากว่า ๑๖ ปี ก็เพิ่งเจอคดีแบบนี้ ผู้ถูกดำเนินคดีก็สูญเสียเวลา สูญเสียอนาคต สูญเสียเงินทอง รวมทั้งชื่อเสียง สังคมเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมไม่เชื่อว่าการใช้กฎหมายอาญา และมาตรการทางอาญาจะทำให้ประเทศนี้ “สะอาด” หรือ “เป็นระเบียบเรียบร้อย” ขึ้นได้ (จำกรณีทิ้งขยะไม่ลงถังปรับ ๒,๐๐๐ ได้ไหมครับ ผมว่าน่าจะเป็นกฎหมายฉบับเดียวกันนี้แหล่ะ)

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ

ผมคิดว่า ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองนั้นสามารถเกิดขึ้นได้…โดยไม่จำเป็นต้องเอาสิทธิเสรีภาพของประชาชน (จากการดำเนินคดีอาญา) ไปแลกมาหรอกครับ

ครกจริงๆ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter