หรือควรทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นยาทัมใจ/บวดหาย ?
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น (อาจจะโดยมิได้ตั้งใจ) นับตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือการทำให้ระบบการเลือกตั้งกลายเป็นยาแก้ปวดมหัศจรรย์ที่รักษาได้ทุกโลก
ในแง่นี้ท่านรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย คงไม่(เข้าใจ)ผิดไปเสียคนเดียว ที่พยายามจะบอกว่าการเลือกตั้งคือเสียงสวรรค์และการตัดสินใจของประชาชน
จนถูกกล่าวหาว่ารักษาการณ์นายกใช้การเลือกตั้งเป็นการ “ฟอกตัว” เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทางสังคม
ขณะที่ อีกกลุ่มหนึ่งก็มีท่าทีปฏิเสธการเลือกตั้งอย่างชัดเจน ไล่ตั้งแต่การไม่เข้าร่วมสมัครรับเลือกตั้ง หรือพยายามตีความกฏหมายในทุกด้านเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน
ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า แทนที่จะหมกมุ่นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เราอาจจะต้องเริ่มต้นจากวิธีง่ายๆ ขำๆด้วยการเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยา (หรือ อ.ย.) มาตรวจสอบการเลือกตั้งและสักหน่อย ว่าตกลงเราจะสามารถเรียกการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ ?
หรือว่าเราอาจจะต้องใช้ชื่อใหม่มาเรียกการเลือกตั้ง ?
หรือเป็นไปได้ว่าเราคาดหวังมากเกินไปกับการเลือกตั้งว่าสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ?
นึกง่ายๆว่ายาที่เคยชื่อว่า ทำใจ กับ ปวดหาย ยังต้องเปลี่ยนเป็นยาทัมใจ และยาบวดหาย เพราะคำโฆษณาของยาอาจจะมากกว่าสรรพคุณของยาไปสักหน่อย
หรือการโฆษณาสินค้าบางอย่างอาจจะต้องมีช่วงเวลา และมีเสียงเร็วๆพ่วงท้ายตอนจบ
ถ้าเป็นเช่นนี้ การรณรงค์เชิญชวนการเลือกตั้งอาจจะต้องโฆษณากันในช่วงที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับเด็ก
ไม่ใช่อาศัยความเป็นรัฐคิดจะขอความร่วมมือ จะโฆษณา แทรกมาตอนไหนในชีวิตและจินตนาการของผู้คนเมื่อไหร่ก็ได้
พูดมาถึงตรงนี้ เรื่องที่ดูจริงจังเอาเป็นเอาตายกลับกลายเป็น เรื่องตลกร้ายไปซะแล้ว
จะไม่ให้ตลกร้ายได้อย่างไร ในเมื่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้งออกแคมเปญคำขวัญใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการเลือกในครั้งนี้สองประการ
1. เลือกตั้งเป็นหน้าที่ เลือกคนดีบริหารบ้านเมือง (ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์)
2. ชนะ หรือ แพ้ ไม่สำคัญเท่าคนไทยสามัคคีกัน (ภาพยนตร์โฆษณาในเว็บไซด์ของ กกต. ชุด คนดีของแผ่นดิน: http://www.ect.go.th/)
คำถามที่น่าสนใจก็คือ
1. การเลือกตั้งสามารถเลือกคนดีเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้หรือ? และ
2. การเลือกตั้งทำให้เกิดความสามัคคีกันได้อย่างไร?
ที่สำคัญ การดำรงอยู่และอำนาจหน้าที่ของกกต. ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของ กกต.เองนั้นไม่ได้มีระบุไว้สักนิดเลยว่า กกต.สามารถระบุได้ว่าการเลือกตั้งจะต้องเลือกคนดีเข้าสภา หรือการเลือกตั้งจะต้องนำไปสู่ความสามัคคีกัน
ดังนั้นถ้าตีความตามตัวบทกฏหมายที่กำกับการดำรงอยู่ของ กกต. เอง กกต. อาจทำได้แค่การออกแคมเปญว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ดังนั้นต้องไปเลือกตั้ง และห้ามทุจริตการเลือกตั้งเท่านั้น
เพราะ “เนื้อหา” ของการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ กกต. จะสามารถเข้ามาก้าวก่ายได้
และควรเป็นพลังทางสังคมอันหลากหลายฝ่ายเสียมากกว่า ที่จะเข้ามาแข่งขันกันในการกำหนดเนื้อหา ความหมาย และความสำคัญของการเลือกตั้ง
อาทิ การเลือกตั้งหมายถึงการเลือกผู้ที่มีความสามารถในการการบริหาร การเลือกตั้งหมายถึงการเลือกคนดีมีคุณธรรม การเลือกตั้งหมายถึงการเลือกคนที่จงรักภักดี
หรือการเลือกตั้งหมายถึงการออกไปประกาศตัวตนของเราในฐานะพลเมือง ว่าฉันเป็นผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ฉันอาจไม่ประสงค์จะลงคะแนนให้กับพรรคและผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง
การเลือกตั้งนั้นจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ใช่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้นกกต.เอง นอกเหนือจากจะทุ่มเทให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมแล้ว หน้าที่ที่ท้าทายของ กกต. ก็คือการทำให้การเลือกตั้งมีความเปิดกว้าง และหลากหลาย โดยไม่ตั้งตัวเองเป็นผู้ผูกขาดคำจำกัดความของการเลือกตั้งและประชาธิปไตยเสียเอง
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันพุธที่ 22 มีนาคม 2549 หน้า 4



