แบบฝึกหัดตีความ Protagoras
ขอติด “ดู แหยม ยโสธร ตอนสาม” ไว้ก่อน เพราะผมไม่มีเวลาเขียนคอลัมน์ Exit ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ ครับ ! เลยขออนุญาตนำส่วนหนึ่งของเอกสารที่ใช้สอนหนังสือมานำเสนอให้แฟน openonline ได้อ่านและลองทำแบบฝึกหัดเล่นๆ ถือว่าเป็นการฝึกการตีความ (hermeneutic practice) ก็แล้วกันนะครับ ลองตอบมา และผมจะอ่านครับ ! ขอบคุณล่วงหน้า
ไชยันต์ ไชยพร
๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙
Plato’s Protagoras 320d-323c
“ในกาลครั้งหนึ่ง ที่ยังมีแต่บรรดาเทพเจ้า แต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตต่างๆ เมื่อถึงเวลาอันสมควรที่สัตว์โลกจะถูกสร้างขึ้น บรรดาเทพเจ้าทั้งหลายก็ได้ปั้นแบบต่างๆขึ้นไว้ในโลก โดยผสมผสานเอา ดิน ไฟ และสรรพสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เป็นส่วนประกอบของดินและไฟ และเมื่อถึงเวลาที่เทพเจ้าจะเนรมิตให้สัตว์โลกเหล่านี้อุบัติขึ้น เทพเจ้าได้มอบหมายให้เทพโปรเมธีอุสและเทพอิพิเมธีอุสเป็นผู้ดูแลจัดการในเรื่องคุณสมบัติความสามารถต่างๆที่สัตว์ทั้งหลายจะพึงมี
เทพอิพิเมธีอุสกล่าวกับเทพโปรเมธีอุสว่า เขาจะเป็นผู้จัดการในเรื่องดังกล่าวเอง “และเมื่อข้าพเจ้าจัดการเสร็จแล้ว ขอให้ท่านเป็นผู้ตรวจสอบ” หลังจากที่สามารถหว่านล้อมที่จะขอเป็นผู้จัดการในเรื่องดังกล่าวเพียงแต่ผู้เดียวแล้ว เทพอิพิเมธีอุสก็เริ่มดำเนินการจัดการเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆของสัตว์ทั้งหลาย
เขาได้ให้พละกำลังกับสัตว์บางชนิด บางชนิดมีมาก บางชนิดมีน้อย แต่ที่มีมาก เขาก็ไม่ได้ให้มันมีความคล่องตัว ส่วนที่มีน้อย เขาจะให้มีความคล่องตัวมากกว่า บางชนิดเขาให้มีอาวุธประจำกาย ส่วนที่ไม่มี เขาก็ให้มันมีความสามารถอื่นๆที่แตกต่างไปในการปกป้องรักษาชีวิตตัวเอง สำหรับสัตว์ที่เขาให้มีขนาดเล็ก เขาก็ให้มันมีปีกที่จะใช้บินหนีได้ หรือให้อยู่ใต้ดินได้ ส่วนสัตว์ที่มีขนาดใหญ่โต เขาก็ให้ความใหญ่โตของมันเป็นสิ่งที่จะปกป้องรักษาชีวิตตัวมันเอง
เขาจัดการให้สัตว์ทั้งหลายมีคุณสมบัติต่างๆหลากหลายตามหลักการแห่งการชดเชยและการสมดุลและการได้เปรียบเสียเปรียบในคุณสมบัติที่แต่ละชนิดมี ในการจัดการกำหนดคุณสมบัติของสัตว์ทั้งหลายนี้ อิพิเมธีอุสตระหนักว่า จะต้องไม่มีสัตว์ชนิดไหนสูญพันธุ์ไปได้ นอกจากเขาได้กำหนดให้สัตว์ต่างๆมีคุณสมบัติที่จะไม่ก่อให้เกิดการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งกันและกันได้แล้ว เขายังกำหนดให้สัตว์ทั้งหลายมีคุณสมบัติที่จะสามารถอยู่รอดในฤดูกาลต่างๆที่สวรรค์ได้กำหนดไว้ในโลกด้วย เขากำหนดให้สัตว์ที่มีขนหนาและหนังที่แข็งแรงสามารถที่จะรับมือกับความหนาวเย็นในฤดูหนาวและคุ้มกันความร้อนในหน้าร้อน สำหรับการหลับนอน สัตว์เหล่านี้ก็สามารถใช้อวัยวะที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันเป็นเครื่องช่วย เช่น ขนหรือหนังของมัน และเขายังกำหนดให้สัตว์เหล่านี้สามารถหาอาหารที่เหมาะสมกับตัวมันได้ บางชนิดกินดิน บางชนิดกินผลไม้หรือพืชผัก บางชนิดกินราก บางชนิดกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร สัตว์บางชนิดเขากำหนดให้มีการแพร่พันธุ์ได้ไม่รวดเร็วนัก แต่บางชนิดที่เป็นอาหารของสัตว์อื่นก็สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วและเป็นจำนวนมากเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ของมัน
แต่เทพอิพิเมธีอุสไม่ได้ฉลาดถี่ถ้วนอย่างที่เขาควรจะเป็น เพราะเขาได้ใช้คุณสมบัติต่างๆที่มีอยู่ในอำนาจของเขาไปกับสัตว์ป่าจนหมดเกลี้ยง ในขณะที่เขายังไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของสัตว์พันธุ์มนุษย์เลย และเขาก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในพลังอำนาจของเขาอีกแล้ว ในขณะที่เขากำลังมึนครุ่นคิดอยู่ เทพโปรเมธีอุสก็มาถึงเพื่อที่จะตรวจสอบผลงานของอิพิเมธีอุสตามที่ตกลงกันไว้ และก็ได้พบว่า ในขณะที่สัตว์อื่นๆมีคุณสมบัติต่างๆเพียบพร้อม และเหมาะสมดีแล้ว แต่มนุษย์กลับยังคงเปล่าเปลือยปราศจากเท้าที่แข็งแรงอย่างสัตว์อื่น ไม่มีที่ที่จะนอน ไม่มีอาวุธประจำกาย ขณะเดียวกัน ก็เวลาก็ใกล้จะครบตามที่กำหนดไว้ว่า มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจะต้องเปิดตัวพร้อมกันในโลก ดังนั้น ด้วยความสับสนที่ไม่รู้ว่าจะให้มนุษย์มีคุณสมบัติอะไรดีในการดำรงชีวิตเผ่าพันธุ์ของตน เทพโปรเมธีอุสจึงตัดสินใจไปขโมย “ปัญญาในศิลปะต่างๆ” และ “ไฟ” จากเทพเฮฟาอีสตุสและเทพีอเธนามาให้มนุษย์ ที่ต้องขโมยไฟมา ก็ด้วยเหตุที่ว่า ถ้าปราศจากซึ่งไฟแล้ว ปัญญาในศิลปะต่างๆก็ไม่สามารถจะมีหรือใช้ประโยชน์ได้
และแล้วมนุษย์ก็มีปัญญาในการดำรงชีวิตประจำวันได้ แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาแห่งอารยะ หรือ ปัญญาแห่งการอยู่ร่วมกัน หรือ ปัญญาแห่งการเมือง (civic widsom-politiken) ซึ่งเทพซุสผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่ครอบครองปัญญาที่ว่านี้ แม้ว่าโปรเมธีอุสคิดอยากจะขโมยปัญญาแห่งการเมืองจากซุส แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการลักลอบเข้าไปในวังของซุสไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งผู้คุ้มกันของซุสก็น่ากลัวมาก แต่สำหรับปัญญาแห่งศิลปะต่างๆและไฟนั้น โปรเมธีอุสสามารถแอบย่องเข้าไปในอัครสถานของเทพทั้งสองนั้นได้ และสามารถขโมยมาให้มนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่มนุษย์สามารถใช้สองสิ่งนี้ในการดำรงชีวิตของพวกเขาได้ แต่ในเวลาต่อมาเทพโปรเมธีอุสถูกไต่สวนเรื่องราวที่ไปขโมยของเทพองค์อื่น ซึ่งจะว่าไปแล้ว ต้นเหตุมาจากความสะเพร่าของอิพิเมธีอุสเสียมากกว่า
ด้วยเหตุนี้เองที่มนุษย์จึงมีส่วนหรือคุณสมบัติร่วมกับเทพก่อนอื่นใด เนื่องจากที่เขามีความใกล้ชิดกับเทพอันศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจึงเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่บูชาเทพเจ้า และสร้างแท่นบูชาและรูปลักษณ์ไว้เคารพบูชา และจากคุณสมบัติและทักษะความสามารถที่พวกเขามีอยู่นี้ ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาภาษาพูดและศัพท์ต่างๆขึ้น และสามารถสร้างที่พัก เสื้อผ้า รองเท้า เตียง และอาหารต่างๆจากสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกและตามคุณสมบัติที่กำหนดให้มนุษย์มีเท่าที่มีนั้น พวกเขาอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เมือง” (poleis) ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกทำลายโดยบรรดาสัตว์ป่า เพราะสัตว์ป่าเหล่านั้นแข็งแรงกว่ามนุษย์ แม้ว่ามนุษย์จะมีทักษะในงานฝีมือที่เพียงพอในเรื่องของการหาอาหาร แต่สำหรับเรื่องการต่อสู้นั้น ไม่เพียงพอที่จะสู้กับสัตว์ป่าได้
แม้ว่าในขณะนั้น พวกเขายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะของการเมือง” (civic art—politiken) ซึ่งรวมถึงศิลปะแห่งการสงคราม (polemon technen) ด้วย พวกมนุษย์ก็พยายามที่จะหาทางรวมตัวกันเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขา โดยจัดตั้งชุมชนหรือเมืองขึ้น (poleis) แต่คราใดก็ตามที่พวกเขามาอยู่รวมกัน พวกเขาก็กลับทำร้ายกันและกัน ด้วยเหตุที่ว่า พวกเขายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะการเมืองหรือศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน” ดังนั้น พวกเขาจึงกลับไปอยู่กันอย่างกระจัดกระจายอีก และค่อยๆเริ่มที่จะสูญพันธุ์
เมื่อเป็นดังนี้ ด้วยความกลัวว่าสัตว์โลกพันธุ์นี้จะถูกทำลายสูญพันธุ์หมดสิ้นไป ซุสจึงส่งเทพเฮอร์เมสไปมอบคุณสมบัติในการเคารพกันและกันและการมีสัญญะในเรื่อองของความถูกต้องให้เหล่ามวลมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้มีกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองและมีมิตรสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อเป็นสายใยยึดเหนี่ยวให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ เฮอร์เมสทูลถามซุสว่า ในการประทานคุณสมบัติดังกล่าว——-นั่นคือ การเคารพกันและกัน และ สัญญะเรื่องความถูกต้อง———ให้กับมนุษย์ จะให้ในลักษณะอย่างไร ? “ข้าควรที่จะมอบในลักษณะเดียวกันกับที่เคยมอบศิลปะการดำรงชีพให้กับพวกเขาหรือไม่ ?” นั่นคือ มอบศิลปะความรู้แขนงหนึ่งให้กับคนๆหนึ่ง เช่น ศิลปะการแพทย์ให้กับคนๆหนึ่ง และคนๆนี้ก็สามารถใช้วิชาการแพทย์รักษาคนอื่นๆที่ไม่มีศิลปะตัวนี้ และในทำนองเดียวกับศิลปะด้านอื่นๆ คนๆหนึ่งมีอย่างหนึ่งก็สามารถบริการคนอื่นที่ไม่มีได้ ตามแบบนี้ ข้าควรที่จะมอบคุณสมบัติใหม่สองประการนี้ให้กับคนบางคน หรือให้ทุกๆคน ?”
ต่อข้อสงสัยดังกล่าว ซุสได้มีบัญชาว่า “ให้มันทุกคนทั้งหมดมีส่วนร่วมในคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ และให้ประกาศิตของข้าเป็นกฎว่า ใครผู้ใดที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมในคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ก็สมควรตายไป ในฐานที่เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของส่วนรวม”
ด้วยเหตุนี้ (ท่านโสกราติส) ที่สรรพสิ่งทั้งหลายจึงเป็นไปตามบัญชาของซุส ดังนั้น คนในเมือง โดยเฉพาะเอเธนส์จึงเห็นว่า การให้คำแนะนำในศิลปะต่างๆนั้นมาจากคนบางคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆเท่านั้น และถ้าผู้ใด นอกเหนือไปจากคนที่รู้ในศิลปะวิทยาการดังกล่าว พยายามที่จะให้คำแนะนำสั่งสอน ผู้คนก็จะไม่ยอมรับ ซึ่งที่พวกเขาไม่ยอมรับก็ไม่ใช่จะไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ในการที่ประชาชนประชุมกันเพื่อหาคำแนะนำในเรื่องเกี่ยวกับ “ศิลปะการเมือง” พวกเขาทุกคนสามารถร่วมกันหารือได้ ด้วยคุณสมบัติทั้งสอง อันได้แก่ ความยุติธรรมและความปรารถนาที่ดีที่เขามีอยู่ในตัวของเขาเองทุกคนถ้วนหน้า พวกเขาก็จะยอมรับฟังคำแนะนำทางการเมืองที่ทุกๆคนแสดงออก เพราะพวกเขาถือว่า ทุกคนนั้นน่าจะมีส่วนร่วมในคุณธรรมที่ว่านี้ เพราะถ้าไม่มีคุณธรรมดังกล่าวนี้แล้ว รัฐหรือนครก็คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ (และท่านโสกราติส นี่เองคือคำอธิบายของข้าพเจ้า และท่านไม่ควรคิดว่า ท่านคิดผิดที่เชื่อว่า) คนทั้งหลายต่างเชื่อมั่นอย่างจริงจังว่า ตัวเขาเองแต่ละคนนั้นมีส่วนของความยุติธรรมและศิลปะการเมืองในตัวพวกเขาเองทุกคน เมื่อมีคนๆหนึ่งอ้างว่า ตัวเขานั้นมีความสามารถในการเป่าขลุ่ย หรือในศิลปะอื่นใดก็ตาม แต่แท้จริง เขาผู้นั้นไม่มีความสามารถเช่นนั้น ผู้คนก็คงจะหัวเราะเยาะเขาหรือไม่ก็แสดงความรังเกียจ หรือแสดงความรำคาญ และคนส่วนใหญ่ก็คงจะไม่ยอมรับ แต่จะเห็นพ้องต้องกันว่า เขาผู้นั้นคงจะบ้าหรือสติไม่ดีแน่ๆ
แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความยุติธรรม หรือเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะการเมืองแล้ว ผู้คนทั้งหลายก็คงจะสามารถรู้ได้ว่า ใครเป็นคนที่อยุติธรรม ถ้าเขาผู้นั้นสารภาพความจริงเกี่ยวกับการกระทำของเขาต่อสาธารณชน แต่ความจริงที่ว่านี้ ถ้าเป็นในกรณีของศิลปะทั่วไป คนทั้งหลายก็เห็นว่าเป็นสามัญสำนึกที่ดี แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับศิลปะการเมืองแล้ว การบอกว่า ตัวเองไม่มีความถูกต้องหรือเป็นคนไม่ยุติธรรมนั้น คนทั่วไปย่อมเห็นว่า ใครทำเช่นนั้นคงต้องบ้าแน่ๆ เพราะคนทุกคนมักจะเชื่อว่า ตัวเองเป็นคนดี ยุติธรรม ไม่ว่าเขาจะเป็นจริงๆหรือไม่ก็ตาม และใครก็ตามที่ไม่พยายามอ้างว่าตัวเป็นคนดี ยุติธรรม ก็คงจะเป็นคนสติไม่ดีแน่ๆ เพราะมันเป็นความจริงที่ว่า คนทุกคน ไม่มีการยกเว้น มีส่วนร่วมในความยุติธรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้ว คนๆนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ หรือขาดคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์”
..........................................................
แบบฝึกหัด
๑. ท่านคิดว่า สาระจากข้อความดังกล่าวส่งผลอะไรตามมาได้บ้าง ทั้งในทางรัฐศาสตร์และอื่นๆ ?
๒. ท่านคิดว่า คำกล่าวใดต่อไปนี้ น่าจะเป็นคำกล่าวที่มาจากคนที่กล่าวข้อความข้างต้น
ก. Nothing in excess.
ข. Man is the mesaure of all things.
ค. Justice is nothing but helping friends and harming enemies.
ง. Man is by nature a political animal.
ด้วยเหตุผลอะไรที่ท่านถึงคิดเช่นนั้น (คิดว่าข้อความที่ท่านเลือกมาจากคนที่กล่าวข้อความข้างต้น ?)



