ทวิลักษณ์ของสังคมไทย กับการปฏิรูปการเมือง
ขณะที่ผมกำลังปั่นต้นฉบับชิ้นนี้อยู่ อาจารย์ ภูวดล ทรงประเสริฐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำลังปราศรัยต่อหน้าฝูงชนเรือนแสนที่ชุมนุมยืดเยื้ออยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้นายกฯทักษิณ ชินวัตร ลาออก ในช่วงสายของวันที่ 14 มีนาคม 2549 ผมตกอยู่ในภาวะมึนงงทางกายภาพ ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อคืนนี้ติดตามการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงดึกเกินไปกว่าเวลานอนปกติ ภาวะมึนงงทางกายภาพได้ชี้นำให้ผมมึนงงทางความคิดเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อพยายาม “ปั่น” ต้นฉบับ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่แหลมคมเช่นนี้
ประเด็นหลักที่ทำให้ผมมึนงงอยู่ก็คือ ความพยายามที่จะเข้าใจถึงวัฏจักรการเมืองไทย (political cycle) ในสมัยหลัง หากจะนับช่วงเวลาตั้งแต่ 6 ตุลาฯ 2516 – พฤษภาคม 2535 – มีนาคม 2549 แล้ว คลื่นการเมืองไทยลูกแรกมีเวลา 19 ปี แต่ในรอบสองมีเวลา 14 ปี ในคืนวันที่ 5 มีนาคม 2549 ระหว่างที่เดินตามขบวนพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยไปบนถนนราชดำเนิน ผมได้ปรารภกับเพื่อนนักข่าวว่า “สำหรับชายวัยกลางคนเช่นเรา ที่สูญเสียความไร้เดียงสาทางการเมืองไปตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2520 จะต้องมาเดินบนถนนสายนี้อีกกี่รอบ” ปรากฏการณ์ “สองนัคราประชาธิปไตย” เช่นนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นหรือไม่ หรือถามอีกแบบได้ว่า วัฎจักรการเมืองที่ชนชั้นกลางรวมตัวชุมนุมในเขตเมืองเพื่อขับไล่รัฐบาลที่ชาวชนบท/ชนชั้นล่าง/เกษตรกร เลือกตั้งมอบสิทธิธรรมทางอำนาจให้เป็นผู้ปกครองนั้น จะเกิดถี่ขึ้นหรือไม่ ผมไม่ได้ถามว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะผมเชื่อมั่นว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอีก และอาจมีแนวโน้มรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้นด้วยซ้ำ
ทำไมผมจึงถามเช่นนั้น คำตอบอย่างสั้นที่สุดก็คือ เพราะปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจการเมืองไทย ที่ “ผลิต” ปรากฏการณ์ “สองนัคราประชาธิปไตย” นั้นยังคงอยู่อย่างครบถ้วนโดยรากฐาน
ผมเห็นว่า อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ “สองนัคราประชาธิปไตย” ถูกต้องในระดับโครงสร้าง เอนกชี้ว่าเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 นั้น เกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจการเมืองไทย มีลักษณะทวิลักษณ์ (dualism) กล่าวคือการที่สังคมไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนอย่างหยาบๆ คือ หนึ่ง สังคมเมือง/ภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่ หรือสังคมคนชนชั้นกลางและสูงจำนวนน้อย สอง สังคมชนบท/ภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม หรือชนชั้นล่าง (รวมคนจนในเขตเมืองด้วย) จำนวนมาก และเป็นชนส่วนใหญ่มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด คนทั้งสองชนชั้นนี้มีอาชีพ ระดับการศึกษา และวิถีชีวิต (lifestyle) ที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างในทั้งระดับรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ตัวเลขหยาบๆ ที่น่าตกใจ แต่สะท้อนภาวะทวิลักษณ์ได้อย่างชัดเจนก็คือ หนึ่ง สัดส่วนของประชากรเขตเมืองของไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกับประเทศไทย สอง กลุ่มของคนที่จนที่สุดในประเทศมีรายได้น้อยกว่า กลุ่มของคนที่รวยที่สุดของไทยถึง 13 เท่าในปี 2547 ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 15 เท่า ในปี 2535 แต่ยังคงสูงมากเมื่อเทียบกับปี 2518 (8 เท่า) สาม ในขณะที่ภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีประชากรประมาณ 50% ของประเทศมีส่วนแบ่งรายได้เพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประชากรที่เหลือมีส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์
ทวิลักษณ์ของสังคมไทยเช่นนี้เองที่เป็นรากฐานของพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างชนชั้นล่างและชนชั้นกลาง ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่คนชนบท/คนจน/ชนชั้นล่าง ชอบนโยบายประชานิยม สนับสนุนนายกฯทักษิณ และลงคะแนนเลือกตั้งตามการชี้นำของเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ รวมทั้งรับเงินซื้อเสียงของนักการเมืองเป็นของแถม ในขณะที่ชนชั้นกลางในเขตเมืองไปสนามหลวงเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลโดยสมัครใจตามกระแสการเมืองในขณะหนึ่งๆ โดยไม่ “ขายเสียง” ให้แก่นักการเมือง หากผู้อ่านประชาชาติธุรกิจลองถามตัวเองว่าเหตุใดเราไม่ “ขายเสียง” และเหตุใดที่ “พวกเรา” จำนวนมากไม่เคยถูกเสนอซื้อเสียง หรือไม่เคยเข้าพึ่งพา หาความช่วยเหลือจากเครือข่ายอุปถัมภ์ของนักการเมืองเลย หากตอบอย่างรอบด้านแล้วเราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องไป “พึ่ง” เขา เพราะทั้งระดับรายได้ของเราและบริการของรัฐในเขตเมืองอย่างน้อยก็ “พอเพียง” ในระดับหนึ่ง (แน่นอนว่าสำหรับชุมชนคนจนเมืองแล้ว ก็ไม่แตกต่างจากชาวชนบทที่ยังคงต้องพึ่งพาและเป็นฐานเสียงให้แก่นักการเมือง ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจที่นักการเมืองใน กทม.จะเน้นการจัดตั้งในเขตชุมชน)
กล่าวได้ว่าระดับการศึกษา ระดับรายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลางนี้เอง ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนักการเมือง ดังนั้นเมื่อนักการเมืองขาดความชอบธรรมในการปกครองเมื่อใด (พฤษภาคม 2535 : พลเอกสุจินดาโกหกว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังรัฐประหาร พ.ศ.2534 แต่ก็เข้ารับตำแหน่งเพื่อชาติในที่สุด) เขาก็พร้อมที่จะกลายเป็น “เสรีชน” ทางการเมืองเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง สำหรับชนชั้นล่างก่อนกำเนิดพรรคไทยรักไทยนั้น ผลประโยชน์จากการเป็นพลเมืองไทยในทางการเมืองก็คือ การเข้าร่วมเครือข่ายอุปถัมภ์เพื่อรับบริการจากนักการเมือง ตั้งแต่การพาไปส่งโรงพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย เข้าร่วมงานบุญ งานศพ งานแต่ง จนกระทั่งรับโครงการพัฒนาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง บ่อน้ำ ฯลฯ ซึ่งก็ต้องตอบแทนด้วยการกาบัตรเลือกตั้ง และได้รับสินน้ำใจเช่น เงินสด (เป็นความจริงที่รู้ทั่วไปในหมู่ชนที่ต้องการเป็น ส.ส.คือ การยิงกระสุนอย่างเดียวโดยไม่สร้างเครือข่ายอุปถัมภ์นั้นจะเป็นการเสียเงินเปล่า)
หลัง พ.ศ.2544 นั้น เป็นครั้งแรกที่ชนชั้นล่างได้ “ของแถม” ชิ้นใหญ่จากการเข้าร่วมเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งก็คือโครงการประชานิยมที่โดนใจชาวบ้านยิ่งนัก ไม่แปลกเลยที่ ณ มีนาคม 2549 ในขณะที่นายกฯทักษิณสูญเสียความชอบธรรมในการปกครองต่อชนชั้นกลางและสูงในเขตเมืองไปแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมในระดับที่หากพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายนนี้ ก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน (ต่อให้ไม่นับกลโกงต่างๆ ก็ตาม)
ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นมีความถูกต้องในเชิงตรรกะแล้ว ปรากฏการณ์สองนัคราประชาธิปไตยก็จะต้องเกิดขึ้นอีก เพราะโครงสร้างทวิลักษณ์ของเศรษฐกิจการเมืองไทยที่เป็นต้นตอของปัญหานั้น ยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง มิหนำซ้ำกระบวนการโลกาภิวัตน์ (globalisation) โดยตัวมันเองแล้ว ก็จะยิ่งตอกย้ำความเลื่อมล้ำทางสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมิต้องคำนึงว่ากระบวนการจัดการต่อการปรับตัวเพื่อรับกระแสโลกาภิวัตน์ของไทยที่ปราศจากธรรมาภิบาลโดยสิ้นเชิง (โดยเฉพาะยุครัฐบาลทักษิณ ตัวอย่างหลักได้แก่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเซ็นสัญญา FTA จำนวนมาก) นั้น จะยิ่งทำให้ทวิลักษณ์ของไทยถ่างกว้างยิ่งขึ้น
มากไปกว่านั้น มรดกชิ้นสำคัญของระบบทักษิณก็คือ การหาเสียงแบบแจกนโยบายประชานิยม ไม่ว่าพรรคใดจะกลายเป็นพรรครัฐบาลก็ตาม กลยุทธ์การหาเสียงแบบประชานิยมจะอยู่คู่การเมืองไทยต่อไป กล่าวในแง่นี้แล้วเดิมพันทางการเมืองของคนชั้นล่างจะมีค่าสูงขึ้น การสูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่คนชั้นล่างเป็นผู้แต่งตั้ง โดยการประท้วงของคนชั้นกลางและสูงนั้น จะมีมูลค่าสูงยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์สองนัคราประชาธิปไตยจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย
เมื่อมองปรากฏการณ์ “สองนัคราประชาธิปไตย” ด้วยมุมมองในเชิงโครงสร้างข้างต้นแล้ว เราย่อมได้ข้อสรุปว่า ต่อให้ข้อเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองครั้งที่สองทุกข้อของฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ หรือการลาออกของนายกฯทักษิณได้รับการตอบสนองแล้วก็ตาม ปรากฏการณ์ “สองนัคราประชาธิปไตย” ก็คงจะเกิดขึ้นต่อไป ตราบใดที่สภาพทวิลักษณ์ของสังคมไทยยังมิได้ลดลงในระดับที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นการปฏิรูปครั้งที่ 2 จะหยุดอยู่เพียงการปฏิรูปทางการเมืองเท่านั้นมิได้ แต่จะต้องก้าวต่อไปถึงการปฏิรูปทางเศรษฐกิจด้วย แน่นอนว่าการพูดเช่นนี้ของผม มิได้ต้องการที่จะดูแคลนความสำคัญของการปฏิรูปการเมืองเช่น ข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ประเด็นของผมมีแต่เพียงว่า การปฏิรูปทางการเมืองโดยตัวของมันเองจะไม่ยั่งยืน จนกว่าปัญหาทวิลักษณ์จะได้รับการแก้ไข ตรงข้าม การปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งยกระดับให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างภาคเมืองและชนบท หรือก็คือการสร้างชนชั้นกลางให้กลายเป็นชนส่วนใหญ่ของสังคม จะกลายเป็นรากฐานให้ผลของการปฏิรูปการเมืองดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
มองในแง่นี้แล้ว การแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” โดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น การร้องหานายกฯพระราชทานในแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ฉบับที่สอง ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอของ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ข้อเสนอของอาจารย์นิด้า ข้อเสนอของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะยิ่งไม่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ต้องพูดถึงการสูญเสียเลือดเนื้อแม้แต่เพียงคนเดียว เพราะการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีคนเดียว (ซึ่งสมควรถูกถอนออกจากอำนาจ อย่างยิ่ง เพราะท่านคือหัวหน้าของกระบวนการ “แปรรูปประเทศไทย” ไปในทางที่ยิ่งส่งเสริมความเข้มข้นของทวิลักษณ์ยิ่งขึ้น และด้วยกระบวนการที่ฉ้อฉล) โดยมิได้มุ่งปฏิรูปทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบไม่สมดุล (unbalance growth) ซึ่งเป็นมรดกของระบบการเมืองแบบจอมพลสฤษดิ์นั้น
จะไม่นำมาซึ่งความยั่งยืนของการปฏิรูปทางการเมือง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม 2549



