ชื่อ, บุคคล, และอินเทอร์เน็ต
- จิตรทัศน์ ฝักเจริญผล -
เมื่อเริ่มใช้อินเทอร์เน็ต ทุก ๆ คนคงมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน นั้นคือรู้สึกเหมือนกับได้ต่อเชื่อมเข้ากับมหาสมุทรของข้อมูลและความรู้ สายโทรศัพท์หรือสายสัญญาณเส้นเล็ก ๆ เป็นเหมือนทางที่ให้เราโหลดข้อมูลที่จะมีเหมือนไม่จำกัด ไม่ว่าเราจะไล่ตามลิงก์ไปเท่าใด หน้าเว็บก็ปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีวันรู้จบ เป็นหนังสือที่ไม่มีทางอ่านถึงหน้าสุดท้าย
แต่นอกจากเป็นแหล่งข้อมูลแล้ว ยังมีอีกแง่หนึ่งของอินเทอร์เน็ตซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคืออินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีบทบาทอย่างสูงในปัจจุบัน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นแค่ผู้รับสารเท่านั้น แต่อินเทอร์เน็ตยังเป็นสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพในการรับและส่งสารระหว่างผู้ใช้อีกด้วย ซึ่งรูปแบบที่พบนั้นก็มีหลายรูปแบบ เช่น กระดานสนทนา เนื้อที่ให้แสดงความคิดเห็นต่อบทความหรือข่าว รวมไปถึงส่วนแสดงความคิดเห็นในบล็อก หรือกระทั่งในส่วนอภิปรายในการเขียนสารานุกรมออนไลน์เป็นต้น
การที่มีพื้นที่สาธารณะให้แสดงออกนี้โดยทั่วไปแล้วนับว่าเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่าในอินเทอร์เน็ตที่การควบคุมต่าง ๆ เป็นไปได้ยากเหลือเกิน พื้นที่สาธารณะเช่นกระดานข่าวนั้น จะมีลักษณะเป็นเช่นใด งานเมื่อปี พ.ศ. 2545 ของพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (1) ได้ศึกษาสื่อสมัยใหม่ประเภทต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงกระดานสนทนาพันทิป ในแง่ของการเป็นตัวกลางเพื่อหาข้อสรุปและทำความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เขาชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่พบอย่างหนึ่งก็คือความขาดแคลนความเชื่อถือในผู้เขียน พิชญ์ชี้ให้เห็นว่าหลายครั้งในการสนทนามีการโต้เถียงและสืบสาวว่าผู้เขียนเป็นใครผ่านทางการติดตามหมายเลขไอพี มีการพยายามลดความน่าเชื่อถือโดยใช้เหตุผลว่าการโต้เถียงนั้นมีการ “เล่นไม่ซื่อ” เพราะว่าความเห็นที่เหมือนมาจากหลายคนแท้จริงแล้วมีที่มาจากเครื่องที่ใช้หมายเลขไอพีเดียวกัน
แม้ว่าในปัจจุบันการโต้เถียงลักษณะดังกล่าวจะลดลงมาก อาจเป็นเพราะเนื่องจากพันทิปได้นำระบบสมาชิกและบัตรผ่านมาใช้อย่างเข้มงวดในหลาย ๆ ห้องสนทนา จึงทำให้ไม่มีการแสดงหมายเลขไอพี อย่างไรก็ตามประเด็นของความน่าเชื่อถือ และการร้องเรียนว่ามีการ “รุม” กันก็ยังมีอยู่ไม่ขาดสาย ดังจะสังเกตได้จากการพูดคุยเกี่ยวกับ “วอร์รูม” ซึ่งหมายถึงสถานที่ทำงานของกลุ่มคนที่ถูกจ้างมาเพื่อเขียนข้อความต่าง ๆ ในกระดานข่าว
บทความนี้จะพิจารณาแค่ประเด็นเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชื่อและการติดตามตัวตนของผู้เขียน โดยตั้งใจจะชี้ให้เห็นถึงลักษณะและบทบาทของชื่อในพื้นที่สาธารณะบนระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความแตกต่างจากสื่ออื่น ๆ และพยายามเสนอเหตุผลเพื่อเชื้อเชิญให้มีการจินตนาการถึงรูปแบบการจัดการชื่อและตัวบุคคลที่ไม่ได้เป็นทั้งระบบที่ชื่อผู้ใช้ผูกติดกับตัวบุคคลในระดับที่ตามกันชี้ตัวกันได้ถึงบ้าน หรือเป็นระบบที่ทุกคนมีสถานะเป็นบุคคลนิรนามโดยสมบูรณ์ทั้งหมด
1. ความสำคัญของชื่อ
อาจจะเป็นเพราะว่าความชื่นชอบใน “ความจริง” ก็เป็นได้ ที่ทำให้งานเขียนที่ระบุผู้เขียนชัดเจน มักถูกให้น้ำหนักมากกว่างานเขียนที่ปราศจากผู้เขียน ในการตีพิมพ์บทความเรื่อง “มนุษยภาพ” (2) ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับความเชื่อในความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2474 นั้น ศรีบูรพามิได้ระบุชื่อจริงลงไป แต่ในการตีพิมพ์ครั้งที่สอง เขาได้เขียนว่า “ข้าพเจ้ามาเล็งเห็นว่า ความจริงคือความสงบ จึงได้เซ็นชื่อจริงลงไว้ในการเขียนเรื่องนี้ เพื่อบูชาความจริง ด้วยน้ำใสใจจริงแท้” นอกจากนี้ในบทความดังกล่าว ศรีบูรพาได้อ้างถึงคำกล่าวหนึ่งว่า “ความจริงและความซื่อตรงจะต้องไปด้วยกันเสมอ ความซื่อตรงคือความจริง และความจริงก็คือความซื่อตรง” การใส่ชื่อให้ปรากฏนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนนั้นอยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็เป็นการประกาศจุดยืนของผู้เขียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่านักคิดนักเขียนหลาย ๆ คนมักไม่ชื่นชอบการโต้เถียงกับผู้วิจารณ์ที่อยู่ในมุมมืด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการวิจารณ์ที่ใช้โวหารเป็นหลักนั้นหาจุดจบได้ยาก และการที่ผู้วิจารณ์ไม่แสดงตนให้ชัดเจนยิ่งทำให้การโต้เถียงนั้นไหลลื่นได้ง่าย จนทำให้บางครั้งแทบจะจับประเด็นไว้ไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาประวัติศาสตร์การพิมพ์และเผยแพร่เอกสารมากมาย เราจะพบว่ามีหลาย ๆ ครั้งที่เอกสารที่มีบทบาทสำคัญถูกจัดพิมพ์โดยไม่เผยแพร่ผู้เขียนที่แท้จริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความปลอดภัยของผู้เขียนเอง ในสหรัฐอเมริกา ถือว่าความเป็นนิรนามนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การจะตัดสินหรือออกกฏหมายใด ๆ ที่อาจจะล่วงละเมิด เปิดโปง หรือปิดโอกาสการแสดงออกอย่างเป็นนิรนามของพลเมือง จึงมักมีการโต้เถียงอย่างกว้างขวางเสมอ สำหรับในบ้านเรา แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถือเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ความสนใจที่จะการปกป้องความเป็นนิรนาม หรือความเป็นส่วนตัวของผู้แสดงความคิดเห็นกลับเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีใครสนใจ
แกรี ที. มาร์กซ (Gary T. Marx) ได้วิเคราะห์ในบทความ “อะไรอยู่ในชื่อ? บทสะท้อนเกี่ยวกับสังคมวิทยาของความเป็นนิรนาม” (3) โดยได้พยายามแจกแจงทั้งเหตุผลสนับสนุนความจำเป็นของการระบุตัวผู้เขียนได้ และเหตุผลที่สนับสนุนความเป็นนิรนาม จากเหตุผลที่เสนอมาเหล่านี้ เขาชี้ให้เห็นว่าเป็นการต่อสู้กันของแนวคิดคู่ตรงข้ามต่าง ๆ เช่น เสรีภาพและการควบคุมได้ การตรวจสอบได้กับความเป็นส่วนตัว หรือ เสรีภาพในการแสดงออกกับการป้องกันการกล่าวร้ายป้ายสี เราจะยกประเด็นบางประเด็นที่มาร์กซกล่าวถึงมาใช้พิจารณาในบทความนี้
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าชื่อมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตก็คือปริมาณของข้อมูลหรือข่าวสารที่มากมายมหาศาล (4) ยกตัวอย่าง (ที่ค่อนข้างจะสุดขั้ว) เช่น ในกระดานสนทนาพันทิป ห้องราชดำเนิน ซึ่งเป็นห้องการเมือง มีจำนวนกระทู้ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 23:00 น. วันที่ 7 มีนาคม ถึง 23:00 น. ของวันถัดไปเป็นจำนวนประมาณ 600 กว่ากระทู้ (เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ กระดานข่าวของ tuthaprajan มีหัวข้อใหม่ถูกตั้งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันประมาณ 25 หัวข้อ ส่วนในวิกิพีเดียไทยมีการแก้ไขเกือบ 500 ครั้ง) จำนวนหัวข้อที่มากมายขนาดนี้ทำให้การสนใจติดตามทุก ๆ หัวข้ออย่างเท่าเทียมกันทำได้ยาก ผู้ใช้ที่ต้องการอ่านบางประเด็นอย่างจริงจังจึงต้องหาวิธีการบางอย่างเพื่อ “กรอง” สิ่งที่ตนต้องการออกมา
ในประเด็นนี้ มาร์กซได้กล่าวถึงความสำคัญในการใช้ชื่อในการตัดสินความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม มาร์กซยังระบุอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือชื่อไม่ว่าจะเป็นชื่อจริงหรือชื่อปลอมที่ใช้ต่อเนื่องกันนั้นมีส่วนช่วยในการสร้างความสัมพันธ์ เพราะว่าในโลกที่ประกอบด้วยข่าวสารเป็นชิ้น ๆ ความเห็นเป็นก้อน ๆ ชื่อนั้นทำหน้าที่เป็นสายโยงใยข่าวสารและความคิดเห็นต่าง ๆ นั้นเข้าด้วยกัน กลายเป็นภาพที่ใหญ่ขึ้นของบุคคลจินตภาพขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าในระหว่างการอ่านบทความต่าง ๆ เราอาจจะค่อย ๆ จัดแบ่งผู้ใช้คนอื่น ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มนี้น่าอ่าน กลุ่มนี้ไม่น่าอ่าน กลุ่มนี้คิดคล้าย ๆ กัน กลุ่มนี้คิดต่างกัน เป็นต้น การจัดประเภทนี้อาจจะทำโดยไม่รู้ตัวก็ได้
การแบ่งผู้เขียนออกเป็นกลุ่ม ๆ เป็นประเภทนี้ มีผลช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านข่าวสารขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความรวดเร็วนี้นอกจากจะมีผลให้เราอ่านพลาดแล้ว ยังอาจทำให้เราไม่สนใจในตัวเนื้อหาที่ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อสารเท่าที่ควรก็เป็นได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ (โดยแลกกับประโยชน์จากชื่อเสียงหรือกลุ่มที่สังกัด) ก็อาจมีการใช้ชื่อปลอม หรือแสดงความคิดเห็นแบบนิรนามแทน นอกจากนี้ความเป็นนิรนามยังเป็นเกราะป้องกันที่ดีต่ออันตรายที่อาจตามมาจากการแสดงความคิดเห็นก็ได้
อย่างไรก็ตาม ในปัญหาของการสร้างและหลบหลีกกรอบที่เกิดจากความสัมพันธ์นั้น ถ้าพิจารณาต่อไปจะพบว่าความต้องการสองอย่างที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีความขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์ ยกเว้นถ้าเราจะบังคับให้ชื่อกับบุคคลที่ใช้ชื่อนั้นต้องมีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง นั่นคือหนึ่งคนหนึ่งชื่อ และหนึ่งชื่อหนึ่งคน การยอมให้มีการใช้ชื่อได้หลายชื่อ เปิดโอกาสให้การเรียนรู้ในระยะยาวระหว่างผู้สนทนาเกิดขึ้นได้ และในเวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้สนทนาฉีกตัวเองหรือลดความสำคัญของกรอบหรือประวัติที่ถูกสร้างขึ้นมาลงได้
ปัญหาที่ติดตามมาคือการที่บุคคลคนหนึ่งใช้ชื่อหลาย ๆ ชื่อในการสร้างผลอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมา เช่น สร้างภาพในการสนทนาว่ามีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก หรือการเข้ามาช่วยตอบข้อโต้แย้งโดยทำทีว่าเป็นคนอื่นที่เห็นด้วย รวมทั้งความสามารถในการเปลี่ยนชื่อไปได้เรื่อย ๆ ทำให้บุคคลไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกล่าวไป (5) แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ทุกคนหรือผู้ดูแลระบบต้องเปิดโปงหรือจำเป็นต้องมีข้อมูลว่าชื่อนี้เป็นใคร
บรูซ ชไนเออร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์และคอลัมนิสต์ของนิตยสาร Wired ได้เขียนไว้ในบทความชื่อ “ความเป็นนิรนามจะไม่ทำลายอินเทอร์เน็ต” (6) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกันนี้ เขากล่าวว่าสิ่งที่เราต้องการโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ใช่ความสามารถในการระบุตัวบุคคลผ่านทางชื่อ แต่เป็นความสามารถในการติดตามตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ที่ใช้ชื่อนั้นได้ เขายกตัวอย่างเว็บไซต์ประมูลสินค้า EBay ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับชื่อเสียงของผู้ใช้แต่ละคน ข้อมูลนี้ถูกแก้ไขโดยผู้ใช้ที่ซื้อ/ขายสินค้ากับผู้ใช้คนนั้น ระบบเช่นนี้ช่วยป้องกันผู้ใช้ที่โกงและทำตัวไม่ดีได้มาก
2. ในทางปฏิบัติ
สำหรับในบ้านเราเรื่องของความเป็นนิรนามของผู้ใช้มักไม่ถูกกล่าวถึงสักเท่าใดนัก และนอกจากนี้ประเด็นทางด้านกฎหมายยังทำให้การสนับสนุนการแสดงความเห็นอย่างนิรนามทำได้ยากขึ้นทุกที สำหรับประเด็นทางกฏหมายนั้น เราทราบดีถึงความจำเป็นในการติดตามหาต้นตอของผู้กระทำความผิด แต่ขอละประเด็นนี้ไว้กล่าวในตอนท้าย
พิจารณาเว็บกระดานสนทนาชื่อดังพันทิป การเขียนข้อความในเว็บนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นสมาชิก หรือไม่ก็มีอีเมล์ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ในห้องที่มีการถกเถียงอย่างมาก เช่น ห้องราชดำเนินที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ผู้ที่เขียนข้อความได้จะต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น ในการสมัครสมาชิกใหม่นั้นผู้สมัครจะต้องแจ้งหมายเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งทางเว็บกล่าวว่าจะนำไปตรวจสอบเพื่อยืนยัน นอกจากนี้เว็บยังได้ตกลงกับผู้ใช้ว่า “ข้อมูลของสมาชิก จะถูกเก็บเป็นความลับอย่างสูงสุด ทีมงาน Pantip.com จะไม่เปิดเผยข้อมูลของท่านก่อนได้รับอนุญาต เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์ในด้านอื่นๆ ทั้งสิ้น นอกจาก Pantip.com จะได้รับหมายศาล หรือหนังสือราชการ จากหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” (7) นั่นคือ ความเป็นนิรนามที่เราได้จากเว็บพันทิปนั้น เป็นเพียงความเป็นนิรนามเทียม นั่นคือ เป็นความนิรนามที่ขึ้นกับบุคคลอื่นที่จะยืนยันว่าจะรักษาความลับของเราไว้
นอกจากเว็บพันทิปแล้ว ในเว็บอื่น ๆ ที่มีการสนทนาก็มักมีการแสดงหมายเลขไอพีของผู้ใช้เช่นกัน ทั้งนี้โดยมากเพื่อความสะดวกของผู้ดูแลเว็บ เพราะการโต้เถียงหลายครั้งมีการกล่าวหาซึ่งอาจมีการฟ้องร้องหมิ่นประมาทตามมาได้ ซึ่งผู้ดูแลนั้นอาจมีความผิดด้วยฐานละเว้นการกระทำด้วยก็ได้ ถ้าไม่รีบจัดการลบข้อความสนทนานั้นก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โต (8) อย่างไรก็ตามหมายเลขไอพีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะระบุว่าข้อความที่เขียนนั้นมาจากที่ใด เพราะในปัจจุบันการใช้หมายเลขไอพี (จริง) ร่วมกันในหลาย ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องปกติ การระบุรายละเอียดมากกว่านั้นจะต้องใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรหมายเลขไอพีให้กับเครื่องภายในองค์กรหรือภายในบริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับการส่ง-รับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต การติดตามตัว รวมถึงแนวทางการหลบหลีกที่พอจะทำได้ โปรดดูในส่วนเพิ่มเติมท้ายบทความ
อย่างไรก็ตามอีกไม่นาน เราอาจคาดการณ์ได้ว่าสิ่งที่ผู้ดูแลเว็บและบริษัทอินเทอร์เน็ตทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อการสืบเสาะที่มาของผู้ส่งข้อมูลนั้น จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (9) ที่เพิ่งผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภามีหลาย ๆ มาตราที่น่าสนใจ เช่น
มาตรา 8 ที่กำหนดความผิดกับผู้ที่ดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมาตรานี้ไม่ได้ใช้บังคับกับการดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามคำสั่งเฉพาะของเจ้าของข้อมูลคอมพิวเตอร์
มาตรา 14 ที่กำหนดว่าผู้ให้บริการผู้ใดรู้ถึงการกระทำความผิดในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน และมิได้จัดการลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นในทันที ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด
หรือ มาตรา 24 ที่ได้กำหนดให้ “ผู้ให้บริการ” ต้องเก็บรักษา “ข้อมูลการจราจร” ไว้ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท เป็นต้น
ทางสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บและสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัตินี้ รวมถึงได้มีความพยายามที่จะร่างพระราชบัญญัติฉบับคู่ขนานขึ้นมา (10) โดยร่างฉบับดังกล่าวพยายามลดข้อผูกพันและภาระของผู้ดูแลเว็บลง รวมถึงปรับเงื่อนไขที่อาจลิดรอนสิทธิในการแสดงออกของผู้ใช้บางส่วน ยกตัวอย่างเช่นมีการเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องมีการขออนุญาตจากศาลก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ เป็นต้น เราไม่อาจทราบได้ว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำไปผนวกไว้กับกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือ การกระทำความผิดในหลาย ๆ มาตรา เช่น มาตรา 8 นั้น เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยาก สาเหตุหนึ่งก็คือคุณสมบัติของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่แม้จะถูกคัดลอกไปกี่ครั้ง ก็ยังคงสภาพเดิม ทำให้ในทางปฏิบัติเราแทบไม่มีทางทราบได้เลยว่าเราถูกดักจับข้อมูลอยู่หรือไม่ ถ้าการนำข้อมูลนั้นไปใช้งานเป็นการกระทำในเบื้องหลัง เช่น ใช้ข้อมูลเพื่อทำการตลาด หรือใช้เพื่อเสาะหาผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งทางการเมือง เป็นต้น
ความจริงข้อหนึ่งที่ บรูซ ชไนเออร์ กล่าวไว้ตอนท้ายของบทความของเขาก็คือ “เราอยู่ในโลกที่ตำรวจและรัฐบาลประกอบด้วยบุคคลที่ไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งพร้อมด้วยอำนาจ ที่อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้ในจุดประสงค์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ความเป็นนิรนามปกป้องเราทุกคนจากผู้มีอำนาจผ่านทางวิธีการง่าย ๆ นั่นก็คือไม่ยอมให้พวกเขาได้ข้อมูลของเราไปตั้งแต่แรก” (11)
ในบทความนั้น ชไนเออร์ พยายามชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของความเป็นนิรนามอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้ต้องการเสนอว่าความเป็นนิรนามโดยสมบูรณ์เมื่อมองทั้งระบบอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ควรจะมี ถ้าเรากลับไปพิจารณาความจำเป็นในการติดตามผู้กระทำความผิด และลองสมมติว่ามีผู้ใช้คนหนึ่งทำให้ระบบราชการออนไลน์ล่มไปสิบวัน หรือเข้าไปแก้ข้อมูลต่าง ๆ ของทั้งภาครัฐ เอกชน หรือของปัจเจก เช่น ข้อมูลการเสียภาษี หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร ความเป็นนิรนามจะทำให้เราไม่สามารถไล่ตามหาผู้ใช้คนนี้ได้เลย (12)
สำหรับปัญหาจุดสมดุลของความเป็นนิรนาม กับการติดตามตัวได้นั้น สิ่งแรกที่ทำได้ก็คือการพยายามตอบคำถามที่ว่า “ใครควรเก็บข้อมูลใด?” ระบบหรือองค์กรต่าง ๆ ควรจะมีข้อมูลของผู้ใช้เท่าที่จำเป็นในการใช้งานทั่วไปเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เว็บกระดานสนทนานั้น อาจไม่มีความจำเป็นต้องทราบข้อมูลของหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้ เนื่องจากการติดตามตัวผู้ใช้นั้นสามารถกระทำได้โดยเจ้าพนักงานผ่านการร้องขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว นอกจากนี้การใช้หมายเลขประจำตัวประชาชนเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ใช้หนึ่งคนสามารถมีชื่อผู้ใช้ได้หนึ่งชื่อนั้น ไม่สามารถป้องกันการแสดงความเห็นช่วยกันเป็นกลุ่มใหญ่โดยคนไม่กี่คนได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับจะเป็นเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีอำนาจมากกว่าสร้างมายาภาพของจำนวนได้ง่ายขึ้น โดยผู้ใช้ธรรมดาไม่สามารถตรวจสอบได้ ในทางกลับกัน บริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตที่สามารถตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้จากข้อมูลที่เก็บไว้โดยผู้ให้บริการกระดานข่าว ก็ไม่ควรเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ไม่ผ่านทางผู้ดูแลเว็บกระดานข่าว เป็นต้น
นอกจากการกระจายข้อมูลส่วนบุคคลไปตามหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่จำเป็นแต่ขาดแคลนอย่างมากในบ้านเราก็คือความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ (13) ของการเรียกขอข้อมูลนี้ระหว่างองค์กร เช่น ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งน่าจะช่วยป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้บ้าง
ในอินเทอร์เน็ตนั้นบทบาทของชื่อในฐานะที่เป็นตัวแทนของบุคคลนั้นมีลักษณะที่แตกต่างไปจากในโลกภายนอก ในแง่มุมหนึ่ง ชื่อก็เปรียบเสมือนจุดอ้างอิงหลักหนึ่งเดียวที่คนอื่น ๆ มี ภายใต้ชื่อที่ใช้ เราสามารถซ่อนลักษณะอื่น ๆ ที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยของเราไว้ แต่ในมุมหนึ่ง การที่ชื่อนั้นมีความยึดเหนี่ยวอย่างหลวม ๆ กับตัวบุคคลจริง ๆ ทำให้ความน่าเชื่อถือของชื่อที่เป็นตัวแทนของบุคคลจริง ๆ นั้นลดลง ความพยายามที่ผ่านมาในการ “เข้าใจ” และ “จัดการ” กับความแตกต่างนี้ มักเป็นในรูปของการดึงความสัมพันธ์ระหว่างชื่อกับบุคคลให้กลับมาเป็นเหมือนในโลกความเป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่รูปแบบเดียวที่เป็นไปได้ และอาจไม่ใช่รูปแบบที่ดีที่สุดของการพูดคุยถกเถียงแบบออนไลน์ก็ได้
เชิงอรรถ:
1. Pitch Pongsawat. Virtual Democracy in Thailand: Information Technology, Internet Political Message Board, and the Politics of Representation in Thailand after 1992. Journal of Social Sciences-Chulalongkorn University Faculty of Political Science. Vol 33: 1: 2002, pp.141-166. URL: http://www.geocities.com/madpitch/pitch-vd.pdf
2. กุหลาบสาย ประดิษฐ์. มนุษยภาพ. ใน มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ: ข้อเขียนการเมืองในฐานะนักหนังสือพิมพ์. มิถุนายน 2548.
3. Gary T. Marx. What’s in a Name? Some Reflections on the Sociology of Anonymity. The Information Society. Vol 15: 2: 1999. URL: http://web.mit.edu/gtmarx/www/anon.html
4. พิชญ์เสนอว่าปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสื่อในมุมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคือ 1. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 2. ความเร็ว และ 3. เทคโนโลยีการโต้ตอบ ประเด็นของปริมาณข่าวสารที่เสนอในบทความนี้มองได้ว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทั้งสามนี้
5. ดูเช่น ความเห็นของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในกระดานข่าวของ ม.เที่ยงคืน ที่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=midnightuniv&topic=11459&page=2
6. Bruce Schneier. Anonymity Won’t Kill the Internet. Wired News. Jan 12, 2006. URL: http://www.wired.com/news/columns/0,70000-0.html
7. ดูได้ที่ http://members.pantip.com/signup/signup.php?idc=2
8. อ่านบทความสองภาค “นมหกบนเว็บบอร์ด” โดย กล้า สมุทวณิช และ บุญชิต ฟักมี ที่เกี่ยวข้องกับกรณีเว็บพันทิปกับการฟ้องร้องเกี่ยวกับการนำรูปจากภาพยนตร์ของดาราคนหนึ่งได้ที่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000020963#aaa (ภาคหนึ่ง) และ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000022063#aaa (ภาคสอง)
9. ดูได้ที่ http://www.mict.go.th/
10. ดูได้ที่ http://www.webmaster.or.th/thai/images/stories/laws/com_1.pdf
11. อ้างแล้วที่ 6.
12. อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าข้อมูลที่เก็บกันอยู่ทุกวันนี้ จะเพียงพอในการติดตามตัวผู้ใช้ที่มีความสามารถในการเจาะทำลายระบบขนาดนั้นได้
13. ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตแล้วดูเหมือนว่าจะหายากเป็นพิเศษ เนื่องจากการตัดสินใจต่าง ๆ เหมือนถูกกระทำในห้องมืด ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่นกรณีของการปิดเว็บไซต์ต่าง ๆ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ผู้ใช้ไม่มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ใดโดนปิดไปบ้าง และด้วยเหตุผลอะไร เสียงที่แสดงความสงสัยต่อการตัดสินใจนี้อาจไม่ดังพอที่จะทำให้เกิดการถกเถียงอย่างจริงจังถึงรูปแบบอื่นของการปกป้องผู้ใช้ ที่โปรงใสและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
ส่วนเพิ่มเติม:
1. การส่งรับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
การสื่อสารข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยแก่นแท้แล้วก็ไม่ต่างจากการส่งไปรษณีย์เท่าใดนัก ข้อมูลจะถูกส่งไปมาในซองที่จ่าหน้าชื่อผู้รับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครือข่ายจะรับผิดชอบการรับส่งจดหมายนี้กันไปเป็นทอด ๆ จนกระทั่งจดหมายไปถึงผู้รับได้ ที่แกนกลางของระบบอินเทอร์เน็ตนั้นใช้วิธีการจ่าหน้าซองที่ใช้ชื่อผู้รับเป็น “หมายเลขไอพี” (หรือ IP address โดยIP นั้นย่อมาจาก Internet Protocol)
ถ้าจะมองให้เห็นภาพก็ลองจินตนาการถึงถนนขนาดใหญ่ยาวสุดลูกหูลูกตา ใครที่มีบ้านอยู่บนถนนเส้นนี้จะมีบ้านเลขที่เป็นหมายเลขไอพี และเพื่อความไม่สับสนทุกบ้านจะต้องมีหมายเลขไอพีที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าคอมพิวเตอร์ของเราตั้งอยู่ริมถนนเส้นนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งมาหาเรา ตั้งแต่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ บทสนทนา รูปภาพ และอื่น ๆ จะจ่าหน้าซองเป็นหมายเลขไอพีของเครื่องที่เราใช้
เนื่องจากบนถนนเส้นนี้มีบ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมหาศาล (แล้วที่คล้าย ๆ บ้านเราก็คือเลขที่บ้านมักจะไม่เรียงกัน) ทำให้ต้องมีการแบ่งการดูแลออกเป็นเขตของที่ทำการไปรษณีย์ย่อย ๆ จากระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไปเรื่อย โดยมีการส่งต่อกันไปมาเป็นขั้น ๆ จดหมายที่ถูกส่งไปมาทั้งหมดก็จะผ่านมือผู้คัดแยกจดหมายตามที่ทำการไปรษณีย์เหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากถนนแกนเส้นนี้มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก การจัดสรรบ้านเลขที่จึงมักไม่ทำในลักษณะรายเครื่อง กล่าวคือ บ้านเลขที่บนถนนจะถูกตัดเป็นกลุ่ม ๆ ให้กับแต่ละหมู่บ้านจัดสรรเอาไปดูแลกันเอง ซึ่งหลาย ๆ ครั้งจำนวนบ้านเลขที่ที่ได้รับมา ก็มักจะไม่พอกับจำนวนบ้านที่มีในหมู่บ้าน ทำให้หลาย ๆ ครั้งต้องมีการใช้หมายเลขบ้านบนถนนใหญ่ร่วมกัน (นั่นก็คือการใช้หมายเลขไอพี “แท้” ร่วมกัน) ซึ่งทำได้ไม่ยากมากนัก กล่าวคือ หมู่บ้านจะจัดสรรเลขที่บ้านภายในให้กับสมาชิกแต่ละคน เมื่อมีการส่งจดหมายออกไปข้างนอกหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จะแก้ที่อยู่ผู้ส่งให้เป็นหมายเลขบ้านบนถนนใหญ่ (และมีการวงเล็บมุมซองเป็นบ้านเลขที่ภายใน) เมื่อมีจดส่งกลับมายังบ้านเลขที่ที่มีการใช้ร่วมกัน เจ้าหน้าที่ก็จะคัดจดหมาย (โดยใช้วงเล็บมุมซอง) และแก้ที่อยู่ผู้รับให้เป็นหมายเลขภายในและส่งให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน (เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น) ด้วยกระบวนการเช่นนี้ ทางผู้รับจดหมายจะทราบแค่เพียงว่าจดหมายที่ส่งมาหาตนนั้น ถูกส่งมาจากหมู่บ้านนั้น แต่จะไม่ทราบเลยว่าถูกมาจากบ้านหลังใด
ลักษณะของการจัดสรรหมายเลขไอพีในระบบอินเทอร์เน็ตจริง ๆ ก็ไม่ได้ต่างจากที่กล่าวมามากนัก เพียงแต่จะมีความยืดหยุ่นเพิ่มเติมเช่น วิธีการในการรับส่งจดหมายจากบ้านไปยังที่ทำการหมู่บ้านอาจจะเป็นคนละวิธีกับในถนนใหญ่ และภายในหมู่บ้านขนาดใหญ่ อาจมีหมู่บ้านย่อย ๆ ซ้อนไปได้อีก
สังเกตว่าคนที่ใช้บ้านเลขที่ภายในของหมู่บ้านใหญ่อาจจะดูเหมือนมีความเป็นส่วนตัว มากกว่าผู้ใช้ที่มีบ้านเชื่อมต่อกับถนนโดยตรง เพราะว่าทางผู้รับจะไม่สามารถชี้เฉพาะลงไปได้เองว่าใครเป็นคนส่งจดหมายนี้มา อย่างไรก็ตามถ้าผู้รับประสานงานกับทางหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้จัดการแก้ไขซ่อนหมายเลขภายในก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ส่งจดหมายนี้มา ซึ่งการตรวจสอบที่ว่านี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อทางหมู่บ้านได้เก็บบันทึกการแก้ไขหน้าจดหมายไว้ด้วย โดยปกติแล้วนอกจากวงเล็บมุมซองแล้วทางผู้รับจะทราบเวลาที่จดหมายไปถึงด้วย ดังนั้นหมู่บ้านก็จะเก็บแค่ว่าบ้านหลังใดใช้วงเล็บมุมซองว่าอะไรในเวลาใดเท่านั้น ข้อมูลพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่รวมเรียกว่า “ข้อมูลการจราจร” ในร่างพระราชบัญญัติข้างต้น ซึ่งเจ้าพนักงานสามารถสั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบให้เพื่อใช้ในการดำเนินคดีได้ เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือแล้ว การจะตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ติดต่อไปยังเครื่องหนึ่ง ๆ ในเวลาใด ๆ ย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้
2. การตรวจสอบผู้ใช้
สมมติว่าเราเชื่อมต่อไปยังเครื่องปลาย เช่น เข้า www.pantip.com เพื่อไปเขียนกระทู้ เครื่องของผู้ให้บริการก็สามารถบันทึกหมายเลขไอพีของเราที่ระบบรับทราบเอาไว้ เพื่อใช้ตรวจสอบกลับมายังผู้ส่งข้อความถ้าจำเป็น อย่าลืมว่าหมายเลขนี้อาจเป็นหมายเลขที่มีการใช้งานร่วมกันของผู้ใช้หลาย ๆ คนก็ได้ โดยทั่วไปแล้วถ้าเราเป็นสมาชิกหมายเลขนี้จะไม่เปิดเผยให้กับผู้อ่านทั่วไป แต่อีกไม่นานผู้ดูแลระบบมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเก็บเอาไว้ ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องราวอะไร ข้อมูลดังกล่าวก็จะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ แต่เจ้าพนักงานสามารถขอดูได้ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี
แน่นอนว่าถ้าเราส่งข้อมูลโดยเชื่อมต่อโดยใช้หมายเลขภายในของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ข้อมูลจากทางผู้ให้บริการเว็บอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ แต่ถ้านำหมายเลขเครื่องกับเวลาที่ส่งข้อความ นำมาประกอบกับข้อมูลที่ทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บไว้เช่นกัน เราจะสามารถระบุผู้ส่งได้ค่อนข้างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นในหลาย ๆ เว็บที่ให้แสดงความคิดเห็น การสมัครสมาชิกบางประเภท (เช่นประเภทอมยิ้มยิงฟัน) ต้องให้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งตัวเลขนี้สามารถชี้ตัวเราได้ทันที
ด้วยระบบที่มีตอนนี้ เราอาจมีความเป็นนิรนามได้ แต่เป็นความนิรนามที่วางอยู่บนความไว้ใจระบบใดระบบหนึ่งที่จะรักษาความลับให้เรา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเราก็พบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ตัวอย่างเช่น กรณีที่ Yahoo! Hong Kong ให้ข้อมูลกับทางการที่นำไปสู่การจับบล็อกเกอร์ชาวจีน หรือบริษัทเช่น Microsoft หรือ Yahoo! ได้ให้ข้อมูลคำค้นหาโดยไม่ระบุผู้ค้นแก่หน่วยงานด้านความยุติธรรมของสหรัฐ และในขณะที่ google ปฏิเสธที่จะร่วมมือในการให้ข้อมูลดังกล่าว google ก็ไม่ต่างจากเว็บค้นหาอื่น ๆ ที่ยังร่วมมือกับทางการจีนในการเซ็นเซอร์ผลลัพธ์ของตนเองก่อน
3. การหลบหลีก
ในปัจจุบันมีเว็บที่ให้บริการปิดบังตัวตนระหว่างที่เราท่องไปในอินเทอร์เน็ต เราจะป้อนชื่อของเว็บที่เราต้องการอ่าน จากนั้นระบบจะไปอ่านข้อมูลมาแล้วส่งต่อกลับมาให้เรา ในสายตาของเครื่องที่ให้บริการเว็บแล้ว เครื่องจะเห็นว่าผู้อ่านคือเครื่องของผู้ให้บริการปิดบังตัวตน การใช้บริการเช่นนี้มักทำให้เราสามารถหลบลอดการเซ็นเซอร์ของทางหน่วยงานรัฐได้ด้วย ดังนั้นไม่แปลกอะไรที่เว็บกลุ่มนี้ เช่น www.the-cloak.com หรือ www.anonymouse.org จะโดนแบนเข้าไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวเว็บเองไม่ได้มีอะไรที่ผิดกฎหมายเลย อย่างไรก็ตามเราจะคงความเป็นนิรนามได้ก็ต่อเมื่อเว็บพวกนี้รักษาความลับให้เรา
นอกจากระบบเช่นนี้ยังมีระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรียกว่า Tor (ดูที่ http://tor.eff.org/ ) ซึ่งใช้วิธีคล้าย ๆ ที่กล่าวมา แต่จะใช้เครื่องตรงกลางสามต่อซึ่งสุ่มมาจากเครื่องอาสาสมัครหลายพันเครื่อง ทำให้ถ้าเครื่องหนึ่งในนั้นรักษาความลับของเราหรือไม่เก็บข้อมูลของเราไว้ เราก็จะปลอดภัยจากการไล่หาต้นตอย้อนกลับจากทางผู้ให้บริการเว็บ เรื่องของความไว้ใจได้ของซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่สนับสนุนซอฟต์แวร์รหัสเปิด
อย่างไรก็ดี การสืบค้นตัวตนของเราก็ยังมีโอกาสอาจกระทำได้บ้าง ถ้าทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของเราเก็บข้อมูลการจราจรเอาไว้ทั้งหมด สมมติว่าเราเขียนข้อความไปหลายสิบครั้งในเวลาต่าง ๆ ถ้านำข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมาตรวจสอบกับข้อมูลที่ทางผู้ให้บริการเว็บว่ามีใครบ้างที่ติดต่อกับเว็บตัวกลาง (เช่น Tor) ในเวลาดังกล่าวทุกครั้งบ้าง ทางผู้ตรวจสอบก็มีโอกาสค้นหาตัวตนของเราเจอ อย่างไรวิธีดังกล่าวกระทำได้ยากมากและไม่จำเป็นต้องทำสำเร็จเสมอไป และยังต้องการข้อมูลที่เก็บไว้จำนวนมหาศาล แต่ไม่ใช่ว่าจะอยู่ในระดับที่เป็นไปไม่ได้



