คนหน้าตาดีขอที่ยืนนิดนึง …
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่จะเป็นจะตายกันเสียให้ได้ ... ผมเกิดความคิดอยากจะจัดตั้ง “เครือข่ายคอลัมนิสต์หน้าตาดี ที่ไม่ชอบข้อสอบแบบมีตัวเลือก ” เพื่อจะออกแถลงการณ์แสดงท่าทีและประกาศจุดยืนต่อ “บ้านเมือง” กับเขาสักหน่อย
คิดไปคิดมาก็ดูจะเป็นปัญหาของความล่าช้าทางประวัติศาสตร์ไปซะแล้ว ด้วยว่าเขามีเครือข่ายออกมาเยอะแยะไปหมดในทุกๆวัน
เพราะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าการเมืองแบบการประกาศตนเป็น “เครือข่าย” หรือ “กลุ่ม” อะไรสักอย่างนั้นกลายเป็นเรื่องที่สำคัญ
น่าแปลกประหลาดที่การต่อสู้กับระบอบทักษิณ และ “ประชานิยม” นั้นไม่สามารถ “สวม” ความเป็นเพียง “พลเมือง” หรือ “ประชาชน” เฉยๆได้เลย แต่ต้องสู้กันที่การอ้างอิง “คุณภาพ” ของผู้เข้าร่วมการเรียกร้องที่นอกเหนือไปจากคุณภาพของการเป็นพลเมืองในชุมชนการเมืองที่สามารถร่วมกันกำหนดกฏเกณฑ์ของสังคมได้ (1)
พูดง่ายๆว่าเรากำลังจะล้มระบอบทักษิณด้วยการเมืองเชิงอัตลักษณ์ (identity politics) หรือเปล่า? ... และ “ได้ไหม?”
ในฐานะแกนนำเครือข่ายคอลัมนิสต์หน้าตาดีที่ไม่ชอบข้อสอบตัวเลือก ... ถ้าผมไม่เลือกจะเดินในแบบของพลเมืองแบบรุสโซ่ ผมก็คงต้องยืนยันว่าผมจะใช้การต่อสู้แบบการเมืองเชิงอัตลักษณ์ในการต่อสู้ต่อรองกับระบอบทักษิณได้หล่ะมั้ง ...
หมายถึงว่าเรากำลังจะต่อสู้กับระบบ “เสียงข้างมาก” ด้วย “ความหลากหลาย” ซึ่งเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปจากความเชื่อในเรื่องของจำนวน และความเชื่อในเรื่องเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย
โดยเชื่อว่าเสียงข้างน้อยนั้นจะต้อง “อดทน” ต่อเสียงข้างมาก มาสู่การต่อสู้เรียกร้องให้เสียงข้างมากจะต้อง “อดทน” ต่อเสียงข้างน้อย
หรือพูดให้มากกว่านี้ก็คือ “ต้องอดทนอดกลั้น” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในแง่ของการจะอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจกัน
แต่ความอดทนอดกลั้นที่จะอยู่ด้วยกันนั้นน่าจะต้องมาจาก “ความเข้าใจกัน” ทั้งสองฝ่าย มิใช่มาจากการยินยอมโดยอำนาจบังคับจากภายนอก
วิธีคิดเช่นนี้ในการเมืองแบบอัตลักษณ์นั้นมิใช่ต้องการ “โค่นล้ม” แต่ต้องการ “อยู่ร่วม” อย่างมีความ “เข้าใจ” กัน
แต่การอยู่ร่วมกันนั้นต้องช่วยกันขจัดอุปสรรคบางอย่างด้วย มิใช่อยู่ร่วมกันด้วยการกดทับปัญหาบางอย่างเอาไว้
การเมืองแบบอัตลักษณ์นั้น ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ... ไม่มีพวกมาก พวกน้อย
ไม่ใช่ข้อสอบตัวเลือกไม่กี่ตัว ...
แต่เน้น “คุณภาพของการสนทนา” กันและเข้าใจกัน ซึ่งจะเป็นสะท้อน “คุณภาพของผู้ที่มีส่วนร่วมสนทนา” (หมายความว่าคุณภาพของผู้สนทนาวัดไม่ได้และอ้างไม่ได้ “จนกว่า” การสนทนาจะได้เริ่มขึ้น)
พูดง่ายๆว่า ถ้าเรายังยึดติดกับกรอบแบบเสียงส่วนมาก-เสียงส่วนน้อย การเมืองแบบอัตลักษณ์ต้องกล้าที่จะบอกว่าตนเป็นเสียงส่วนน้อยเสียตั้งแต่แรก
แต่ต้องขยายความต่อให้ได้ว่า เอาหล่ะ ขอบคุณนะครับที่เห็นว่าผมเป็นเสียงส่วนน้อย เพราะอย่างน้อยก็แปลว่าผมกับคุณอยู่ด้วยกันแล้ว
เช่น อะแฮ่ม ... ขอบคุณที่ยอมรับว่าผมหน้าตาดี (หุหุ เชื่อสิครับ คอลัมนิสต์ในนี้เชื่อแบบนี้หมดแหละครับ)
ในขั้นต่อมาก็คือ การนำเสนอว่า อะแฮ่ม ผมหน่ะหน้าตาดีนะครับ แต่ไม่ได้แปลว่าคุณหน้าตาไม่ดี ผมถูกและคุณผิด แต่เรามาหน้าตาดีกันหลายๆแบบไม่ดีกว่าหรือครับ
ความหน้าตาดีก็กลายเป็น “ตัวหารร่วม” ไปได้ แบบว่าผมหน้าตาดีแบบไม่ชอบข้อสอบตัวเลือก ผมไม่ได้ต้องการหน้าตาดีเหนือกว่าคนอื่น แบบว่าแค่อยากหน้าตาดีด้วยคน เพราะพวกคุณๆก็หน้าตาดีกันหมด เรามาอยู่กับแบบชุมชนหน้าตาดีที่หลากหลายได้ไหม
ในแง่นี้ความหน้าตาดีของผมไม่จำเป็นต้องทำให้คุณภาพความหน้าตาดีของคนอื่นลดลง จิตสำนึกของคนอื่นลดลง หรือผิดพลาด ในขณะที่จิตสำนึก ปัญญาและคุณธรรมของผมเหนือกว่าคนอื่นแต่เพียงฝ่ายเดียว
ราวกับว่า แม้ว่า คุณลักษณะในแง่ของ “จำนวน” ของผมอาจน้อยกว่า แต่ “คุณภาพ” ของผมกลับมีมากกว่า
มาถึงตรงนี้ผมขอเล่าเรื่องเล็กๆสักเรื่องหนึ่งที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับข้อเสนอข้างต้นสักนิดนะครับ เรื่องมีอยู่ว่าในการรณรงค์การเลือกตั้งครั้งที่แล้วในหมู่เยาวชน ผมและทีมงานใช้วิธีการนำเสนอบางประการเพื่อให้เยาวชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจว่าทำไมการเลือกตั้งเสียงเดียวก็มีความหมายและมีความหมายว่าอย่างไร โดยได้จัดทำผ้าใบสีขาว แล้วให้ทุกคนเอาสีที่ตัวเองชอบหนึ่งสีป้ายลงไปคนละหนึ่งครั้ง เสมือนกับการลงคะแนนเสียง หรือเสนอความเห็นทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะ
สิ่งที่ “ปรากฏขึ้นต่อหน้า” ของพวกเขาภายหลังจากที่ได้ลงมือปฏิบัติในการป้ายสีประชาธิปไตยนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การมองเห็นว่าภาพนั้นมีสีข้างมากเป็นสีอะไรคงไม่สวยเท่าการพิจารณาว่าภาพนั้น “เป็นรูปอะไรได้บ้าง” ต่างหาก
และสีทุกสีในภาพนั้นช่วยให้ภาพนั้น “กลายเป็นรูป” ขึ้นมา
ย้อนกลับมาสู่การเรียกร้องในนามของเครือข่ายคอลัมนิสต์หน้าตาดีฯ ข้อเรียกร้องของผมไม่ได้ต้องการจะเป็นกลุ่มที่นำเสนอความเห็นโดยอ้างอิงถึงคุณภาพที่เหนือกว่าคนอื่นจากสถานภาพของตน หรือเสนอขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของผมและกลุ่มเพื่อน
ผมเชื่อว่าผลประโยชน์ของผมนั้นมิใช่ไม่มี แต่ผลประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันและยอมรับกันเนี่ยมันทำให้ผลประโยชน์ของทุกคนเพิ่มมากขึ้นได้ไหม
แต่ทำไมตอนนี้ความฝันของคนหน้าตาดีมันมืดมนขนาดนี้? ทำไมมันไม่มีพื้นที่ที่จะคุยกันเลย?
โลกที่ผมอยู่กลายเป็นโลกที่มีข้อสอบข้อเดียว ที่ต้องเลือก ไล่ตั้งแต่ ก. กลับไปเลือกตั้ง ข. ออกมาลุย ค. ม่ายยยเลือกตั้งงงง ไม่ลุยยยย และ ง. ไม่เข้าสอบ นอนอยู่บ้านดีก่า ...
ผมไม่เห็นอยากจะเป็นคนเดียวที่ต้องทำข้อสอบเลย อยากช่วยกันคิดข้อสอบ ช่วยกันทำ ช่วยกันตรวจสนุกกว่าตั้งเยอะ
ทำไมการเมืองไทยไร้จินตนาการขนาดนี้? อันนี้ผมตอบไม่ได้ เพราะคำถามและคำตอบของผมไม่มีใครสนใจในห้วงจังหวะ “ความเป็นความตายของประเทศ”
ทุกคนสนใจแต่ความถูกต้อง ความชอบธรรม ...
สนใจแต่การเปล่งเสียง ... “ออกไป” และ “กลับมา”
จินตนาการเป็นเรื่องที่สำคัญในการเมือง แต่มิได้หมายถึงว่าการเมืองทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดในจินตนาการ
จินตนาการไม่มี กติกาก็ไม่มีความหมาย โดยเฉพาะจินตนาการที่จะอยู่ด้วยกัน
ผมคงเพี้ยนไปจริงๆ ที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองในความหมายของ “การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลัง” ต่างๆ แบบว่า พวกชนชั้นกลางคิดแบบนี้ พวกศักดินาประชาธิปไตยคิดแบบนี้ พวกชาวบ้านคิดแบบนั้น
ผมอยากรู้มากกว่าว่าแต่ละฝ่ายคิดจะอยู่กันอย่างไร ถ้าไม่ได้ตั้งโจทย์เริ่มต้นแค่การต้องมี “อำนาจ” และมี “เงิน” ก่อนถึงจะจัดการปัญหาอะไรสักอย่างได้ในโลก และถึงจะ “ล้มคนอื่น” ได้
วางเรื่องเงินเรื่องอำนาจก่อนแล้วเอาใจเอาปัญญามาคุยกันดีๆไม่ได้หรืออย่างไร? คุยกันแบบคนกลุ่มน้อย คุยกับแบบคนตัวเล็ก มันอาจจะเป็นจินตนาการอันใหญ่โตมิใช่เล่น (เป็นคนด้วยกันเนี่ย ถือเป็น “ตัวหารร่วม” ที่จะคุยกันได้ไหมครับ?)
จินตนาการว่าเรา “แตกต่าง” แต่ไม่แตกแยก ไม่ใช่จินตนาการของความถูกต้องและไม่ถูกต้อง พวกมากหรือพวกน้อย
ไม่ใช่จินตนาการว่าเราล้มเขาไม่ได้เพราะเป็นปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองอันใหญ่โต หรือปัญหาทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน หรือเพราะชนชั้นกลางมันล้าหลัง และชาวบ้านมันผิดที่ไปเชื่อเขาและไม่ร่วมกับเรา
ผมนึกถึงคนมุสลิมหน้าตาดี คนจนหน้าตาดี อีกตั้งไม่รู้อีกเท่าไหร่ ที่จะสามารถอยู่กันได้ หลังจากที่เราเริ่มคุยกัน นึกถึงคำหรูๆที่ใช้กันว่า “พื้นที่สาธารณะ” ที่ถูกทำให้สามานย์กลายเป็น “พื้นที่ทางการรบ” ทั้งที่พื้นที่สาธารณะมันเป็นพื้นที่ในการพูดคุยกันในการจะอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพกัน
ผมไม่แน่ใจว่าพื้นที่สาธารณะมีไว้เพื่อสร้าง “มติ” หรือมีไว้เพื่อ “ค้นหาปัญหาร่วมกัน” ด้วยการเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นของปัญหา ... เหมือนกับการวาดรูปด้วยกัน
มิได้บอกว่าไล่ทักษิณไม่ได้ แต่อยากเห็นพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ในการปรึกษาหารือกันว่าคนแต่ละคนที่มาร่วมกันนั้นเขาเกี่ยวพันและแตกหักกับระบอบทักษิณอย่างไร
มิใช่แค่พื้นที่ของการมาสร้างตัวตนของตัวเองโดยการต้านใครสักคน
เพราะหัวใจในการสร้างอัตลักษณ์ไม่ใช่อยู่แค่การปฏิเสธใครสักคน แต่อยู่ที่การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายๆรูปแบบเสียมากกว่า ... (2)
ในแง่นี้ เราสามารถประกาศตัวตนและจุดยืนของตัวเราได้ แต่เรามิได้ประกาศตัวเพื่ออ้างคุณภาพความเหนือกว่าคนอื่น แต่ต้องประกาศตัวในฐานะของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยที่ยอมรับถึงโครงสร้างความไม่เท่าเทียมกันที่ดำรงอยู่ด้วย
ความเป็นพลเมืองในแง่นี้จึงไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียมของสิทธิ หรืออัตลักษณ์ หรือความเหนือกว่าของคุณลักษณะของตัวเรา แต่เป็นเรื่องของการประกอบสร้าง-สร้างสรรค์-กำหนดตัวตน ที่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งแห่งที่ของตัวเราในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบและเป็นผู้ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกได้ นั่นหมายความว่าเมื่อเราอ้างอิงความเป็นตัวตนบางอย่างของอัตลักษณ์ของเรา เราก็ต้องเข้าใจด้วยว่าอัตลักษณ์ที่เราอ้างอิงนั้นมันสัมพันธ์กับคนอื่นๆอย่างไร และมีสิ่งท้าทายอะไรที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุการที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้ (3)
หน่านะ ... ขอคนหน้าตาดีมีที่ยืน-ที่คุยสักนิดนึงนะครับ ...
—————————————————-
เชิงอรรถ:
1. ไม่ว่าจะ “รู้เรื่อง” “เข้าใจ” และ/หรือ “เห็นด้วย” กับรุสโซ่ หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่สร้างความประทับใจกับการ “สัมผัส” กับงานเขียนของรุสโซ่ก็คือ รุสโซ่ ประกาศตนว่าตนเป็น(แค่เพียง) “พลเมือง” (citizen) เท่านั้นในการเขียนงานที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นปรัชญาทางการเมืองของเขา (หรือพลเมืองผู้มีคุณธรรม – virtuous citizen พลเมืองแห่งสาธารณรัฐที่สามารถร่วมกำหนดกฏหมายของสาธารณรัฐได้) ไม่ว่าจะในงาน Discourse on the Origin of Inequality (1754) และ The Social Contract (1762)
โปรดดูเว็บไซต์ของสมาคมรุสโซ่ พร้อมตัวบท ได้ที่ http://www.wabash.edu/Rousseau/
2. ข้อถกเถียงประการหนึ่งในวงการวิชาการทางรัฐศาสตร์ก็คือ ความเข้าใจในเรื่องของ “การเมือง” (politics) กับ “ความเป็นการเมือง” (the political) การเมืองหมายถึง พฤติกรรมทางการเมืองที่แสดงออกมา ขณะที่ความเป็นการเมืองหมายถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมการเมืองในแง่ที่ว่ากระบวนการที่สังคมการเมืองนั้นดำรงอยู่นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร (ความเป็น)การเมืองนั้นหมายถึงอะไร อาทิ บางกลุ่มอาจเห็นว่าความเป็นการเมืองหมายถึงการดำรงอยู่ของพื้นที่สำหรับเสรีภาพและการพุดคุยกัน บางกลุ่มอาจมองว่าความเป็นการเมืองหมายถึงเรื่องของอำนาจ ความขัดแย้ง และการเผชิญหน้า โปรดพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่ Chantal Mouffe. 2005. On The Political. London: Routledge.
ความสำคัญที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ ในบางครั้งพฤติกรรมทางการเมืองที่ปรากฏขึ้นในสังคมนั้นเราอาจจะมองเห็น วัดค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนโหวต ผลการเลือกตั้ง ข้อคิดเห็นในเว็บ แต่ทว่าสิ่งที่อาจต้องตั้งคำถามเพิ่มเติมก็คือเบื้องหลังความเห็นและพฤติกรรมบางอย่างที่ปรากฏตัวออกมา (รวมทั้งสถาบันและองค์กรทางการเมืองต่างๆ) ก็คือ แต่ละฝ่ายนั้นเขามีจินตนาการทางการเมืองอย่างไร เขาให้ความหมายกับเรื่องทางการเมือง หรือความเป้นการเมืองของเขาอย่างไร และเราให้ความหมายในเรื่องของความเป็นการเมืองของเขาอย่างไร
ในแง่นี้ผมมิได้คิดว่าสิ่งที่ผมพยายามวิ่งไปวิ่งมาทางความคิดท่ามกลางความเดือดร้อนจะเป็นจะตายของสังคมด้ววยการอ้างอิงงานของ Post-Marxist ทั้งในสาย Habermas และ Mouffe อย่างสนุกสนาน (และมั่ว) เพียงแต่ผมคิดว่าแนวคิดของการปรึกษาหารือกันและแนวคิดที่ยอมรับว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้นดำรงอยู่ ล้วนมีที่มาด้านหนึ่งจากรากเดียวกันก็คือการต่อสู้ต่อรองกับสภาวะการครองความคิดจิตใจ (hegemony) ที่ปรากฏตัวขึ้นในปัจจุบัน ผมเองไม่เชื่อว่า deliberative democracy กับ the political as antagonism นั้นมันขัดแย้งกันในระดับพื้นฐาน เพราะมันมีรากเหง้าส่วนหนึ่งมาจากการวิพากษ์ hegemony และ capitalism เหมือนกัน
3. แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า radical democratic citizenship โปรดดู Chantal Mouffe. 1992. Democratic Citizenship and the Political Community. in her (ed.) Dimensions of Radical Democracy: Pluralism, Citizenship, Community. London: Verso.
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก (ตอน คนรูปหล่อขอที่ยืนนิดนึง) โดย เพี้ยน นักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 15 ฉบับที่ 718 วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2549



