Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


เพียงเธอ … รักนี้ดีที่สุดแล้ว

หมายเหตุ: ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นในช่วงคืนวันที่ 24-25-26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่นายกทักษิณประกาศยุบสภา พรรคฝ่ายค้านปฏิเสธไม่ลงสมัครเลือกตั้ง และมีการชุมนุมขับไล่นายกทักษิณในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ท้องสนามหลวง

แต่ขณะที่เขียนบทความนั้นนายบรรหารยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสัตยาบันร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชนหรือไม่

บทความชิ้นนี้อาจจะ “หมดอายุ” ไปแล้ว หากพิจารณาจากพลวัตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่หมดอายุและดูไม่ได้น่าสนใจอะไรมากมายนัก มีมิติทางการเมืองที่สนใจอยู่ไม่น้อย ก็เลยอยากจะขอบันทึกเรื่องราวดังกล่าวเก็บเอาไว้ ในพื้นที่เล็กๆทางด้านซ้ายของ onopen.com ครับ : )

...............................

... ผมจำได้ว่า “ตูมตาม” คอลัมนิสต์หน้าสุดท้ายใน “ข่าวพิเศษ” ที่ผมติดงอมแงมสมัยหนุ่มๆเคยเขียนถึง “นายบรรหาร” ว่า ... ถ้าเจองูกับเจอแขก ... ให้ตีนายบรรหารก่อน

จนถึงคืนวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ นายบรรหารจึงยอมเซ็นข้อเรียกร้องที่นำเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน เพื่อขอให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง (ในความหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ)

แต่นายบรรหารขอให้นายกลงชื่อด้วย และไม่ได้เรียกร้องคนกลางที่ต้องมาจากการ “โปรดเกล้าฯ”

ผมเอาชื่อภาพยนตร์เรื่อง “As Good as It Gets” ที่แปลเป็นไทยได้อย่างงดงาม มาตั้งชื่อคอลัมน์สัปดาห์นี้ เพราะผมคิดว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วทำให้ผมมี “จินตนาการ” กับการเมืองไทยในช่วงนี้มากขึ้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึง “ความสัมพันธ์” ที่ “พัฒนาไป” ของนักเขียนนวนิยายโรมานซ์ปากหมาและใจแคบ สาวเสริฟม่ายที่มีลูกที่ไม่ค่อยสบาย นักวาดภาพที่เป็นเกย์ และหมาตัวหนึ่ง

ที่สุดท้ายทุกฝ่ายเข้าใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน ... และรักกัน

ในความคิดของผม “จินตนาการทางการเมือง” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

คงเหมือนกับรสนิยมในการดูหนัง ... บางคนชอบยิงภูเขา เผากระท่อม บางคนชอบโศกเคล้าน้ำตา บางคนชอบรักกุ๊กกิ๊ก ... ก็ว่ากันไป

พูดแบบม้วนเดียวจบ ... “เต็มที่” เนี่ยเราก็ควรจะ “ยอมรัก” นายบรรหารซะบ้าง (ไม่ “ยอมรับ” ก็ “ยอมรัก” สักนิด)

และแม้ว่า นายบรรหารจะอ้างว่ามติของพรรคชาติไทยจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค แต่มาจนถึงชั่วโมงนี้เราย่อมรู้กันดีว่าพรรคชาติไทยนั้นคือนายบรรหาร และนายบรรหารคือพรรคชาติไทย ด้วยว่ากรรมการบริหารของพรรคก็มีมติให้นายบรรหารตัดสินใจในฐานะหัวหน้าพรรค

ข้อเสนอและความเห็นมาตรฐานในสังคมของเรา มักจะเห็นว่านายบรรหารเป็นตัวอย่างของนักการเมืองแบบคลาสสิคอันเป็นสัญลักษณ์ของพรรคชาติไทยและ “การเมืองเก่า” ก่อนการปฏิรูปทางการเมือง ที่มาจากฐานชนบท มาจากการซื้อเสียง ไม่มีจุดยืนทางการเมืองนอกเหนือไปจากการรักษาเก้าอี้ และอยากเป็นรัฐบาล (1)

แต่ผมกลับเห็นว่า ตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ถึงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาในช่วงที่การเมืองมีความสับสนที่สุดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าคนที่กุมชะตาบ้านเมืองตัวจริงกลับอยู่ที่นายบรรหารและ “บึงฉวาง-สุพรรณบุรี” (มิใช่กรุงเทพ เชียงใหม่ หัวหิน พิจิตร ตรัง และอาจสามารถ)

ผมไม่ได้บอกว่านายบรรหารเป็นคน “ดีงาม” ... แต่ “วิธีเล่นการเมือง” (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ของนายบรรหารนั้นมีความน่าสนใจ และถ้าเราเปิดใจให้กว้างสักนิด และไม่น่าเชื่อว่าส่วนที่สำคัญในการรักษาสมดุลย์ทางการเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ที่ตึงเครียดนั้นกลับอยู่ในกำมือของคนสุพรรณบุรี (แน่นอนว่าไม่สะใจคอหนังยิงภูเขา เผากระท่อมและหลวงพี่เท่ง)

วิธีการอธิบายเช่นนี้ถ้าตีความกันแบบมันส์ปาก เราก็คงเห็นว่าเป็นการแทงกั๊ก หรือความเก๋าเกมส์ เพื่อเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้จะจริงเท็จประการใดนั้น อยู่ที่การค้นหาข้อเท็จจริงกันต่อไป

แต่ผมอยากเสนอให้ลองมองว่า การ “ไม่ตัดสินใจ” ของบรรหารนั้นความจริงเป็นการ “ตัดสินใจ” ในลักษณะหนึ่ง เพราะก่อให้เกิด “ผลในการตัดสินใจในการแปรเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง” ในสังคมการเมือง หรือแม้กระทั่งไม่ทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น

ถือเป็น “อำนาจ” อย่างหนึ่งได้เช่นกัน (2)

บางคนอาจจะมองว่านายบรรหารไม่กล้าตัดสินใจ แต่การไม่ตัดสินใจของนายบรรหารก็ทำให้คนหลายคนไม่สามารถตัดสินใจได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ผมไม่ได้เชื่อว่านายบรรหารมี “อุดมการณ์ทางการเมือง” และ “มือสะอาด” ... แต่ผมว่า ณ ระดับหนึ่งนายบรรหารนั้นเป็นคน “น่า(ที่จะ)รัก” กว่า นักการเมืองอีกหลายคนๆ ที่ “สวมเสื้อ” และ “ไม่สวมเสื้อ” นักการเมือง

แต่ก็เล่นการเมืองกันทั้งนั้น

ที่สำคัญนายบรรหารเองก็ไม่ได้เล่นการเมืองแบบ “ล้างตัวเอง” จากการเคยเป็น “พวก” ทักษิณมาก่อน

มิได้หมายความว่าผมจะต้องชูจักกะแร้เชียร์ให้นายบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยนึง แต่ผมคิดว่า “ความเป็นนักการเมือง” ของนายบรรหารนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ เพราะสิ่งที่นายบรรหารทำในฐานะนักการเมืองนั้นมีลักษณะของ “ความเป็นตัวแทน” ของ “ประชาชน” ที่น่าสนใจในอีกรูปแบบหนึ่ง

หรือเราสามารถพูดว่าเราอาจได้ประโยชน์โดยมิได้ตั้งใจจากความเป็นตัวแทนในแบบของนายบรรหาร ซึ่งอาจจะไม่สะใจคอหนังยิงภูเขา เผากระท่อม

ท่ามกลางทางเลือกที่หดแคบลงทุกวัน ได้แก่ 1. ประชาชนนั้นเป็นเพียงผู้ “โหวต” ว่าจะเอานายกคนนี้ไหม (ทั้งโหวตเลือกนโยบายและโหวตเพื่อซักฟอกความบริสุทธิ์ของตัวเอง) 2. ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจไล่นายกทางตรงโดยการ “ชุมนุมขับไล่” นายกที่สนามหลวง และ 3. ประชาชนไม่ต้องตัดสินใจใดๆ เพราะพรรคฝ่ายค้านบางส่วนในวันศุกร์เสนอว่าจะไม่ลงสมัครถือเป็นการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

แต่เมืองมองถึงภาพรวมแล้ว การยุบสภา การไม่ลงเลือกตั้ง และการไม่เซ็นชื่อร่วม ก็เป็นการกระทำที่มิได้ถามประชาชนทั้งสิ้น

แต่นั่นคือ “ตัวตน” และ “จังหวะ” ที่เป็น “งาน” ของ “นักการเมือง” มิใช่หรือ?

ถ้าการเมืองไม่ใช่เรื่องของความสง่างาม ไม่ใช่เรื่องที่ “หล่นมาจากฟ้า” และการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกันอย่างตรงๆ ... สภาวะความคลุมเครือของนายบรรหารกลับเป็นคุณและเป็นหนึ่งในปัจจัยให้ความตึงเครียดไม่ปะทุในห้วงเวลานั้น (อีกครั้งครับ ความคลุมเครือแบบนี้คงไม่สะใจคอหนังบู๊แน่นอน)

การเมืองแบบบรรหาร หรือ “สุพรรณโมเดล” นั้นอาจไม่สวยงามถูกใจคนอีกหลายๆคน แต่สุดท้ายถ้าเราเห็นว่านักการเมืองแบบบรรหารนั้น “น่า...รัก” มิใช่เล่น ... ไม่ว่านายบรรหารจะทำอะไรต่างจากที่ “เราเห็น” ก็ตาม

ผมอดอมยิ้มไม่ได้ครับ เพราะการเมือง “แบบบ้านๆ” แบบนี้ก็มีเสน่ห์มิใช่น้อย.
—————————————————
เชิงอรรถ:

1. บทความทางวิชาการที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับนายบรรหารนั้นมีอยู่น้อยถึงน้อยมาก แต่งานของ Yoshinori Nishizaki เป็นงานที่น่าสนใจ โปรดดู: Yoshinori Nishizaki. 2005. “The Moral Origin of Thailand’s Provincial Strongman: The Case of Banharn Silpa-archa”. South East Asia Research. Vol.13 No.2: 184-234. ความน่าสนใจของงาน Yoshinori นอกเหนือจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของบทบาทการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของนายบรรหารในพื้นที่สุพรรณบุรีแล้ว เขายังเสนอว่าตัวแบบวิธีการมองการเมืองในชนบทแบบ “เจ้าพ่อ” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” นั้นไม่สามารถใช้ได้กับกรณีของนายบรรหาร ด้วยว่าการสะสม “บารมี” ของนายบรรหารนั้นมิได้มาจากความรุนแรงทางกายภาพและการซื้อเสียงทางตรง (ผมเห็นว่าคำว่า moral ในงานชิ้นนี้ของ Toshinori น่าจะแปลว่า บารมี เสียมากกว่าคุณธรรม) และที่สำคัญบริบททางประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลยจากรัฐส่วนกลางต่างหากที่ทำให้คนอย่างนายบรรหารสถาปนาบารมีในพื้นที่ได้ หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ การเมืองแบบเน้นโครงการพัฒนานั้นเกิดขึ้นได้จากประวัติศาสตรอันยาวนานที่รัฐในอดีตที่ผ่านมาละเลยการพัฒนา จึงทำให้เกิดการด้อยพัฒนา (มิใช่ว่าการด้อยพัฒนาเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ)

2. ดูเพิ่มเติมได้ที่ Peter Bachrach and Morton S. Baratz. 1962. “The Two Faces of Power”. American Political Science Review. 56: 941-52. และ 1963. “Decisions and Nondecisions: An Analytical Framework. American Political Science Review. 57: 641-51.


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 1 มีนาคม 2549 หน้า 4



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter