ร่วมประสานเสียง “ท้าาากสิน….ออกไป!”
หากจะอุปมาประเทศเป็นดั่งบริษัท ประชาชนเจ้าของประเทศ ก็ย่อมมีสถานะของความเป็นเจ้าของเหมือนกับผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของบริษัทนั่นเอง
เนื่องจากเจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นนั้นมีจำนวนมากมาย การที่ทุกคนจะเข้ามาช่วยกันทำหน้าที่เป็นผู้บริหารบริษัทโดยพร้อมเพรียงกันนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ถือหุ้นจึงต้องเฟ้นหานักบริหารมืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น ต้องได้รับฉันทามติของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ในลักษณะเดียวกันกับการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเฟ้นหาตัวผู้นำรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
ผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของเจ้าของบริษัท ย่อมจะต้องดำเนินการ และวางตัวอยู่ภายใต้ ข้อตกลงหรือสัญญา ที่มีต่อผู้ถือหุ้นทั้งหลาย ว่าตนเองนั้นจะทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องผลประโยชน์ต่างๆนานา ที่ก่อเกิดจากการดำเนินงานของบริษัท ให้ตกแก่ “ผู้เป็นเจ้าของ” อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ตกหล่น
ความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาเจ้าของกับผู้บริหารของบริษัท จึงเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับความสัมพันธ์ระหว่าง principal (หรือ “ผู้ว่าจ้าง”) กับ agent (“ผู้รับจ้าง”)
ฉันใดก็ฉันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชน” กับ “นายกรัฐมนตรี” ก็มีลักษณะของ principal-agent ด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ได้มอบอำนาจในการบริหาร โดยผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นนายกรัฐมนตรี และทำหน้าที่ในฐานะ “ตัวแทน” ของปวงชน ผู้ซึ่งมีพันธกิจที่ต้องดำเนินการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนของประเทศโดยรวม มิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการจำเพาะ
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเกิดความสงสัยว่า ผู้บริหารบริษัทจะมีการกระทำที่ผิดต่อข้อตกลงที่ได้มีต่อกัน เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเข้าตรวจสอบ ซักถาม รวมทั้งถอดถอนเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ซึ่งครั้งหนึ่งนั้น ผู้ถือหุ้นต่างเคยให้ความไว้วางใจให้เข้ามาทำงานเป็นตัวแทน ผู้บริหารอาจไม่มีโอกาสทำงานครบวาระตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ หากบรรดาผู้ถือหุ้นพร้อมใจกับ อัปเปหิให้ออกจากตำแหน่ง
ตรรกะของการอุปมาอุปมัยนี้สะท้อนถึงนัยว่า ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต่างมีสิทธิอันชอบธรรม และโดยเท่าเทียมกันที่จะตรวจสอบและซักถามถึงการบริหารประเทศของนายกฯ หากเกิดข้อสงสัยในพฤติกรรมหรือผลงานการบริหารประเทศของนายกฯ รวมไปถึงการขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดวาระอีกด้วย
การชุมนุมของประชาชนที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้นั้น สามารถมองได้ว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบรรดา “ผู้ว่าจ้าง” หรือ principal ต่อการกระทำผิดใน “งานที่ได้รับมอบหมาย” ของนายกฯ ผู้เป็นเสมือน “ผู้รับจ้าง” (หรือ agent) ในบริบทของสัญญา (contract)
19 ล้านเสียงที่พรรคไทยรักไทยได้รับในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นความไว้วางใจที่ประชาชน ได้มอบให้กับ นายกฯ และพรรคไทยรักไทย ประหนึ่งฉันทามติของผู้ถือหุ้นที่ตกลงใจเลือกผู้บริหารที่เพิ่งหมดวาระไปกลับมาทำหน้าที่ในการบริหารบริษัทอีกครั้ง
ด้วยเสียงสนับสนุนที่มากมายเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยไม่เพียงจะสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ยังเป็นผู้กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการหวนคืนสู่เก้าอี้นายกฯอีกครั้งของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้วนั้น มาพร้อมกับอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศโดยแท้จริง
คำกล่าวที่ว่า “อำนาจที่มากล้นนั้น ย่อมผูกพันตามมาด้วยพันธกิจอันยิ่งใหญ่ และความคาดหวังที่เหนือระดับปกติ” ยังคงเป็นจริงเสมอ
พรรคไทยรักไทยไม่เพียงแต่จะต้องแบกรับความคาดหวังที่ 19 ล้านเสียงมีให้กับโครงการอย่างเมกะโปรเจ็กต์ SML โคล้านตัว และการขจัดความยากจนให้หมดประเทศ ฯลฯ ตัวหัวหน้าพรรคเองนั้นยังถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมของผู้ปกครอง และอุดมด้วยจริยธรรมอันดีงามอีกด้วย เพราะอำนาจอันล้นเหลือเช่นนี้ หากไม่มีคุณธรรมภายจิตใจตนคอยกำกับแล้วไซร้ ย่อมอาจพาให้ใช้อำนาจในมือไปในทางมิชอบได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมขณะนี้ ที่ยากจะหาใครหาญกล้ามาช่วยทัดทาน หรือเตือนสติ เพราะทั้งองค์กรอิสระและซีกตรงกันข้ามทางการเมืองต่างไม่อยู่ในสภาพที่จะพึ่งพิงได้แม้แต่น้อย
แม้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกฯในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะไม่เคยขาดหายไปเลยตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง แต่เสียงเหล่านั้นไม่เคยดังพอที่จะสั่นสะเทือนความมั่นคงของรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางการบริหารประเทศของหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และยังคงให้โอกาสนายกฯบริหารประเทศต่อไปอยู่ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ให้กับกองทุนเทมาเส็กจากประเทศสิงคโปร์เมื่อต้นปีนี้เอง
อาจกล่าวได้ว่า การขายชินคอร์ปนี้เป็นตัวจุดชนวนการต่อต้านในระดับมวลชนวงกว้างอย่างแท้จริง เพราะการกระทำของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดอย่างมหันต์ต่อบทบาทและความคาดหมายที่ประชาชนจำนวนมากมีให้กับพรรคไทยรักไทย อันมีโทษถึงขั้นต้องขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งสถานเดียว
ประเด็นเรื่องการขายหุ้นไม่เสียภาษีนั้น เป็นเพียงแค่สิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณนักธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด ภายใต้กฎกติกาที่ยังมีรอยโหว่อยู่เสมอ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องของจริยธรรมบกพร่องเล็กน้อย ไม่ได้ผิดอย่างร้ายแรง เพราะนักธุรกิจทั่วๆ ไปก็ทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำธุรกรรมทุกอย่างยังกระทำภายใต้กรอบของกฎหมายอีกด้วย
แต่ในระหว่างขั้นตอนของการทำดีลประวัติศาสตร์นี้นั้นกลับเป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนกว่าถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการทำหน้าที่ผู้บริหารประเทศ หรือในฐานะของ agent ที่มีสัญญาผูกมัดว่าจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย กล่าวคือนายกฯ (โดยผ่านนอมินีที่มีชื่อต่างๆ กัน) ได้ละเลยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการกำกับและตรวจสอบ (ก.ล.ต.) ใน 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1.ในเรื่องของการรายงานสัดส่วนการถือครองหุ้นกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ (ซึ่งมีผลตามมาถึงการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์กับผู้ถือหุ้นชินรายอื่นๆ) และ 2.ในเรื่องของการปิดบังการตกลงซื้อขายหุ้นของชินคอร์ปกับเทมาเส็กที่ถูกอุบไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย
ตัวนายกฯเองทราบดีว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ นั้นถูกกำหนดขึ้นเพื่อปกป้องประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อยที่อาจขาดโอกาสจะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ การตัดสินใจกระทำโดยไม่ใส่ใจถึงกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯในลักษณะเช่นนี้นั้น เท่ากับว่านายกฯไม่ให้ความสำคัญกับนักลงทุนรายย่อย หรือพวก “แมงเม่า” ผู้มักจะเสียเปรียบนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นเมื่อสัดส่วนการถือครองเกินกว่าร้อยละ 25 ก็ดี หรือว่าเรื่องการไม่แจ้งกับตลาดเมื่อบริษัทกำลังจะถูกเข้าครอบงำกิจการก็ดี นายกฯละเลยที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน และทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผลให้ทางตลาดไม่สามารถดำเนินการตามสมควร เพื่อให้ความคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยได้ และปิดโอกาสที่นักลงทุนรายย่อยจะได้ปรับกลยุทธ์ในทิศทางที่สมควรได้
ตรงกันข้ามผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชินกลับปล่อยให้ข่าวของดีลนี้โหมกระพือกระแสการเก็งกำไรในหุ้น SHIN โดยมิใยดีว่าการนิ่งเฉยเช่นนี้ จะช่วยเติมเชื้อไฟ ล่อบรรดาแมงเม่าให้เข้ามาเล่นตาม ยิ่งไปกว่านั้นมีการตรวจพบในภายหลังฟ้องชัดว่า มีผู้บริหารในตระกูลชินวัตรทะยอยปล่อยหุ้นออกขายทำกำไรในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมทำให้ประชาชนซาบซึ้งถึงดุลยพินิจของผู้เป็นนายกฯที่แม้จะกำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่ แต่กลับเห็นผลประโยชน์ของตัวเองและคนใกล้ชิดสำคัญกว่าบรรดานักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ฯ
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ทำให้ประชาชนไม่สามารถไว้วางใจได้ว่า ในการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศในเรื่องสำคัญๆ เช่นการตกลงเขตเสรีทางการค้าหรือ FTA ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของประเทศกับประเทศคู่สัญญานั้น หากถึงคราวต้องเลือกระหว่างประโยชน์ของประชาชนตัวเล็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ กับประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หัวหน้าพรรคไทยรักไทยจะดำเนินการในฐานะของตัวแทนทางฟากไหน เหตุการณ์ดีลชินคอร์ปทำให้บรรดาชน ชั้นกลางและคนมีการศึกษาเชื่ออย่างสนิทใจว่า เขาจะไม่เลือกฟากประชาชน
ภายหลังจากการที่เทมาเส็กเข้ามาซื้อหุ้นชิน คอร์ปในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว หลายฝ่ายได้ทำการตรวจสอบกระบวนการซื้อขายครั้งนี้อย่างถ้วนถี่ และในเวลาต่อมาได้พบว่านี่มิใช่การเทกโอเวอร์ธรรมดา ตรงกันข้ามกลับมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีบริษัทนอมินีเกี่ยวข้องไม่น้อย ทั้งมีการทำธุรกรรมและนิติกรรมอำพรางนานานัปการเพื่อหลบเลี่ยงกฎระเบียบของรัฐ 1 จนชวนให้ประชาชนคิดต่อไปได้ถึงความสุจริตใจของบิดานายพานทองแท้ ชินวัตร ในการ ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของประชาชน เมื่อคราวที่ได้ทำข้อตกลงสนธิสัญญา หรือธุรกรรมต่างๆ ในนามของรัฐบาล ว่ายังมีความจริงอะไรบ้างที่ “ซุก” ซ่อน หรือปิดบังประชาชนไว้อีก (อ่านได้จากหนังสือเรื่อง “25 คำถาม: เบื้องหลังดีลเทกโอเวอร์ ชินคอร์ป” โดยม้านอกและเด็กนอกกรอบ สำนักพิมพ์ openbooks)
เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ผลักดันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจำนวนมาก ต้องออกมาสู่ท้องถนน เรียกร้องให้นายกฯก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งการเคลื่อน ไหวที่ดำเนินมาจนถึงวันนี้นั้นเป็นไปโดยสันติและอยู่ในกรอบของการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย มิใช่เป็นการชุมนุมของเหล่า “กุ๊ยข้างถนน” แต่อย่างใด
หากตัวนายกฯมีความบริสุทธิ์ใจในทุกเรื่องที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และเชื่อว่าได้ดำเนินการทุกอย่างโดยสุจริตใจแล้ว นายกฯสมควรที่จะเดินหน้าขึ้นเวที ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง แต่หากไม่อยู่ในฐานะที่จะเคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ นายกฯน่าจะทราบดีว่าคำพูดจากใจเพียงไม่กี่คำก็สามารถสยบการเคลื่อนไหวทั้งหลายทั้งปวงได้ และจะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากภาวะอึมครึมทางการเมืองในทันที
เสียดายที่นายกฯคนนี้กลับเลือกพาตัวเองไปในที่ๆ บรรดาคนรอบข้างจัดเตรียมฝูงชนไว้ต้อนรับแทน ไปเพื่อรับมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ชื่นชมกับป้ายเชียร์ยกยอที่ชูกันสลอน และพูดในเวทีที่เขามั่นใจว่าจะมีใครกล้ามาปริปากโต้แย้ง หรือตั้งคำถามกลับ
เสียงตะโกนก้องท้องสนามหลวง และถนนราชดำเนินในยามค่ำคืนจะยังคงดังก้องอยู่ต่อไป ตราบใดที่นายกฯยังไม่กล้าทำในสิ่งที่เขาควรจะกระทำ
“ท้าาาาาาากสิน ...ออกไป!”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม 2549



