นักธุรกิจไม่กล้าแตะทักษิณ
ก่อนเสียงตูมจะระเบิดหน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ อันเป็นที่พำนักของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ค่ำคืนก่อนหน้านั้น บริเวณชานเมืองกรุงเทพ นักธุรกิจกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ได้นัดชุมนุมพูดคุยกันเรื่องวิกฤตการณ์บ้านเมืองที่ไร้ทางออก
บางคนเป็นเจ้าของโรงงาน บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจบันเทิง บางคนเป็นพ่อค้าอัญมณี บางคนทำธุรกิจอสังหาฯ บางคนเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น บางคนทำงานให้บริษัทสิงคโปร์ บางคนเป็นมือปืนรับจ้างให้กับธุรกิจใหญ่ และหลายคนเคยโบกธงสีเขียวบนถนนสาธร สีลม ในช่วงเรียกร้องการปฎิรูปการเมืองเมื่อสิบปีก่อน
สีหน้าของนักธุรกิจกลุ่มนี้ ดูไม่ค่อยมีความสุข หลายคนมีสีหน้าเคร่งเครียด แน่นอนว่า พวกเขาคือนักธุรกิจชายขอบกลุ่มทุนไทยรักไทย ไม่มีคอนเนกชั่นกับ ชินวัตร ดามาพงศ์ เจียรวนนท์ จึงรุ่งเรืองกิจ มหากิจศิริ มาลีนนท์ โพธารามิก สิริวัฒนภักดี ดำรงชัยธรรม
อารมณ์ร่วมภายในห้องประชุมที่แอร์เย็นฉ่ำคือ อยากให้ ทักษิณ ออกไป แต่ไม่รู้ว่า what and how it is to be done?
นักการเงินผู้สวมสูทผูกเนกไท เปิดประเด็นว่า การเมืองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นการเมืองที่ยืนอยู่บนความโลภล้วนๆ เงินคือคำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
นักการเงิน เปิดข้อมูลลับว่า บริษัท วินมาร์ค จริงๆ แล้ว หมายถึง ชนะค่าเงิน ไม่ใช่ชนะอภิสิทธิ์(มาร์ค) ...นะครับ
“ก่อนลดตัวค่าเงินบาทปี 2540 พวกผมอยู่ในภาคการเงินรู้ดีว่ามีความฉ้อฉลเกิดขึ้นในช่วงลดค่าเงินบาท นักธุรกิจส่วนใหญ่เจ๊งกันทั่วหน้า แต่มีกลุ่มเดียวที่รวยมหาศาล มันน่าสงสัย (นะครับ) ”
ฉะนั้น ถ้าจะโจมตีรัฐบาลชุดนี้ ต้องโจมตีฐานที่มั่นทางการเงิน รัฐมนตรีทุกคนเป็นนักธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่ ครอบครัวของคนในรัฐบาลล้วนมีผลประโยชน์อยู่ในตลาดหุ้น
ใครบางคนถามขึ้นว่า ทำไมพวกคุณ(นักธุรกิจ) จึงยังไม่ออกไปขับไล่ทักษิณ(เสียที) รออะไรอยู่
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มปัญญาชน นักคิดนักเขียน กลุ่มราชบัณฑิต กลุ่มครู กลุ่มหมอ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน กลุ่มราษฎรอาวุโส กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือแม้แต่ กลุ่มราชนิกูล 10 ตระกูล ก็ออกไปเรียกร้องให้ทักษิณ ลาออกไปกันครึกโครม
ชั่วโมงนี้ เหลือเพียง นักธุรกิจ อยู่กลุ่มสุดท้ายที่ยังสงวนท่าที ไม่ยอมออกมาขับไล่ทักษิณ
วันก่อน ดร.อัมมาร สยามวาลา กูรูใหญ่ด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ถ้านักธุรกิจออกมาขับไล่ทักษิณ ...รับรองสำเร็จแน่นอน !!! แล้ว นักธุรกิจรออะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ได้เคลื่อนไหว(เสียทีวะ)
เสี่ยวัยเฉียด 50 ปีกว่า สารภาพว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่ กลัวการเปิดเผยตัว ถ้าไม่มีสัญญาณจะรบชนะจริงๆ ไม่มีใครกล้าออกมาขับไล่ทักษิณ (หรอกครับ ) มันเสี่ยงเกินไป (ครับ) สไตล์ของเรา ไม่ได้แหลมแบบพวกคุณสนธิ ลิ้มทองกุลหรือมหาจำลอง
” ถ้าเราออกไปขับไล่ทักษิณ แล้วเกิดรบไม่ชนะ พวกเขากลับมาด้วยความอาฆาต พวกเราจะซวยหนัก ถูกเช็คบิลรายบริษัท ผมจึงอยากเสนอให้คุณทักษิณ เว้นวรรค ก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงกับลาออก ”
นักธุรกิจที่เคยโบกธงเขียว กล่าวว่า ” การต่อสู้ครั้งนี้ ไม่เหมือนกับตอนที่นักธุรกิจชูธงเขียว ปฎิรูปการเมือง เพราะตอนนั้นมี ป๋าเหนาะ (เสนาะ เทียนทอง) เป็นไดโนเสาร์ เพียงตัวเดียว แต่การรบครั้งนี้ เรากำลังสู้รบกับมหาเศรษฐีที่มีเงิน 50,000-60,000 ล้าน (นะครับ) ” เสี่ยใหญ่อีกคนเสริมว่า ” ผมโดนสรรพากรเข้าไปเล่นงาน เรียบร้อยแล้ว เพียงเพราะผมออกไปเคลื่อนไหวขับไล่ทักษิณที่สนามหลวง ผมโดนเล่นงานเลย แต่ผมไม่กลัวมันหรอก สักวันสังคมจะเปลี่ยนแปลง ถ้าเรากลัวพวกมัน หัวหด สังคมก็ไม่เปลี่ยนแปลง ”
นักธุรกิจหนุ่มอีกคนพูดว่า ยิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านไป โดยไม่ทำอะไรเลย ทุกอย่างจะฉิบหายหนักเข้าไปทุกที แต่จะให้นักธุรกิจไปเย้วๆ ไล่ทักษิณ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
นักธุรกิจอีกคนไปหาข้อมูลเชิงลึก มาวิเคราะห์ว่า ระบอบทักษิณ ไม่พังทลายไปง่ายๆ (หรอกคุณ) ถึงแม้ทักษิณ ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยังต้องวางตัวทายาทสืบทอดอำนาจ ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สมัยหรือ 8 ปี เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตระกูลชินวัตร
พ่อค้าอีกรายบอกว่า ประธานหอการค้าก็ก๊วนเดียวกับกลุ่มทุนไทยรักไทย พวกเราจะไปพูดอะไรได้ ถ้าประธานหอการค้าเขาประกาศให้ ทักษิณ สู้ๆ ...คุณจะไปตะโกนว่า ท๊ากกก..สิน ออกไป อย่างงั้นหรือ
ไวท์คอล่าร์ อีกคนเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สังคมต้องมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเสมอ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก และมาตรการที่ท้าทายกลุ่มทุนไทยรักไทยมากที่สุดก็คือ การเล่นกับตลาดหุ้น เพราะมันรวดเร็วและเสียหายฉับพลัน
“การถล่มตลาดหุ้น น่าจะดีกว่าการไปเล่นเชิงสัญลักษณ์ เช่น การบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนไทยรักไทย หรือกลุ่มทุนสิงคโปร์ ผมถามง่ายๆ คุณบอยคอตไม่ซื้อโตโยต้า เปลี่ยนไปซื้อฮอนด้า ก็เป็นของเสี่ยพงษ์ สารสิน และฮอนด้าก็ใช้ชิ้นส่วนของจึงรุ่งเรืองกิจ (มันก็แปะเอี๊ย )หรือไม่ใช้ เอไอเอส ไปใช้ ทรู มันก็ของกลุ่มซีพี หรือไปใช้ยี่ห้อ ดีแทค คุณแน่ใจหรือว่า ชัวร์ ”
วงสนทนาของนักธุรกิจ ยังดำเนินต่อไป แต่ยังไม่มีใครกล้าอาสา เอากระพรวนไปผูกคอ “แม้ว”



