ในโลกที่ความไว้ใจกับความเชื่อมั่นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หมายเหตุ: ก่อนเริ่มอ่านงานของผม น่าจะเปิดเพลง “ไว้ใจ” ของพี่หนุ่ย ในอัลบั้ม “ม้าเหล็ก” ประกอบด้วย หรือจะฮัมเพลงประกอบไปด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง .... จุดอ่อนจากการที่ ว้ายยยย จายยยยย ....
ปัจจุบันเราพบว่าบรรดานักวิชาการจำนวนไม่น้อยได้ออกมาขับไล่นายกรัฐมนตรี หรือออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เรื่องโม้ๆสัปดาห์นี้จะไม่เริ่มต้นด้วยการใช้ข้อกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรี “หมดความชอบธรรม” ในการบริหารบ้านเมือง แต่จะพยายามอธิบายในระดับทางทฤษฎีว่าทำไมคนจำนวนไม่น้อยจึง “หมดความไว้วางใจ” หรือ “ไม่ไว้วางใจ” ต่อนายกรัฐมนตรี
การหมดความชอบธรรมกับการไม่ไว้วางใจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีขาดหรือหมดความชอบธรรมนั้นไม่สามารถทำให้นายกรัฐมนตรีจอมกะล่อนออกจากตำแหน่งได้
นายกรัฐมนตรีจอมกะล่อนที่ชอบเลี่ยงกฏหมายนั้นจะยิ่ง “ดิ้น” ด้วยการอ้างอิงสารพัดข้ออ้าง อาทิ “ผลงาน” ของรัฐบาล คะแนนเสียงเลือกตั้ง และตัวบทกฏหมาย และที่สำคัญก็คือการอ้างถึง “ความเชื่อมั่น” มากลบกระแสความไว้ใจ
คำว่า ความชอบธรรม (legitimacy) ที่ใช้กันในทุกแถลงการณ์ในช่วงนี้ จึงเป็นคำที่กว้างเกินไป และเมื่อปะทะกับรัฐบาลสันดานทราม เราจึงไม่ได้คำตอบอะไรจากพวกเขา
มิหนำซ้ำยังนำไปสู่การเผชิญหน้ากันเพราะความหมายของความชอบธรรมนั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางเกินไป
นอกไปจากนั้น คำว่าความชอบธรรมนั้นยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก มีแต่คำว่าอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
คำว่าความไว้วางใจแปลว่า trust เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคำว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกว่า และ vote of no-confidence (กรุณาดูมาตรา 185 และ 186) (1)
แต่ทั้งนี้คำว่าไม่ไว้วางใจนั้นเป็นเพียงการระบุข้อกล่าวหาต่อรัฐบาล ตัวรัฐมนตรี หรือตัวนายกรัฐมนตรี แต่มิได้อธิบายถึง “ความหมาย” ว่า “ทำไม” ความไว้วางใจจึงสำคัญ
ความไว้วางใจ เชื่อใจ หรือ วางใจได้ นั้นหมายถึงความสามารถที่จะปฏิบัติตนให้เป็นไปตามความคาดหวังที่มีเหตุมีผลของคนอื่นๆ (2) (ในแง่นี้ความมีเหตุมีผลอาจมีได้หลายแบบ ทั้งแบบสมัยใหม่ด้วยเหตุผลที่พิสูจน์ได้ หรือเหตุผลที่มาจากประเพณี หรือบุญบารมีก็ได้)
ความไว้วางใจจึงเป็นลักษณะที่จำเป็นต้องมีในการผนึกสังคมเข้าด้วยกัน และทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ ซึ่งเป็นทัศนะของบรรดานักสังคมวิทยาจำนวนไม่น้อย
ทีนี้ลองมาดูว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาโวยวายและกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีนั้นบริหารงานในลักษณะที่มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (conflict of interests) ด้วยว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นหมายถึงว่า การตัดสินใจบริหารงานของนายกและรัฐบาลนั้นเป็นไปด้วยการทำให้เกิดผลประโยชน์เข้าสู่พวกพ้องของตนเอง
ในแง่นี้ ผม “คาดว่า” นักเศรษฐศาสตร์ในฐานะ “นักเศรษฐศาสตร์” จึงไม่ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรีด้วยข้อหา “ทางจริยธรรม” เหมือนนักบวชว่าหัวหน้ารัฐบาลเป็นคนเลว หรือเหมือนบรรดานักคิดฝ่ายซ้ายที่เห็นว่าทุนนิยมนั้นมีความเลวร้ายในตัวเองอันเป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง
หากแต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่าตนนั้นเป็น “นักเศรษฐศาสตร์ขนานแท้และปราศจากค่านิยมทางการเมือง” เขาคง “รับไม่ได้” กับผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าความไว้วางใจนั้นเป็นสถาบันทางสังคม (institution) ที่มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจ และทำให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้
ด้วยว่าหากความไว้วางใจต่อระบบเศรษฐกิจไม่มีอยู่แล้ว ก็จะไม่เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลในตลาดหรือในสังคม ด้วยว่าคนในสังคมจะไม่เต็มใจอีกต่อไปที่จะให้คนๆอื่นสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราอีกต่อไป
และต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้น
อาฮะ ... แต่เรื่องนี้ก็ไม่แน่นะครับว่าคนในสังคมจะฟังนักเศรษฐศาสตร์ที่พูดเรื่องความไว้วางใจมากนัก ในสังคมที่การดำเนินธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมาในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร อาทิ หุ้นตัวนี้เขาว่าเป็นหุ้น(ของครอบครัวและเพื่อนฝูง)นายกฯ ดังนั้นก็เฮกันไปเล่นดีกว่า และที่สำคัญต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จะสูงขึ้นอาจจะถูกกลบเกลื่อน ถูกซุกไปไว้ที่อื่น หรือส่งต่อไปให้คนอื่นแบกรับภาระไปได้
เราจึงเห็นได้ว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาวิจารณ์นายกรัฐมนตรีและให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งนั้นเขามิได้ออกมาพูดด้วยฐานอคติส่วนตัว โดยขาดหลักวิชาการ เพราะเมื่อเราเห็นถึงกำไรมหาศาลจากธุรกิจที่เกี่ยวพันกับครอบครัวนายก และจากนโยบายของรัฐที่เอื้อประโยชน์กับธุรกิจของนายก การหมดความไว้วางใจที่มีต่อนายกรัฐมนตรีจึงเกิดขึ้น ด้วยว่าพวกเขาไม่เต็มใจที่จะยินยอมมอบความไว้วางใจให้กับรัฐบาลในการตัดสินใจและกำหนดพฤติกรรมของเราอีกต่อไป
มาถึงตรงนี้ ผมจึงคิดว่าถ้าเราพักเรื่องคำว่าความชอบธรรมไว้สักจังหวะหนึ่ง แล้วมาเอาจริงเอาจังกับคำอื่นๆที่อาจจะมีความชัดเจนกว่าในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการวิเคราะห์สักนิดก็ไม่เลวนะครับ (3)
การพูดเรื่องความไว้วางใจยังทำหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในสภาวะสังคมในปัจจุบันที่นายกรัฐมนตรีนั้นนำเสนอแต่เรื่องของ “ความเชื่อมั่น” และทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ”
ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน !!
ตัวแบบที่นายกรัฐมนตรี(รักษาการณ์ ... ถ้าใช้คำว่ารักษาการณ์นายกรัฐมนตรีอาจจะดูไม่รุนแรง) เสนอในรายการวิทยุนายกทักษิณคุยกับประชาชนครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น นายกเน้นย้ำเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและต่อตัวนายกรัฐมนตรี
ผมคิดว่าความเชื่อมั่นในความหมายของนายกรัฐมนตรี และความไว้วางใจที่คนจำนวนไม่น้อยในฐานะพลเมืองที่ต้องการทวงถามความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้แหละครับ ตรงที่ว่า ความเชื่อมั่นของนายกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่นายกมาจากการเลือกตั้งและมีธุรกิจครอบครัวเป็นผู้นำในตลาดหุ้น (หรือตลาดทุน) เพราะความเชื่อมั่นในแง่นี้เป็นความเชื่อมั่นที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมองเห็นและพิสูจน์ได้ ตามตัวเลขการซื้อขายหุ้นรายวัน และตามตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจรายเดือน
แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดความยั่งยืนในแง่ของความเท่าเทียมในการแข่งขันในตลาดนั้นไม่มี เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะแข่งกับหุ้นนายกและธุรกิจนายกอย่างไร ในขณะที่นักธุรกิจนักลงทุนอีกจำนวนหนึ่งกลับพอใจที่จะวิ่งตามสถานการณ์ และไล่ช้อนซื้อหุ้นเสียมากกว่า
ในทางรัฐศาสตร์ คำว่าความไว้วางใจนั้นถือเป็นทุนทางสังคมที่มีความสำคัญ และทำให้ประชาธิปไตยนั้นทำงานได้ เพราะความไว้วางใจที่เรามีต่อระบบนั้นจะทำให้สถาบันทางการเมืองมีประสิทธิภาพ ตอบสนองและมีความเป็นตัวแทนเพื่อดูแลประชาชน
ความไว้วางใจนอกเหนือจะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งในการปฏิบัติของมนุษย์ ความไว้วางใจยังเป็นเรื่องของความรู้สึกบางประการ (passion) ซึ่งมีผลต่อการกระทำทางการเมืองอีกด้วย (4)
นอกจากนี้ความไว้วางใจนั้นจะนำไปสู่การยอมปฏิบัติตาม (obligation) และนำไปสู่การเกิดความร่วมมือ (cooperation) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการปกครองและการจัดระเบียบทางสังคม
และเมื่อพิจารณาประโยคข้างบนอีกครั้งหนึ่งจะพบว่าจุดเริ่มต้นของการยอมปฏิบัติตามรัฐบาลนั้น “มีที่มา” จากความไว้วางใจ มิใช่มีที่มาจากการถูกบังคับหรือยอมจำนนต่อคำสั่งหรืออำนาจอื่นใด
ความไว้วางใจเป็นเรื่องของความงมงายหรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ความงมงาย ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองเห็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคนที่ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้ที่มี “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” “หลับใหล” และจำต้องถูก “ปลุก”
ด้วยว่าคำจำกัดความที่เก่าแก่ที่สุดของความไว้วางใจนั้นก็คือคำว่า “ศรัทธา” (faith) ซึ่งหมายถึงความเชื่อมั่นในอำนาจเหนือธรรมชาติที่มนุษย์จำต้องพึ่งพา อันเป็นที่มาของกำเนิดศาสนาและความเชื่อ
แต่ทั้งนี้คำว่า “ศรัทธา” นั้นไม่ใช่เรื่องของความงมงาย แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของบุคคลเพื่อที่จะเผชิญกับ “ความเสี่ยง” ในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน
การมอบหมายความศรัทธาและความไว้วางใจให้กับผู้อื่นนั้นจึงเกิดขึ้น ด้วยว่าเราไม่สามารถที่จะตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆของอีกฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา
ดังนั้นสิ่งที่จะต้องสื่อสารให้กับบุคคลจำนวนมากในสังคมที่ถูกกล่าวอ้างว่าเขายังมอบความไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าด้วยพฤติกรรมทางธุรกิจของครอบครัวนายกรัฐมนตรีที่เป็นมานั้นได้กลายเป็น “ความเสี่ยง” ให้แก่สังคมเสียเอง (ซึ่งแน่นอนว่า นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานกับความเชื่อมั่นมากกว่าความไว้วางใจ อาจมองว่าเป็น “โอกาส” เสียมากกว่า)
ในความหมายที่ว่า แทนที่ตรรกะคำอธิบายจะเริ่มต้นง่ายๆว่า ความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่ (อาทิ ความยากจน การแข่งขันกับเศรษฐกิจโลก และวิกฤติเศรษฐกิจ) แล้วเราต้องมอบความไว้วางใจของเราให้กับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปบริหารจัดการความเสี่ยง (คือถ้าใช้ภาษาของนายกก็คือมอบ “ความเชื่อมั่น”)
การดำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรีและวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงให้กับเราของนายกรัฐมนตรีนั้นต่างหาก ที่กลายเป็นความเสี่ยงของเราเสียเอง เราจึง “ไม่สามารถไว้วางใจ” ได้
มาถึงบรรทัดนี้ ถ้าอดทนกับภาษาอันวกวนของผมได้ จะพบว่าผมไม่ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรีด้วยจุดยืนทางศีลธรรม หรือทำให้นายกรัฐมนตรีนั้นตกต่ำลงด้วยอคติส่วนตัวแต่ประการใด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นบทบาทของนักวิชาการที่จะนำเสนอทัศนะที่นำไปสู่การเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่
ทางออกที่สำคัญประการหนึ่งของการฟื้นฟูศรัทธาและเรียกคืนความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรีต่อสังคมนั้นจึงอยู่ที่การไม่ใช้ข้อเสนอซึ่งดูคล้ายจะเป็นข้อแก้ตัวว่าตนนั้นเข้าสู่อำนาจอย่างถูกต้องชอบธรรมตามกฏหมาย โดยมาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพราะห้วงจังหวะของการอ้างอิงว่าตนนั้นมาจากการเลือกตั้ง เป็นห้วงจังหวะที่ละเลยข้อสงสัยจากประชาชนจำนวนไม่น้อย และเป็นห้วงจังหวะของการบังคับให้ประชาชนยอมปฏิบัติตาม ด้วยข้ออ้างในเรื่องความเป็นระเบียบของสังคม โดยการละเลยที่จะปฏิบัติตามความต้องการของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน โดยเฉพาะละเลยที่จะตอบข้อสงสัยในเรื่องที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ
พูดง่ายๆว่าอย่าไปแก้ปัญหาด้วยการเสริมสร้างและยืนยันความเชื่อมั่น (ด้วยว่าความเชื่อมั่นจากคะแนนเสียงอาจจะเป็นความไว้วางใจในระยะสั้น และนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมในระยะยาวเสียมากกว่า)
แต่ควรสนใจเรื่องความไม่ไว้วางใจของคนจำนวนไม่น้อยจะดีกว่า เพราะความไว้วางใจที่เขียนมาทั้งหมดนี้มิใช่เพียงทัศนคติที่ไม่ตรงกัน
แต่เป็นเรื่องที่โยงไปถึงจินตนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างๆไปจากสิ่งที่นายกมี และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าเรื่องความเชื่อมั่นที่จะยืนยันด้วยการออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้น
ความไว้วางใจในฐานะที่เป็นฐานของการยินยอมปฏิบัติตามรัฐบาลอันนำมาซึ่งระเบียบของสังคมจึงมีความละเอียดซับซ้อนมากกว่าการอ้างอิงถึง “กติกา” และเรื่องของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในการปกครองแบบประชาธิปไตย
ด้วยว่าเสียงข้างน้อยนั้นเขาจะยินยอมตามเสียงข้างมากก็ต่อเมื่อเขา “ไม่เห็นด้วยแต่ยังไว้ใจ”
การยอมปฏิบัติตามในสังคมประชาธิปไตยนั้น จึงเป็นเรื่องของการยอมปฏิบัติตามทั้งสองฝ่าย (mutual obligation) ซึ่งมีความหมายว่าเมื่อประชาชนมีความเคลือบแคลงใจและสงสัยในพฤติกรรมของหัวหน้ารัฐบาลแล้ว แต่หัวหน้ารัฐบาลไม่พยายามออกมาชี้แจงให้ชัดเจน เพื่อก่อให้เกิดความไว้วางใจได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองไม่สามารถยินยอมปฏิบัติตามประชาชนเช่นกัน
และพยายามใช้กระแสความเชื่อมั่นมากลบกระแสความไม่ไว้วางใจอีกต่างหาก ...
———————————————-
เชิงอรรถ:
1. กรุณาดูจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่:
http://www.ect.go.th/english/laws/constitutioneng.html#6-6
2. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Misztal, Barbara A. 1996. Trust in Modern Societies: The Search for the Bases of Social Order. Cambridge: Polity.
3. นักวิชาการหอคอยก็แบบนี้แหละครับ มิใช่วีรชน
นักวิชาการหอคอยย่อมมองเห็นทุกจังหวะทางการเมืองเป็นห้วงจังหวะเดียวกับการเสริมสร้างปัญญาไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้เพราะเขามิได้มุ่งหวังแค่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปวันๆ หรือมีมุมมองในโลกเพียงเรื่องของความขัดแย้งของขั้วตรงข้าม
ตามประสาของคนที่มิได้คิดว่าตนเองเป็นทางออกของสังคม นอกจากขออาศัยพื้นที่เล็กๆทางมุมซ้ายของนิตยสารเปิดแล้วเปิดอีก ทำหน้าที่เล็กๆของผม การทำงานเขียนคอลัมน์รวมถึงการทำงานวิชาการของผมมิใช่การโต้วาทีและการตีสำนวน คำถามที่สำคัญในชีวิตของผม ณ วันนี้คือการหมกมุ่นกับคำถามที่เกี่ยวเรื่องของการปฏิบัติ (practical question ผมแปลมันว่า “การใช้ชีวิต”) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ ความเป็นจริง อำนาจ และการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้การปฏิบัตินั้นมีด้วยกันหลายระดับ ส่วนที่ผมสนใจนั้นคือการปฏิบัติหรือการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงความรู้สึกของชีวิตเราด้วย (sensuousness as practical activity)
ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ผมพูดถึงในงานของผมคือเรื่องของมนุษย์และสังคมมนุษย์ มิใช่สังคมของปัจเจกชน หรือของชนชั้นเป็นก้อนๆกลุ่มๆ ผมเขียนงานของผมในฐานะของมนุษย์ และคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ผมคิดว่าก่อนที่จะคำนึงถึงที่การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ผมคิดถึงความรู้สึกก่อน เพราะกิจกรรมของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกและจุดมุ่งหมาย
ในแง่นี้งานของผมจึงมิได้คิดว่าต้องมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก แต่มิใช่ผมไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงโลก หากแต่ผมมิได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโลกโดยแยกขาดจากความรู้สึกและการเรียนรู้ในทุกๆจังหวะของการเปลี่ยนแปลงโลก
นั่นหมายความว่าในทัศนะของผมนั้น ผมสนใจ thesis ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 8 ข้อที่ 10 มากกว่าเพียงท่องจำ ข้อที่ 11
ในงานที่ชื่อว่า Theses on Feuerbach ของ Karl Marx (1845) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่:
http://www.marxists.org/archive/marx/works/1845/theses/index.htm
4. ดูเพิ่มเติมจาก Dunn, John. 1990. Trust as Political Agency. In his Interpreting Political Responsibility. Princeton, NJ: Princeton University Press.
———————————————-
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก” ตอน “ทำไมความไว้วางใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 717 วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549



