จับตาประสงค์ สุ่นศิริ
นอกจากสนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง และเหล่าพันธมิตรกู้ชาติที่ดำเนินการขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรในทางสว่างแล้ว หนึ่งในบุคคลที่ฝ่ายรัฐบาลจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งขณะนี้ก็คือ เจ้าของฉายาซีไอเอเมืองไทย
ประสงค์ สุ่นศิริ
ประสงค์ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรอย่างเปิดเผยตั้งแต่เมืองไทยรายสัปดาห์เริ่มสัญจรใหม่ๆ โดยมีประพันธ์ คูณมี คนใกล้ชิด เป็นกำลังสนับสนุน
ว่ากันว่า การตัดสินใจเคลื่อนพลของกองทัพกู้ชาติออกจากสวนลุมพินี มายังทำเนียบรัฐบาลจนไปสู่การติดกับดักนั้น ประสงค์มีส่วนให้ข้อมูลในทางลึก เกี่ยวกับการตอบรับของฝ่ายทหาร จนทำให้นายตำรวจใหญ่อย่างประทิน สันติประภพตัดสินใจเดินหน้าลุย โดยมีสนธิเดินเคียงข้าง ก่อนจะแยกย้ายหนีหายเสียรูปขบวนหลังไม่สามารถคุมฝูงชนได้ในเวลาหลังเที่ยงคืน
การตัดสินใจมุ่งหน้าหาป๋าเปรมเป็นที่พึ่ง ประสงค์เองก็มีส่วนขับเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเคยเป็นคนสนิทป๋ามาก่อน ทุกคนจึงวางใจว่าน่าจะมีการต่อสายถึงป๋าเป็นอย่างดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อไปถึง ป๋ากลับเร้นกายไร้ร่องรอย
ทำให้ตกกลางคืนต้องมีการพลิกเกมประกาศเรียกหาทหารของประชาชน ก่อนสนธิจะเคลื่อนพลไปพบอีกหนึ่งสนธิ ที่กองทัพบก โดยมีประพันธ์ คูณมีขนาบข้างอยู่ตลอดเวลา
แม้พลเอกสนธิ บุญยรัตกลินจะยอมลงมาพบ แต่ไม่กี่วันต่อมาก็ได้ให้สัมภาษณ์เล่าเบื้องหลังแบบไว้ท่ากับมติชน เพื่อดึงภาพทหารกลับสู่ความเป็นกลาง และลดระดับความระแวงจากฝ่ายรัฐบาล
การเคลื่อนแต่ละครั้งของประสงค์จึงมีข้อชวนให้ฉงนอยู่ไม่น้อย
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ประสงค์ปรากฏกายอีกครั้งในกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนจะหลบมุมมานั่งกินข้าวต้มรอบดึกที่ร้านสกายไฮ ข้างๆ สยามรัฐ ภาพชายชราในชุดเสื้อเชิร์ตแขนยาว สวมแว่นสีชา แวดล้อมด้วยบรรดานักการเมืองหลายคนเป็นสิ่งทำให้คนในรัฐบาลกังวลอยู่ไม่น้อย
สิ่งที่รัฐบาลหวาดหวั่นและกำลังจับตาหาใช่การเคลื่อนไหวในด้านสว่าง หากแต่เป็นการเดินเกมในทางลับ และการสร้างสถานการณ์อันอาจนำไปสู่การเผชิญหน้า การปะทะ และการเสียชีวิต อันจะนำมาสู่การหมดความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของรัฐบาล
ซึ่งเกมเหล่านี้จะมีใครเชี่ยวชาญ นอกจากคนที่ผ่านงานทางลับมาก่อนทั้งหลาย
ที่ต้องจับตาดูอีกสายได้แก่กลุ่มนายทหารกลุ่มจปร. 7 มิตรร่วมรบของพลตรีจำลอง ศรีเมือง
ทั้งพลตรีมนูญกฤต รูปขจร
ทั้งพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี
ผู้ที่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างหมดเปลือก ว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอันเป็นการจุดชนวนให้ฝ่ายรัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบนั้น ล้วนเป็นฝีมือการจัดฉากของฝ่ายตน
การชุมนุมในวันที่ 5 มีนาคม นอกจากอาจจะเป็นจุดชี้ขาดทางการเมืองของภาคประชาชนแล้ว
ในทางลึกยังเป็นสนามประลองกำลังทางด้านยุทธศาสตร์ของฝ่ายทหาร ซึ่งมักเห็นประชาชนเป็นหมากเป็นเบี้ยในกระดาน
เมื่อเป็นเบี้ยก็จำเป็นต้องเสียสละเพื่อชัยชนะในศึกใหญ่
อันเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับการเมืองภาคประชาชน ซึ่งมุ่งเน้นที่สันติวิธี
แต่ใครจะอาจคาดเดาได้ เพราะในเกมการต่อสู่ระดับเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง
ทุกฝ่ายล้วนขยับ ทุกฝ่ายล้วนเดินเกม ทั้งในทางสว่างและในทางลับ
ยากที่จะมีใครคุมใคร
และยากที่ใครจะล่วงรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้หมด
เวลานี้สถานการณ์เมืองไทยจึงร้อนสลับเย็นอย่างน่ากลัว
ร้อนด้วยความไม่พอใจของกระแสชน
เย็นด้วยความหวาดหวั่นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น



