Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open out
วัฒนชัย วินิจจะกูล


10 วันในกวางจู (ตอนที่ 5)

มิตรภาพ สันติภาพ วันอำลา

เมืองกวางจู ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกคิดถึงบ้านอะไรนัก เพราะดูเผินๆ ก็เหมือนกับเดินอยู่ในมุมใดมุหนึ่งที่ไม่พลุกพล่านมากนักในกรุงเทพฯ นั่นเอง ที่แปลกตาและบ่งบอกว่าไม่ใช่เมืองไทยก็เห็นจะเป็นบรรดาป้ายร้านป้ายโฆษณาที่มีให้เห็นระเกะระกะละลานตาซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรเกาหลีเท่านั้น

ส่วนผู้คนชาวเกาหลีนั้นผมกลับรู้สึกว่าก็เหมือนกับคนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเราซึ่งเห็นได้ทั่วไปในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ของบ้านเรา

ร้านอาหารมีจำนวนมาก แต่มักเป็นร้านเล็กๆ ที่นั่งทานบนพื้นมีโต๊ะเตี้ยแบบญี่ปุ่น ส่วนร้านประเภทมีโต๊ะเก้าอี้เหมือนในเมืองไทยเท่าที่เห็นมักจะเปิดขายตอนเย็นไปจนถึงค่ำ ซึ่งก็มีทั้งแบบร้านตกแต่งเรียบๆ ง่ายๆ และประเภทคล้ายๆ ผับของไทย

ร้านอาหารอีกประเภทที่เห็นมากก็คือร้านที่ใช้เต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ ขึ้นโครงเป็นหลังคาและฝากั้นเสร็จสรรพ เปิดด้านหนึ่งเอาไว้เป็นหน้าร้านให้คนซื้อเดินเข้าร้านและให้คนขายปรุงอาหาร เมนูหลักจะเน้นหนักของทะเลสดๆ มีทั้งปลาและหอยรูปร่างแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น (ซึ่งผมตรองดูสิบตลบแล้วตัดสินใจไม่กิน) รวมทั้งเห็ดและสาหร่ายนานาชนิด โต๊ะเก้าอี้ก็ใช้แบบพับเก็บได้เหมือนโต๊ะโค้ก-เป๊ปซี่ในบ้านเรา เรียกว่าเป็นร้านอาหารสะดวกซื้อสะดวกขาย รื้อง่ายตั้งขายคล่อง

อาจเป็นเพราะในกวางจูมีลานโล่งเป็นที่ว่างค่อนข้างเยอะ (เผอิญไม่ได้ถามไถ่ว่าเป็นเพราะเหตุใด) บางแห่งก็เป็นที่ว่างเนื่องจากทุบตึกเก่าทิ้ง แต่ยังไม่มีการสร้างตึกใหม่ เศษอิฐหินปูนถูกกวาดไปกองไว้ข้างหนึ่ง มีการปรับระดับพื้นแบบหยาบๆ พอให้คนเดินตัดผ่านได้ ตราบใดที่ยังไม่มีใครมาจับจอง ร้านอาหารประเภทเต็นท์สะดวกซื้อสะดวกขายอย่างนี้ก็จะเข้าไปจับจองไว้แทน

ว่ากันว่าร้านแบบนี้ทานกันเอร็ดนัก เพราะเมืองกวางจูช่วงที่ผมไปนั้นลมกำลังแรง มีฝนโปรยปรายเกือบทั้งวัน อากาศหนาวปนชื้นทำให้มือไม้เย็นเฉียบ หูชาจมูกชาเพราะความเย็น แต่พอเดินเข้าไปในเต็นท์อย่างว่านี้เข้าก็เหมือนห้องอบซาวน่าที่อุณหภูมิกำลังดี เพราะความร้อนจากการปรุงอาหาร (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการต้ม) จะลอยอบอวลไหลเวียนเข้าไปในเต็นท์ตลอดเวลา

ถึงจะไม่หรูหรา แต่สะใจ และอย่าคิดว่าราคาอาหารจะถูกกว่าร้านรวงประเภทนั่งโต๊ะไฟสลัวละเลียดเบียร์แกล้มถั่วทอดนะครับ เพราะไม่ได้ถูกกว่ากันเลย

เรียกว่าขายอาหารตามราคาและคุณภาพ ไม่มีการบวกลบสุนทรียภาพและรสนิยมใดๆทั้งสิ้น

ร้านอาหารแบบหลังนี้เองที่ใช้เป็นที่สนทนานอกวงสัมมนากับเพื่อนต่างชาติชาวพม่าที่ออกรสออกชาติยิ่งกว่าในวงสัมมนาที่เป็นทางการเสียอีก

เพียงแค่วันแรกของการสัมมนา คนสองชนชาติที่เป็นอริกันมาตลอดประวัติศาสตร์การรับรู้ เปิดฉากสนทนากันเองกลางวงทันทีที่แนะนำตัวไล่เรียงกันแต่ละประเทศเสร็จสรรพ เพื่อนชาวพม่ายิงคำถามใส่เหมือนกับจะตรวจสอบว่าควรจะวางท่าทีที่ถูกต้องอย่างไรดีกับตัวแทนจากไทยแลนด์ดินแดนติดกัน

“ขอถามตัวแทนจากประเทศไทยว่าคุณคิดเห็นอย่างไรต่อนโยบายของรัฐบาลไทยที่มีต่อพม่า และการเคลื่อนไหวของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย”

ผมอ้าปากหวอเกือบหุบไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าจะมาถูกซักไซ้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สมองรีบปรับแปลงภาษาจากอังกฤษเป็นไทย แล้วคิดคำตอบจากไทยเป็นอังกฤษโดยเร็ว

“โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่อ้างผลประโยชน์ของชาติมาใช้เป็นเหตุผลสร้างความสัมพันธ์และยอมรับอำนาจและการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า ขณะที่ปล่อยให้ปัญหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์เป็นปัญหาภายในประเทศพม่า... ผมเห็นใจกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งรวมทั้งกลุ่มที่สนับสนุนนางอองซาน ซูจี หรือพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นแอลดี) และขอสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนกลุ่มนี้”

ผมตอบแบบกระท่อนกระแท่นตามประสาคนใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่อง ในใจก็นึกฉุนกึกเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อตอบเสร็จก็เลยกระแทกคำถามกลับไปทันที

“แล้วพวกคุณล่ะ คิดอย่างไรที่มีนักศึกษาพม่ากลุ่มหนึ่งที่เรียกว่ากลุ่มก็อดส์อาร์มี่ บุกยึดโรงพยาบาลราชบุรี ในดินแดนของประเทศไทย จับหมอและคนไข้เป็นตัวประกัน เพราะวิธีการอย่างนี้ถึงจะเรียกร้องความสนใจจากประชาคมโลกให้หันมารับรู้ปัญหาภายในพม่า แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนรู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกคุณเลย เนื่องจากคุณลงมือกระทำกับคนบริสุทธิ์ เมื่อรัฐบาลไทยใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนร้าย ก็มีแต่คนเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ไทย ไม่มีใครเห็นใจนักศึกษาที่ตายไป”

ตัวแทนเอ็นแอลดียอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีกับการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าในระดับสากล แต่เขาก็อธิบายว่ากลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่านั้นมีหลายกลุ่ม พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและไม่เคยรับรู้กับปฏิบัติการใดๆ ของกลุ่มก็อดส์อาร์มี่แต่อย่างใด

อันที่จริงมันก็เป็นแค่การถามตอบกันธรรมดา สำหรับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันและพอจะรับรู้เรื่องราวของกันและกันอยู่บ้าง แต่สำหรับคนเกาหลีเจ้าภาพ หรือเพื่อนชาวอินโดนีเซียและเนปาล การถาม-ตอบเพียงเท่านี้ช่วยสร้างความรับรู้และกระตุ้นความสนใจให้พวกเขามาก และนำมาสู่การบอกเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกันในแต่ละประเทศที่กินเวลาต่อเนื่องมาได้อีกครึ่งวัน

แม้จะเป็นการถามตอบแบบธรรมดาแต่อย่างน้อยที่สุดก็ปราศจากพิธีการทูต มีแต่ความรู้สึกอย่างจริงใจที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงในท่ามกลางความขัดแย้งใดๆ ทำให้ผมได้เพื่อนชาวพม่าคนหนึ่งมานั่งดื่มกินในยามเลิกสัมมนาอยู่บ่อยครั้งตลอดสิบวันที่นั่น คุยกันถูกคอตั้งแต่วันแรกจนถึงคืนสุดท้ายที่ไปเมามายอยู่ในห้องพักของเขา

เพื่อนคนนี้ชื่อ จ่อ ชอ ลิน หัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของพรรคเอ็นแอลดีประจำเกาหลี ถึงแม้เขาจะแสดงออกให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนสนุกสนานร่าเริง แต่เวลาที่คุยกับผม ในแววตาเขามีแต่ความเศร้า เขาเล่าว่าก่อนที่เขาจะหลบหนีออกมาจากพม่า เขาเห็นญาติพี่น้องถูกทหารพม่ายิง บางคนถูกทรมาน ตัวเขาเองในสถานภาพนักศึกษาก็เกือบจะถูกยิงทิ้งมาแล้ว เวลาที่เขาเล่าเรื่องครอบครัว เรื่องทหารพม่า ผมไม่เห็นความสนุกร่าเริงฉายโชนออกมาเลย

พวกเราเรียก ชอ ลิน ว่า “เลสลี่ จาง” เพราะหน้าตาเขาถอดแบบออกมาเหมือนดาราซูเปอร์สตาร์ฮ่องกงคนนี้แทบทุกกระเบียดนิ้ว ผิวอาจจะคล้ำกว่า แต่หากมาเดินเล่นในวันเปิดตัวหนังของเลสลี่ จางสักเรื่องหนึ่ง คงต้องมีคนรุมขอลายเซ็นเป็นแน่ ดีแต่ว่าเลสลี่ จาง ตัวจริงนั้นโบยบินเป็นวิญญาณนกไร้ขาไปสู่หนไหนแล้วมิทราบ แต่ชอ ลิน ยังอยู่ และความฝันของเขาก็คือการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมาตุภูมิให้เป็นอิสระจากเผด็จการ และได้กลับไปอาศัยในดินแดนที่เขารักอย่างเป็นสุขและปลอดภัย

“คุณคิดว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะมีวันนั้น” ผมถาม

“ภายใน 5 ปี” เขาตอบ

ชอ ลิน มาอยู่ที่เกาหลีใต้ได้ 8 ปี พูดภาษาเกาหลีคล่องปรื๋อชนิดที่คนเกาหลีด้วยกันเอ่ยปากว่าพูดได้คล่องและชัดเสียจนไม่รู้ว่าเป็นคนต่างชาติ ภาษาอังกฤษนั้นต้องเก่งอยู่แล้วตามหน้าที่ที่เขารับผิดชอบ ภารกิจของเขาคือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสร้างความเข้าใจต่อนานาชาติถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพม่า โดยใช้เกาหลีใต้เป็นประตูเนื่องจากมีการติดต่อกับประเทศโลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นยังต้องประสานองค์กรทั้งรัฐและเอกชนในเกาหลีเพื่อผลักดันเคลื่อนไหวให้มีการกดดันทางการทูต (การเมือง) กับรัฐบาลพม่าปัจจุบัน ที่สำคัญคือการระดมทุนมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเอ็นแอลดีทั้งภายในและนอกประเทศ

ผลงานหนึ่งที่ถือได้ว่ามาจากการทำงานของเขาสำหรับกิจกรรมรำลึก 24 ปีเหตุการณ์กวางจูก็คือ การประกาศมอบรางวัล Gwangju Prize for Human Rights Award ประจำปีนี้ให้แก่นางอองซาน ซูจี ซึ่งแม้เจ้าตัวจะมาไม่ได้ เพราะถูกทางการพม่ากักบริเวณไว้ แต่ก็ส่งเสียงฝากมาทางเทป เปิดให้ฟังในระหว่างพิธีมอบรางวัลผ่านตัวแทนของนาง

พิธีการมอบรางวัลจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 18 พฤษภาคม งานเป็นไปอย่างกระชับแต่ประทับใจ จนผมรู้สึกสงสัยว่านี่เป็นสไตล์เกาหลีหรือไม่ หรือว่าประเทศไหนๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ เพราะว่าเราเคยชินกับความยืดเยื้อน่าเบื่อของพิธีการสไตล์ไทยๆ มานานเกินไป

สไลด์มัลติวิชั่นที่เดินเรื่องอย่างรวดเร็ว เพลงประกอบที่ให้อารมณ์ การประกาศยกย่อง คำตอบรับจากตัวแทน และเสียงของนางอองซาน ซูจี เป็นบรรยากาศที่ห่อหุ้มครอบคลุมแขกรับเชิญและสักขีพยานทุกคนในห้องประชุมไว้ให้ต้องสงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกันให้ทุกคนตระหนักถึงประเด็นนามธรรมที่ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ของโลกใบนี้มักจะละเลยกัน... ไม่ว่าเป็นสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และความยุติธรรม

ปิดท้ายเป็นการร้องเพลงประสานเสียงคลอเสียงเปียโนของยุวชนตัวน้อยเกือบ 40 คน ด้วยเพลงที่ถึงแม้ใครจะร้องไม่ได้ก็ต้องฮัมตามได้ คือ “Heal the World” ของราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็คสัน และ “Imagine” ของจอห์น เลนนอน

นี่คือฉากสุดท้ายอย่างเป็นทางการของ Gwangju International Peace Camp 2004 ผมเห็นคณะผู้จัดงานและอาสาสมัคร ต่างยิ้มร่าปลอดโปร่ง มีงานเลี้ยงอำลาบริเวณโถงด้านนอกห้องประชุมที่จัดพิธีมอบรางวัลกวางจูไพรซ์ สิบวันที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน รับฟังเรื่องราวของกัน ถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน วันรุ่งขึ้นจะต้องแยกย้ายกันไปทำงานของตนต่อไป ผมเห็นเพื่อนศรีลังกายืนร้องไห้ อดไม่ได้ต้องเดินไปกอดลา เหล้าขาวเกาหลีหรือ “โชจู” หมดไปแล้ว ยังมีเบียร์สดขวดเล็กๆ เสิร์ฟให้ต่อ

งานเลี้ยงเลิกแล้ว แต่ยังมีอีกหลายคนรวมทั้งสต๊าฟจัดงานชักชวนให้พวกเราไปสังสรรค์ด้วยกันต่อ เรื่องอย่างนี้คนไทย 4 คนไม่มีพลาด ตราบใดที่ยังเลี้ยงฉลองไม่จบ เห็นทีจะเลิกยาก

รุ่งเช้า ผมนั่งรถประจำทางออกจากกวางจูมุ่งหน้าสู่สนามบินอินชอนทั้งๆ ที่ยังเมาค้าง นอนหลับไปตลอดทางกว่า 4 ชั่วโมง และมาสร่างเอาจริงๆ ก็ตอนเครื่องบินแตะรันเวย์แวะพักที่ไทเป สติสัมปชัญญะถึงจะถูกเรียกกลับมาอย่างสมบูรณ์

ผมกลับถึงเมืองไทยด้วยความรู้สึกคิดถึงและคุ้นเคย ประสบการณ์ครั้งนี้มีค่ามากสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสเดินทางออกไปนอกประเทศ เหนือสิ่งอื่นใด หากจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ ก็ขอให้เป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้คนบนโลกใบเดียวกัน มิใช่ออกไปเพื่อต่อสู้กอบกู้ประเทศชาติดังเช่น ชอ ลิน และเพื่อนพ้องนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความเป็นธรรมอีกมากมายทั่วโลก


หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter