10 วันในกวางจู (ตอนที่ 4)
งานฉลองของสัตว์ป่า
ความเอาจริงเอาจังไม่ได้เป็นองค์ประกอบของนิสัยการทำงานของชาวเกาหลีเพียงอย่างเดียว แต่ในยามรื่นเริงเฉลิมฉลอง มันก็เป็นการฉลองอย่างเอาจริงเอาจังด้วยเช่นกัน
ผมไม่ได้หมายความว่างานฉลองของเขาจะเครียดหรอกนะครับ แต่มันเป็นงานเฉลิมฉลองที่สนุกสุดเหวี่ยงเป็นที่สุด รีดเค้นพลังกายพลังใจภายในให้ปลดปล่อยแสดงอารมณ์ออกมามากที่สุด
เพื่อนคนไทยที่ไปร่วมสัมมนาด้วยและรู้จักอุปนิสัยใจคอคนเกาหลี “ดีมากเป็นพิเศษ” บอกว่า “มันเหมือนงานฉลองของสัตว์ป่า”
เพราะพวกเขาจะแสดงอารมณ์ที่คุคั่งอยู่ภายในออกมาอย่างถึงที่สุด ตะโกนจนสุดเสียง ร้องเพลงเต้นรำอย่างเต็มที่ ไม่มีการเก็บงำกระมิดกระเมี้ยนเขินอายใคร
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2547 วันสุกดิบก่อนวาระรำลึกเหตุการณ์ 18 พฤษภา เมื่อ 24 ปีก่อน ณ จัตุรัสกลางเมืองกวางจู ในเวลาเย็นที่ลมฟ้าอากาศเป็นใจ ไม่มีฝนและไม่มีแดด ผิดกับวันแรกๆ ที่เราเดินทางไปถึง ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวนนับหมื่นคนต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ผู้สัมมนาเกือบร้อยคนในกลุ่มของพวกเรา บางคนใส่ชุดประจำชาติ แปลกแยกแตกต่างให้เห็นโดดเด่นบนท้องถนน ก็มารวมกันอยู่ ณ ที่เดียวกันกับสถานที่ซึ่งเคยมีการล้อมปราบฆ่าฟันกันอย่างเหี้ยมโหด
พวกเรารองท้องกันด้วยเบอร์เกอร์ไก่ที่ไม่มีเชื้อไข้หวัดนกในร้านฟาสต์ฟู้ดดังของอเมริกาไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนจะเหยียบเข้าสู่ดินแดนแห่งตำนาน
จุดสังเกตแรกที่เห็นก็คือรถเมล์คันโตที่นักศึกษาประชาชนชาวกวางจูเคยใช้เป็นเครื่องมือสกัดขัดขวางกองกำลังทหาร ถูกนำมาวางขนานฟุตปาธ เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมร่องรอยความรุนแรง ภายในรถยังมีเศษกระจกแตกเกลื่อนกลาด กลุ่มคนไทยที่เคยผ่านหรือรับรู้ความรุนแรงในรูปแบบเดียวกัน อดนึกสงสัยไม่ได้ว่ายังเป็นรถเมล์คันเดิมจริงหรือไม่ อาสาสมัครเกาหลียืนยันว่าใช่
แต่จะใช่หรือไม่คงไม่ใช่สาระสำคัญเท่าไรในบรรยากาศเฉลิมฉลองอย่างนี้ เพราะเสียงเร่งเร้าจากขบวนกลอง และเสียงตะโกนเป็นจังหวะสั้นๆ พร้อมเพรียงที่ดังแว่วมาจากสุดถนนอีกด้านดึงเอาความสนใจใคร่รู้ตรงหน้าไปเสียสิ้น
เช่นเดียวกับนิทรรศการง่ายๆ ที่เป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ในอดีตซึ่งถูกนำมาตั้งวางเรียงติดต่อกัน ให้คนรุ่นหลังที่ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้ได้ดูได้ซึมซับราคาของเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่มันก็ยังไม่อาจดึงดูดความสนใจได้นานนัก เมื่อเสียงกลองเสียงฉาบของขบวนเฉลิมฉลองเคลื่อนไกล้เข้ามาทุกที
ผมคว้ากล้องดิจิตอลของน้องผู้หญิงคนไทยที่ไปด้วยกัน อาสาเข้าไปเก็บรูปให้ เพราะดูเธอเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ขบวนแห่ เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนจากเสียงตะโกนและเสียงกลองนั้นคล้ายกับกำลังยืนอยู่หน้าลำโพงงานวัดอะไรประมาณนั้น
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นแหละครับ ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตา เราอาจนึกว่ากำลังหลุดเข้าไปอยู่ในเผ่าพันธุ์คนป่าที่ไหนสักแห่งกลางป่าลึกของโลกใบนี้ เสียงกระทืบเท้าเป็นจังหวะ เครื่องตีเครื่องเคาะทุกประเภทล้วนถูกโหมกระหน่ำฟาดลงไปไม่ยั้งมือ ปากก็ตะโกนเป็นภาษา (ที่เราฟังไม่รู้เรื่อง)
แต่เพราะความพร้อมเพรียงเหมือนการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี จังหวะการเดินที่มีการเคลื่อนไปข้างหน้าและถอยหลังเข้ากับเสียงเพลงกึ่งตะโกน บวกกับสีสันเสื้อผ้าที่ทุกคนในขบวนสวมใส่ ขบวนฉลองของสัตว์ป่าขบวนนี้จึงกลายเป็นความแปลกตาเร้าใจสำหรับคนที่ไม่เคยพบเห็น
ในหมู่นักศึกษาปัญญาชนเกาหลีเวลานี้กำลังมองปัญหาเรื่องเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นปัญหาใหญ่ พูดง่ายๆ คือบทบาท อิทธิพล และการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ที่มีต่อเกาหลีใต้ เป็นปมประเด็นหลักที่กลุ่มก้าวหน้าในเกาหลีใต้มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขามองว่าสาเหตุที่การรวมชาติเกาหลีไม่มีวันสำเร็จเป็นเพราะสหรัฐยังคงมีบทบาทแทรกแซงอำนาจทางการเมืองภายในประเทศเขาอยู่
ประเด็นที่ถูกชูเด่นขึ้นมาในปีนี้จึงเป็นการรณรงค์ให้มีการรวมชาติเกาหลี เหนือ-ใต้ และเรียกร้องให้สหรัฐยุติการแทรกแซงการเมืองภายในของเกาหลีใต้
ธงสีขาว มีแผนที่คาบสมุทรเกาหลีสีฟ้า เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเจตนารมณ์นี้ ถูกนำมาโบกสะบัดไปตลอดขบวน แม้ตามเสาไฟฟ้าบนถนนสายหลักของกวางจูในเวลานั้น ก็เต็มไปด้วยธงสัญลักษณ์แบบเดียวกันนี้
การละเล่นที่ถือเป็นประเพณีของงานฉลองใหญ่อย่างนี้คือการชักคะเย่อ เรียกว่าเป็นถ้าหากขาดไป จะทำให้อรรถรสของงานฉลองกร่อยไปทันที แต่การชักคะเย่อสำหรับงานฉลองชัยชนะเหตุการณ์กวางจูต้องพิเศษกว่างานประเพณีทั่วไป เพราะความยาวของเชือกจะเริ่มจากหัวถนนไปจนสุดปลายถนน กะประมาณด้วยสายตาคร่าวๆ คงประมาณ 800 เมตร ผู้คนแต่ละฝั่งมีกันหลายร้อยคน ในฐานะที่เป็นแขกของเมือง พวกเราถูกชักชวนไปร่วมออกแรงกับเขาด้วย ทั้งเหนื่อยทั้งสนุกอย่าบอกใคร กว่าจะเอาชนะ 2 ใน 3 ยก ก็เล่นเอาเบอร์เกอร์ไก่หลุดลอยโบยบินออกจากท้องไปเรียบร้อย
หลังจากยืนหอบพร้อมกับเทน้ำขวดลงคอไปหลายอึกได้แค่ประเดี๋ยวเดียว ผู้จัดก็เรียกให้ทุกคนไปรวมตัวกันหน้าเวทีกลางแจ้งนั่งบนพื้นถนนชมการแสดง บรรยากาศคล้ายๆ กำลังชุมนุมประท้วงขับไล่เผด็จการบนถนนราชดำเนิน ถึงจะฟังภาษาไม่ออก แต่ที่ใครเขาบอกว่าดนตรีเป็นภาษาสากลนั้นคงจะจริง เพราะเมื่ออารมณ์ได้ที่จากบรรยากาศที่เอื้ออำนวย เสียงเพลงและการแสดงต่างก็ทำให้ทุกคนไม่ว่าชาติใดภาษาไหนรู้สึกถึงความเป็นเพื่อน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจในความทุกข์ร้อนของกันและกัน
ไฮไลต์หนึ่งของการแสดงคือการโปรยธงชาติอเมริกาที่ทำด้วยกระดาษใบเล็กๆ ขึ้นฟ้า พอตกพื้นทุกคนก็กระโดดเหยียบกันเป็นที่สนุกแกมสะใจ ถึงแม้พวกเราคนไทยจะไม่อินไปกับคนเกาหลีใต้ถึงขั้นนั้น แต่ก็รู้สึกอิ่มเอิบใจในเสรีภาพและการแสดงออกถึงความรักชาติบ้านเมืองของพวกเขา
กิจกรรมที่ประทับใจพวกเรามากที่สุดน่าจะอยู่ที่การแสดงชุดสุดท้าย ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่คณะผู้จัดเตรียมไว้ให้กับประชาชนที่เข้ามาร่วมงาน เสียงประกาศย้ำถี่ๆ ต้องให้อาสาสมัครนักศึกษาเกาหลีคอยแปลให้ก็คือ ขอให้ทุกคนยืนเรียงเป็นแถวตอนยาวหลายๆ แถว จากหน้าเวทีไปจนสุดด้านหลังซึ่งเวลานั้นพวกเราไม่รู้แล้วว่ามันยาวไปจนสุดแค่ไหน เนื่องจากแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
เมื่อจัดแถวได้ก็ขอให้ทุกคนยืนก้มตัวลง เอามือเกาะสะโพกคนข้างหน้าไว้ อย่ากระดุกกระดิก สักพักหนึ่งแผ่นหลังของผมก็สัมผัสกับรองเท้าน้อยๆ ของใครบางคน เหยียบย่ำลงไปเท้าแล้วเท้าเล่า พอว่างเว้นไปชั่วขณะก็เลยอดไม่ได้ต้องเอี้ยวตัวมองดูแถวอื่น ก็เห็นเด็กตัวน้อยถือธงสัญลักษณ์รวมชาติเกาหลี ก้าวเดินไปบนแผ่นหลังของผู้ใหญ่ที่ก้มตัวเป็นสะพานมุ่งไปยังเวทีข้างหน้า
แน่นอน หลังคนไม่ใช่แบนราบเหมือนสะพานไม้ อุปสรรคขลุกขลักสำหรับเจ้าตัวเล็กมีตลอดเส้นทาง หากเดินคนเดียวคงได้ตกหกล้มหัวคะมำแขนขาถลอก แต่ผู้จัดก็เตรียมอาสาสมัครไว้คอยจับแขนประคองไว้ตลอดสะพานหลังคน กระนั้นก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะเดิน เพราะบางครั้งสะพานหลังคนก็โหว่ ดังเช่นคนสนใจใคร่รู้อย่างผมที่พอเอี้ยวตัวยืดหลังขึ้นมามอง ก็จะทำให้สะพานขาดตอนทันที ทีนี้คนแบบผมก็มีไม่น้อย สะพานก็เลยแหว่งวิ่นเป็นระยะ
แต่ไม่น่าเชื่อ! เหมือนกับพวกเขาเตรียมการกันไว้แล้ว หรือจะเป็นเพราะสปิริตที่ผุดขึ้นจากงานฉลองตั้งแต่เริ่มต้นก็มิอาจทราบได้ ในทันทีที่เด็กๆ กำลังเดินหน้าไม่หยุด ยุวชนตัวน้อยไม่เคยต้องหยุดชะงักรอเพราะสะพานขาด เนื่องจากก่อนที่เด็กๆ จะก้าวเท้าย่ำเดินมาถึงจุดนั้น ก็จะมีคนกรูกันเข้าไปอุดช่องว่าง ก้มตัวโค้งลงทอดแผ่นหลังเป็นสะพานให้เขาและเธอก้าวเดินต่อไป
ใช่หรือไม่ว่า นี่คือเจตจำนงที่เป็นรูปธรรมที่สุดแล้วว่า ผู้ใหญ่ในวันนี้จักต้องเป็นสะพานเชื่อมให้แก่เด็กและเยาวชนคนรุ่นหลัง
ความทรงจำข้ามรุ่นจะถ่ายทอดส่งถึงกันได้ไม่แหว่งวิ่นขาดตอน ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ไม่ยึดติดกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวแห่งอดีตของตน หากแต่ใช้บทเรียนและประสบการณ์ของตนทั้งชีวิตเป็นเสมือนสะพานพาดส่งผ่านจิตสำนึกและอุดมคติให้กับคนรุ่นถัดไป
ผมและเพื่อนจำนวนหนึ่งยืนนิ่งอึ้งได้สักพัก ก็ไม่รีรอที่จะช่วยอุดช่องว่างระหว่างสะพานโดยไม่สนใจช่องว่างระหว่างวัย จุดมุ่งหมายมีเพียงหนึ่งเดียวคือต้องส่งเจ้าตัวน้อยเกือบร้อยคนให้ขึ้นไปอยู่บนเวทีให้ได้
เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของผู้ใหญ่ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อภาพสุดท้ายที่เราเห็นบนเวทีคือเด็กตัวเล็กจ้อยกระโดดโลดเต้นโบกธงขาวแผนที่เกาหลีสีฟ้าไปมา เสียงเพลงดังสนั่น เสียงปรบมือ เสียงคนพูดคุยอื้ออึง จากนั้นทุกคนก็คว้ามือไปจับกันเป็นวงกลม แต่ละวงวิ่งหมุนในวงของตัวเอง โดยมีผู้นำ (ที่ไม่รู้ว่าใคร) วิ่งเข้าไปแทรกในวงกลมอื่นซ้อนเป็นสองชั้นสามชั้น วงกลมแต่ละวงวิ่งหมุนสลับไขว้กันไปมา ดูน่างุนงง แต่เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวเกาหลีที่เขาชำนาญ พวกเราก็เลยทำแค่จับมือกันแน่นไม่ให้หลุด เขาจะพาวิ่งไปทิศไหนทางไหนก็ใจง่ายไปเสียหมด ไม่รู้เวลานาที แม้จะดูเหมือนยาวนานไม่รู้จบ แต่กลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พลังงานส่วนเกินในตัวถูกรีดออกไปจนเกลี้ยง รอยยิ้มของทุกคนบ่งบอกถึงความรู้สึกแบบเดียวกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว เผ่าพันธุ์ อุดมการณ์
พวกเราต่างกลับที่พักไปด้วยความประทับใจ
คืนนั้น ก่อนจะล้มตัวลงนอน ผมนึกย้อนถามตัวเองว่า “เราเคยเห็นงานฉลองรำลึก 14 ตุลา หรือพฤษภาเลือด ในเมืองไทย เป็นแบบนี้บ้างหรือไม่หนอ?”
หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



