Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open out
วัฒนชัย วินิจจะกูล


10 วันในกวางจู (ตอนที่ 3)

เมกกะของประชาธิปไตย

ความภาคภูมิใจของชาวเกาหลีใต้อย่างหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ก็คือการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรม

ประวัติศาสตร์ร่วมของคนเกาหลีนั้นคือการต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากความยากลำบากทั้งในเรื่องเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนกระทั่งเรื่องทางการเมือง ผมจำได้ว่าในคราวที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540 เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ติดเชื้อโรค “ต้มยำกุ้ง” จากประเทศไทย จนอาการร่อแร่ด้วยโรค “กิมจิ” และต้องเปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทยกลายเป็นผู้ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ต่อคิวสยามเมืองยิ้มของเราไปติดๆ

แต่จะเป็นเพราะเรามัวแต่ยิ้มหรืออย่างไรก็ไม่แน่ชัด เมื่อเทียบกับการตัดสินใจแก้ปัญหาของเกาหลีใต้ ซึ่งออกมาตรการสารพัดทั้งเร็วและแรง ทำให้ในที่สุดเกาหลีใต้กลับผ่านพ้นปัญหาหนักอกไปได้ก่อนไทย ทั้งๆ ที่ขนาดของปัญหานั้นใหญ่โตกว่าเรามาก เฉพาะเงินที่ขอรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟก็มากกว่าเราหลายเท่า แต่ประเทศเขาก็ใช้คืนได้หมดก่อนกำหนดโดยผู้นำไม่ต้องคุยโตโอ้อวดในทางการเมืองเหมือนประเทศด้อยพัฒนา (ทางการเมือง) บางประเทศ

ส่วนหนึ่งที่นักการเมืองเกาหลีไม่สามารถอ้าปากแอบอ้างบุญคุณว่าเป็นฝีมือของตนได้ น่าจะเป็นเพราะการฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจจนผ่านพ้นไปได้มาจากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของประชาชนชาวเกาหลีทุกภาคส่วน หรือกล่าวได้ว่าภาคประชาสังคมของเกาหลีใต้นั้นมีความเข้มแข็งเอามากๆ

ชาวเกาหลีไม่จำเป็นต้องรอให้มีพระสงฆ์องค์เจ้ามาเดินสายทอดผ้าป่าทองคำและเงินดอลลาร์ แต่บ้านเกือบทุกหลังสมาชิกเกือบทุกครอบครัวต่างงัดเอาทองคำสมบัติส่วนตัวออกมาบริจาคให้รัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐร้องขอ

ในทางกลับกันรัฐบาลก็ใช้นโยบายไล่บี้เอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนของรัฐหรือภาคธุรกิจเอกชน ตลอดจนทบทวนแนวทางเศรษฐกิจที่ปล่อยให้ธุรกิจผูกขาดเติบโตอย่างไร้ทิศทาง และนำมาสู่ความหละหลวมในการตรวจสอบและการทุจริตคอรัปชั่นระหว่างนักธุรกิจกับข้าราชการที่ฝังรากลึกมานาน เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่ ในที่สุดเกาหลีใต้ก็กลับมายืนผงาดอยู่แนวหน้าอีกครั้งในฐานะประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งแห่งหนึ่งของโลก

ความเอาจริงเอาจัง ขยัน อดทน และความรู้สึกมีส่วนร่วมต่อชะตากรรมของบ้านเมือง เป็นทุนทางสังคมประเภทหนึ่งซึ่งมีค่าไม่ด้อยไปกว่าทุนในรูปตัวเงิน สังคมใดมีทุนประเภทนี้สะสมอยู่มาก ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องแบมือขอรอความเอื้ออาทรจากรัฐสักเท่าไร

ในแง่การต่อสู้ทางการเมือง คนหนุ่มสาวชาวเกาหลีมีบทบาทต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงจะถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายเพียงใด แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจก็คือจิตสำนึกอันแรงกล้าในเรื่องเสรีภาพและความยุติธรรม กรณีเหตุการณ์ที่กวางจูปี 1980 ซึ่งผมเขียนถึงในครั้งที่แล้วก็เป็นรูปธรรมที่ชี้ให้เห็นคุณลักษณะข้อนี้ของชาวเกาหลีได้เป็นอย่างดี

ช่วงไม่กี่วันที่ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุม ผมได้ยินคนหนุ่มสาวไปจนถึงคนสูงอายุชาวเกาหลีพูดถึงเมืองกวางจูของเขาด้วยความภาคภูมิใจว่า ที่นี่เปรียบเสมือน “เมกกะ” แห่งประชาธิปไตย

นั่นสิ ! คงจะจริงอย่างที่เขาว่า ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยได้มาด้วยการต่อสู้ ไม่ใช่ได้มาด้วยการร้องขอ ชาวกวางจูได้สร้างประวัติศาสตร์อันสะเทือนใจและเป็นแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงต่อคนเกาหลีทั้งมวลให้ลุกขึ้นสู้และท้าทายต่ออำนาจรัฐเผด็จการทหารตลอดทศวรรษ 1980 โดยเฉพาะการต่อสู้ในเมืองใหญ่อย่างกรุงโซลและปูซานระหว่างปี 1980-1987 ทำให้ฐานความเข้มแข็งของเผด็จการทหารเกาหลีค่อยๆ ถูกกัดกร่อนบ่อนเซาะ และพังทลายล้มครืนลงไปในที่สุดในปลายทศวรรษ 1980

ในปี ค.ศ.1995 มีการนำตัวนายพลชุน ดูฮวาน และนายพลโร แตวู อดีตประธานาธิบดีที่ขึ้นครองอำนาจในยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จและมีส่วนร่วมก่อการสังหารหมู่ชาวเมืองกวางจู ขึ้นศาลในข้อหาคอรัปชั่นและก่ออาชญากรรมทางการเมืองกับประชาชน พร้อมกับนายทหารอีก 12 คน นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพลังปฏิรูปประชาธิปไตยในเกาหลี อย่างไรก็ตาม หลังจากศาลพิจารณาลงโทษแล้ว ต่อมาไม่นานทุกคนก็ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษและอภัยโทษปล่อยตัวออกจากการคุมขังโดยประธานาธิบดีคิม แดจุง ด้วยเหตุผลหลักคือต้องการสร้างความปรองดองภายในชาติ

ผู้ร่วมสัมมนาคนหนึ่งถามญาติวีรชนที่มาบอกเล่าถึงเหตุการณ์กวางจูเกี่ยวกับการอภัยโทษบรรดานายพลเหล่านี้ ก็ได้รับคำตอบกลับมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า (อดีต)ประธานาธิบดีคิม แดจุง ไม่มีสิทธิปล่อยตัวฆาตกรเหล่านี้ ญาติๆ ผู้สูญเสียคนที่รักไปอย่างพวกเขาต่างหากที่มีสิทธิทำเช่นนั้นได้ และถ้าหากคิดจะปล่อยก็ควรจะต้องมาถามไถ่หรือขออนุญาตพวกเขาก่อน

แต่ความยุติธรรมในโลกเรามันก็เอียงๆ เหมือนลูกโลกกลมๆ ใบนี้นี่แหละ อย่างไรก็ดีเท่าที่ผมทราบจากปากของอาสาสมัครนักศึกษาที่นั่น พวกเขาบอกว่าบรรดานายพลเผด็จการที่ได้รับการปล่อยตัวไปนั้นต่างก็ไม่เคยออกมาให้สาธารณะพบปะเห็นหน้าค่าตา ไม่เคยเป็นข่าวเป็นคราวทางสื่อต่างๆ

พูดง่ายๆ ก็คือแม้จะพ้นจากการลงโทษทางกฎหมายไปแล้ว แต่บุคคลเหล่านี้ได้ถูกลงทัณฑ์ทางสังคมไปจวบจนตลอดชีวิต

ขณะที่สังคมการเมืองไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น เรายังคงเห็นข่าวการเลี้ยงรุ่นหรืออวยพรฉลองวันเกิดของนายพลทหารที่มีส่วนในการสั่งปราบปรามสังหารประชาชนคนในชาติ ซึ่งยังอยู่ดีมีสุขเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนใดๆ เผลอๆ บางทียังมีคอมเมนท์ทางการเมืองให้หนังสือพิมพ์บางฉบับไปลงข่าวเสียอีก ส่วนที่แก่เฒ่าจนละสังขารไปแล้วก็ยังได้รับความอาลัยอาดูรถึงกับอโหสิกรรมให้เสียด้วยซ้ำ

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเหตุการณ์กวางจูได้รับการประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ใหม่จากความพ่ายแพ้มาเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่นำไปสู่ชัยชนะของพลังฝ่ายประชาธิปไตยในเกาหลี เมืองกวางจูจึงได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของชาติ เป็นเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการที่ปัญญาชนและชาวเมืองกวางจูจะเรียกเมืองของเขาว่าเป็น “เมกกะของประชาธิปไตย” ก็สมเหตุสมผลในมุมมองของเขา และดูไม่ได้เกินเลยไปนักเมื่อเปรียบเทียบกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศอื่นในเอเชียที่การเรียนรู้และความตื่นตัวทางการเมืองของผู้คนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกาหลีใต้เอามากๆ

แต่เรา-ในฐานะคนประเทศอื่นที่มิใช่ชาวเกาหลี-จะเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเมกกะแห่งประชาธิปไตยนี้ได้อย่างไรในการส่งเสริมสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในประเทศของตน เพื่อมิให้วลีนี้เป็นเพียงคำขวัญที่ลอยเท้งเต้งฟังดูเอาเท่เข้าว่า?

เป็นคำถามที่ผมโยนใส่ในที่ประชุม รวมถึงผู้ร่วมสัมมนาชาวเกาหลีทุกคน ซึ่งเจ้าภาพเองก็ไม่มีคำตอบ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ยอมรับว่าจะต้องขบคิดกันอีกมาก

แต่อย่างน้อยที่สุด ความพยายามถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยการจัดสัมมนาระดับนานาชาติอย่างเช่นที่พวกเขาทำอยู่เป็นประจำปี ก็เป็นหนทางหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการลงมือทำเพื่อที่จะไปให้ไกลมากกว่าคำขวัญลอยๆ และต้องไม่ลืมว่าคนเกาหลีนั้นหากเขาจะลงมือทำเรื่องอะไรแล้ว เขาเอาจริงเอาจังกับมันมาก ผมจึงเชื่อว่าอีกไม่นานคำถามของผมจะมีคำตอบ

กว่าหนึ่งสัปดาห์ เรานั่งพูดคุยอยู่แต่ในห้องประชุม เสนอรายงาน ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายในอาคารที่เรียกว่าอนุสรณ์สถาน 18 พฤษภา พื้นที่ส่วนหนึ่งของที่นี่ใช้เป็นสำนักงานของมูลนิธิอนุสรณ์สถาน 18 พฤษภา และอีกส่วนใช้เป็นสำนักงานของศาลาว่าการเมืองกวางจู เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนออกเงินก่อสร้าง การใช้ประโยชน์ของอาคารจะเน้นหนักที่งานด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องจัดแสดงนิทรศการหมุนเวียน ขนาดย่อมกว่าหอศิลป์จามจุรีเล็กน้อย ขณะที่พื้นที่รอบอาคารโอบล้อมไว้ด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยเป็นเหมือนสวนป่ากลางเมือง ช่วงที่ว่างจากการสัมมนา ผมมักใช้เวลาเดินเล่นรอบๆ เพราะสำหรับคนกรุงเทพฯ แล้ว นี่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่หลายคนฝันอยากจะมีอยู่ใกล้ๆ บ้าน คะเนว่าน่าจะสักครึ่งหนึ่งของสวนลุมพินีในบ้านเรา

ในบริเวณสวนสาธารณะนี้เอง มีอนุสาวรีย์รูปชายสามคนขนาดมหึมา แต่หน้าตาไม่ยักกะคล้ายคนเกาหลี ท่าทางกำลังประคองตัวกันกึ่งวิ่งกึ่งลากกันไป ตั้งอยู่บนเนินบันไดยกสูงจากระดับพื้นปกติ ภายในด้านล่างของตัวอนุสาวรีย์ทำเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร เมื่อเดินลงบันไดไปในห้อง ก็จะพบรูปปั้นผู้หญิงอุ้มเด็ก (คล้ายๆ หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเรา) ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ซึ่งคงจะสื่อความหมายถึงครอบครัวผู้สูญเสียเมื่อปี 1980 ผนังด้านหนึ่งเป็นลายปูนปั้นบอกเล่าเหตุการณ์กวางจู ส่วนผนังอีกด้านถูกแบ่งเป็นช่องๆ สลักชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดูละลานตา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก 14 ประเทศวนเวียนอยู่กับสถานที่นี้จนชินและนึกเบื่อ กระทั่งถึงวันที่ 17 พฤษภาคม พวกเราทั้งหมดถึงมีโอกาสไปเยี่ยมชมสุสานของวีรชน 18 พฤษภา ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองไกลออกไป สุสานนี้มีขนาดกว้างใหญ่จนน่าตกใจ จุดเด่นแรกที่ปะทะสายตาพวกเราคืออนุสาวรีย์ขนาดยักษ์เป็นรูปมือที่ตัดทอนรายละเอียดแล้วกำลังโอบประคองวัตถุทรงกลมรีคล้ายไข่ ถามคนเกาหลีที่อยู่ใกล้ๆ เขาบอกว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของการให้กำเนิด ซึ่งในที่นี้หมายถึงกำเนิดประชาธิปไตยและเสรีภาพซึ่งเป็นสิ่งบอบบาง จำเป็นต้องได้รับการทะนุถนอมดูแล

สุสานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ใกล้กับพื้นที่สุสานเดิมซึ่งฝังศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 1980 แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลหรือกระทั่งลืมเลือนไปนานกว่า 17 ปี

วีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กวางจูจำนวน 325 ราย ถูกย้ายนำมาฝังรวมกัน ณ ที่แห่งนี้ แผ่นหินเหนือหลุมศพระบุชื่อและอายุของเหยื่อแต่ละคนอย่างเป็นระเบียบ เรียงรายเป็นทิวแถว วันที่เราไปถึงนั้นไม่มีฝน แต่ก็ไม่มีแดด ลมพัดแรงจนอากาศเย็นยะเยือก บรรยากาศดูเศร้าสร้อย เนื่องจากเป็นวันสุกดิบก่อนมีรัฐพิธีในวันรุ่งขึ้น บรรดาญาติผู้เสียชีวิตจึงมาทำพิธีของตนเองก่อน บ้างก็มาดูแลหาดอกไม้มาวางนำอาหารและผลไม้มาไหว้ก่อนวันงาน เสียงร้องไห้คร่ำครวญได้ยินอยู่ทั่วไป

สุสานวีรชน 18 พฤษภา เป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีการอย่างน้อยก็ปีละครั้ง เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละชีวิตเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นงานใหญ่ระดับชาติที่สื่อมวลชนทุกแขนงให้ความสนใจ แม้แต่ประธานาธิบดีก็ต้องเดินทางมากล่าวสดุดีรำลึกที่นี่ในเช้าของวันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี

ครั้งหน้าผมจะเล่าถึงงานพิธีการและงานฉลองรำลึกเหตุการณ์กวางจู เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศในเมืองไทยที่กำลังจะมีพิธีการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้วมาดูกันซิว่าสงครามความทรงจำทางการเมืองในบ้านเรากับบ้านเขามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter