10 วันในกวางจู (ตอนที่ 2)
ประกายไฟประชาธิปไตยในกวางจู
กวางจู (Gwangju) เป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของเกาหลีใต้ อยู่ทางใต้เกือบสุดคาบสมุทรเกาหลี ห่างจากกรุงโซลประมาณ 400 กิโลเมตร ผมนั่งรถโดยสารจากสนามบินอินชอนใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หยุดแวะพักกลางทางประมาณครึ่งชั่วโมง ช่วงที่เดินทางไปถึงนั้นปรากฏว่าอากาศค่อนข้างเย็นมากสำหรับคนไทย แต่คนที่นั่นบอกว่ากำลังสบาย เพราะเป็นช่วงปลายฤดูหนาวกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกันบอกว่านี่เป็นอิทธิพลจากลมทะเลทรายที่พัดเข้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ยิ่งเมื่อมาเจอกับฝนพรำเพราะอยู่ใกล้ทะเล ความเย็นจากสองแรงบวกก็ทำเอามนุษย์ในย่านร้อนชื้นปรับตัวแทบไม่ทัน
ชื่อ “กวางจู” ในภาษาเกาหลีหมายถึงเมืองแห่งแสงสว่าง คำว่าแสงสว่างนั้นนอกจากจะมีความหมายโดยนัยทั้งที่ตรงตามตัวอักษรแล้ว ยังหมายถึงสัญลักษณ์ในเชิงจิตวิญญาณและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของเมืองด้วย เนื่องจากกวางจูเป็นเมืองที่ได้รับแสงอาทิตย์มากที่สุดในบรรดาเมืองใหญ่ทั่วประเทศเกาหลี อีกทั้งผู้คนที่นี่ยังได้รับการกล่าวถึงในแง่ที่มีจิตสำนึกเข้มข้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรม ซึ่งเป็นสำนึกที่ประดุจดังแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนอนธกาลในโลกที่ไร้ซึ่งความเป็นธรรม
ประชากรของกวางจูมีอยู่ประมาณ 1.38 ล้านคน ช่วงที่พวกเราไปถึง เพิ่งจะเปิดดำเนินการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรก ความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร ไปได้แค่เพียง 2 สัปดาห์ ดังนั้นเวลาที่น้องๆ นักศึกษาอาสาสมัครของมูลนิธิ 18 พฤษภาซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติครั้งนี้ พาเราเดินทางจากโรงแรมที่พักซึ่งอยู่ชานเมืองเข้าไปยังย่านดาวน์ทาวน์ (ใจกลางเมือง) ก็ดูน้องๆ นุ่งๆ เหล่านั้นยังงกๆ เงิ่นๆ พาเราเข้าออกประตูผิดๆ ถูกๆ เป็นที่น่าสนุกและโกลาหลปนเปกัน
คนไทยส่วนใหญ่อาจคุ้นชื่อกวางจูในฐานะเมืองที่ใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 จำนวน 3 นัด ที่มีเกาหลีใต้และญี่ปุ่นร่วมกันเป็นเจ้าภาพ (และอย่าลืมว่าเกาหลีใต้คือทีมอันดับที่ 4 ในฟุตบอลโลกปีนั้น) แต่คนไทยอีกจำนวนหนึ่งซึ่งคงไม่มากเท่ากลุ่มแรกกลับรู้จักเมืองนี้มาก่อนนานแล้ว ในฐานะของเมืองที่เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนอย่างเหี้ยมโหดโดยกองกำลังทหารของรัฐบาล เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1980 หรืออาจเทียบเคียงว่าเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาของเกาหลีใต้ก็ยังได้ เพราะรูปแบบความรุนแรงและระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ห่างกันไม่นาน
แต่ทว่า ผลลัพธ์ของความรุนแรงของเหตุการณ์ทั้งสองนี้เทียบกันไม่ได้เลย เพราะขณะที่ตัวเลขความสูญเสียที่เป็นทางการของเหตุการณ์ 6 ตุลาในไทยนั้น ฝ่ายนักศึกษาประชาชนเสียชีวิตรวม 41 คน ถูกจับกุม 3,094 คน แต่ผลการปราบปรามและสังหารพลเมืองในเหตุการณ์กวางจูนองเลือดนั้น มีผู้เสียชีวิตถึง 154 คน บาดเจ็บ 3,139 คน สูญหาย 64 คน ถูกจับกุมตัว 503 คน (อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้คือข้อมูลของทางการ ซึ่งหมายความว่าตัวเลขจริงอาจจะมากกว่านี้ก็เป็นได้)
เกิดอะไรขึ้นในเมืองที่สงบและงดงามอย่างกวางจูในเดือนพฤษภาคม 1980 ?
ย้อนไปภายหลังการลอบสังหารอดีตผู้นำเผด็จการปักจุงฮีไม่นาน การเมืองภายในเกาหลีใต้ก็เกิดความปั่นป่วนอย่างที่สุด จนกระทั่งเกิดรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1979 นำโดยนายพลชุน ดู ฮวาน รัฐบาลทหารประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ และมีการส่งกองทหารจำนวนหนึ่งมายังกวางจูเพื่อป้องกันการลุกฮือต่อต้านการรัฐประหาร
แต่แล้วในวันที่ 15 พฤษภาคม ปีถัดมา ก็เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่กลางท้องถนนเมืองกวางจู นำโดยคณาจารย์และนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดการประชุมรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายหมื่นคนที่หน้าศาลากลางเมืองและยืดเยื้อต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองยังเข้ามาช่วยนักศึกษาในการจัดเดินขบวนเพื่อสันติภาพและคอยดูแลอำนวยการจราจร
ล่วงเข้าสู่บ่ายวันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลจึงส่งกองทหารเข้าควบคุมสถานการณ์โดยปิดกั้นถนนรอบสถานที่ชุมนุม และเคลื่อนตัวเข้าไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ทหารแต่ละคนมีไม้กระบองเป็นอาวุธ จากนั้นก็เริ่มใช้กระบองตีและจับกุมตัวผู้ชุมนุมไว้ในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ ถ้าหากใครนึกภาพเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ออก ขอให้ย้อนไปดูภาพเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันในเมืองไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 เพราะรูปแบบการควบคุมฝูงชนนั้นละม้ายคล้ายคลึงกันมาก มีการบังคับประชาชนให้ถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง แล้วทยอยขึ้นรถบรรทุกทหารไปกักตัวไว้
แต่ถึงแม้จะลงไม้ลงมือจนเลือดตกยางออกกันไปแล้วก็ตาม การออกมาชุมนุมต่อสู้ก็ไม่ได้ยุติลง ทำให้ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 กลายเป็นสถานการณ์สงครามกลางเมือง แม้ว่าประชาชนจะถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไม่หยุด แต่ทหารก็ยังควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้
เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทหารใช้แก๊สน้ำตาและอาวุธสงคราม ในขณะที่อาคารที่ทำการสถานีวิทยุโทรทัศน์ก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมเผาทำลายเพราะเสนอข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง คืนวันนั้นเองที่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปะทะเป็นกลุ่มแรกๆ
เช้าวันที่ 21 ความตึงเครียดยิ่งทวีขึ้น เมื่อประชาชนที่โกรธแค้นออกมาเผชิญหน้ากับทหารบนท้องถนนใจกลางเมือง แต่กลับถูกทหารตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธยิงใส่อย่างทารุณ ผู้คนในกวางจูประสานหัวใจเป็นหนึ่งเดียว แม่บ้านทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ออกมารวมกลุ่มอาสาทำอาหารใช้เป็นเสบียงให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง อีกส่วนหนึ่งทยอยนำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นของตนออกมาแลกเปลี่ยนกันใช้ในยามจำเป็น เนื่องจากขณะนั้นเมืองทั้งเมืองถูกทหารฝ่ายรัฐบาลปิดล้อมถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกไว้หมดแล้ว
ชาวเมืองกวางจูต่างเริ่มตระหนักดีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังจะประสบร่วมกันนั้นคืออะไร เพราะสัญญาณหายนะคืบคลานเข้ามาทุกที
22 พฤษภาคม รัฐบาลส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธเพิ่มเติมเพื่อหวังจะเข้ายึดและคุมเมืองไว้ให้ได้ ในขณะที่ชาวกวางจูก็จัดตั้ง “กองทัพประชาชน” ขึ้น โดยนำเอาอาวุธที่ยึดได้จากการการปะทะกับฝ่ายทหารมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ ชายหนุ่มจำนวนมากได้รับแจกจ่ายอาวุธและกลายเป็นนักรบจำเป็นต่างศึกษาวิธีการใช้อาวุธสงครามอย่างเร่งรีบ
ในวันนั้นมีการทยอยนำศพผู้เสียชีวิตบรรจุใส่โลงนับร้อยห่มคลุมด้วยธงชาติเกาหลีใต้ มาวางเรียงรายรวมกันอยู่ภายในศาลากลางของเมือง ท่ามกลางความโศกเศร้าระคนเคียดแค้นของบรรดาญาติมิตรและชาวเมือง
ล่วงมาถึงวันที่ 27 พฤษภาคม รถถังเกือบร้อยคันส่งเสียงแล่นครืนครานเรียงแถวเข้ามายังย่านใจกลางเมือง มองดูไกลสุดลูกหูลูกตา “นี่พวกเขาตั้งใจจะบดขยี้เมืองนี้ให้แหลกเป็นผุยผงเลยหรือ?” ชาวเมืองกวางจูนึกสงสัย
วันนั้นเองเมืองกวางจูทั้งเมืองก็ถูกถล่มไม่ยั้ง ศาลากลางที่กลายเป็นจุดรวมตัวหลักของชาวเมืองถูกโจมตีอย่างหนัก เกินกำลังที่กองทหารจำเป็นซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าและไร้ทักษะการสู้รบจะต้านทานไว้ได้ หลายคนยอมแพ้และถูกจับกุมอีกระลอกใหญ่เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม
ภายหลังการกวาดล้างสังหารโหดครั้งใหญ่ กวางจูทั้งเมืองก็เงียบสงัดราวกับอยู่กลางทะเลทราย แม้แต่นกสักตัวก็ยังไม่มีบินผ่านให้เห็น วันต่อมาเสียงร่ำไห้จึงเริ่มระงม จากครอบครัวที่สูญเสียผู้เป็นที่รักไปไม่มีวันกลับ
ในห้องเรียนวันแรกของโรงเรียนมัธยมหญิงแห่งหนึ่ง มีโต๊ะว่างเปล่าซึ่งเคยเป็นที่นั่งของเพื่อนร่วมชั้น บนโต๊ะมีกล่องกระดาษทำเป็นกระถางวางดอกไม้แห้งสีขาวบริสุทธิ์เพื่อระลึกถึงเพื่อนผู้จากไป ที่โรงเรียนชายอีกแห่งหนึ่ง เพื่อนๆ ช่วยกันทำดอกไม้ช่อใหญ่วางลงบนโต๊ะเรียนของเพื่อนผู้ล่วงลับ พร้อมโค้งคำนับด้วยความอาลัย
ประวัติศาสตร์เกาหลีใต้อาจจารึกเหตุการณ์กวางจูเมื่อ 24 ปีที่แล้วว่าเป็นความพ่ายแพ้ แต่เพิ่งไม่นานมานี้เองที่ได้เริ่มมีการประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นี้ใหม่ และนักวิชาการต่างก็ยอมรับว่าการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 1980 นั้นคือชัยชนะต่างหาก หาใช่ความพ่ายแพ้ ผู้คนที่ล้มตายไปมิได้สูญเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ เพราะถึงแม้ว่าจุดจบของการต่อสู้ที่กวางจูจะดูเหมือนความพ่ายแพ้ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้กลับกลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ต่อการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย และช่วยเติมเชื้อไฟให้กับการต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารตลอดช่วงทศวรรษ 1980
การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในกวางจูจึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นการดื้อแพ่งของประชาชนที่มีต่ออำนาจเผด็จการและความไม่เป็นธรรม มิใช่ “การกบฏ” ดังที่ถูกเรียกขานมานานนับสิบปีหลังเหตุการณ์
หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



