10 วันในกวางจู (ตอนที่ 1)
อดีตอัปลักษณ์ กับ การเมืองเรื่องความทรงจำและการหลงลืม
หากเรานิยามความหมายของคำว่าการเมืองให้กว้าง ไม่เฉพาะเจาะจงเป็นแค่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นระบบ ระบอบ สถาบัน หรือกลุ่มผลประโยชน์แล้ว บางทีเรื่องเล็กๆ ของปัจเจกชนดังเช่นการเลือกจำและเลือกลืม หรือการเลือกที่จะพูดหรือไม่พูด เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางสังคมในอดีต ก็จัดว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ใหญ่คับใจได้เหมือนกัน
กรณีล้อมปราบสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจเรียกได้ว่ายาวนานเกินไปนักในทางประวัติศาสตร์ เพราะผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ยังมีชีวิตมีตัวตนอยู่จำนวนไม่น้อย และสามารถระบุได้ว่าใครมีส่วนลงมือกระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ
แต่เรื่องราวของเหตุการณ์นี้กลับพร่ามัวไม่แจ่มชัดในความเข้าใจของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนอายุต่ำกว่า 30 ปี
เพราะอดีตอัปลักษณ์อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง ไม่ค่อยมีใครอยากให้จำ เนื่องจากหากพูดไปจำไปก็มักจะไปสั่นคลอนความเชื่อที่ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ไว้ เช่น สังคมไทยเป็นสังคมรักสันติ ไม่นิยมความรุนแรง แต่ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่ารัฐนั่นเองที่เป็นผู้ก่ออาชญากรรมและความรุนแรงต่อคนในชาติที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในระดับที่เกินกว่าวิสัยมนุษย์ปกติจะกระทำได้
แต่สำหรับเหยื่อหรือผู้รู้เห็นล่ะ? หลายคนถึงจะไม่อยากจำ บางคนอาจเลือกจดจำเฉพาะแง่มุมที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ไม่สามารถ “ลืม” เหตุการณ์ 6 ตุลาลงไปได้อย่างสิ้นเชิง
ก็อย่างที่มีคนเคยพูดไว้น่ะแหละว่า “อดีต” ประเภทนี้ ไม่เพียงแต่ต้องใช้พลังในการจำอย่างมากเท่านั้น แต่ยังต้องใช้อำนาจที่ทรงพลังยิ่งกว่าในการลืมด้วย
แต่การบังคับจิตใจให้จำและลืมไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วทันทีเหมือนการเปิดปิดสวิทช์ไฟ ยิ่งถ้าหากตนเองคือเหยื่อหรือเป็นพยานรู้เห็นในเหตุการณ์อดีตอัปลักษณ์นั้นด้วยแล้ว การดำเนินชีวิตไปพร้อมกับ “ความเงียบ” โดยมีฝันร้ายแวะเวียนมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลาย่อมเป็นเรื่องน่าอึดอัดและน่าเห็นใจ
อยากจะลืมก็ลืมไม่ได้เพราะภาพความโหดร้ายนั้นฝังแน่นในใจไม่ไปไหน ครั้นจะให้จำก็จดจำไม่ลงเพราะมันเจ็บปวดเกินไปยามที่หวนนึกระลึกถึงแล้วพาลสะกิดแผลภายในจิตใจ หรือบางครั้งอาจถูกซ้ำเติมด้วยอดีตนั้นมิได้เป็นที่จดจำของสังคม ดังนั้นการจดจำอดีตอัปลักษณ์ของปัจเจกจึงดูประดุจดั่งความว่างเปล่าราวกับไม่ได้อยู่ร่วมความทรงจำในสังคมเดียวกัน
อดีตอัปลักษณ์ และการมีชีวิตอยู่บนความทรงจำของเหยื่อและการหลงลืมของสังคมในเกาหลีใต้ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้
“ประวัติศาสตร์ของเกาหลีเป็นประวัติศาสตร์อันน่ารันทด” อาสาสมัครชาวเกาหลีที่ทำหน้าที่เป็นไกด์บรรยายให้คณะของเรากล่าวขึ้นมาในตอนหนึ่ง
นับจากปี ค.ศ. 1910 ที่ญี่ปุ่นผนวกคาบสมุทรเกาหลีภายหลังชัยชนะในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ทำให้เกาหลีกลายเป็นดินแดนในอารักขาของญี่ปุ่นอยู่นานถึง 35 ปี จวบจนเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเหนือและใต้โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นสมมติลากผ่านตลอดดินแดน เพื่อให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตใช้เป็นที่รับทหารญี่ปุ่นที่ยอมจำนน หรืออีกนัยหนึ่งคือการแบ่งดินแดนในความดูแลของสองมหาอำนาจหลังสงคราม คล้ายคลึงกับกรณีการแบ่งเยอรมนีเป็นตะวันออกและตะวันตก แล้วให้แต่ละฝ่ายเป็นผู้ครองอิทธิพลเหนือดินแดนนั้น
เส้นแบ่งดังกล่าวกลายเป็นเส้นแบ่งประเทศอย่างถาวรในปี 1948 ทำให้คนชาติเดียวกันที่เคยไปมาหาสู่เป็นญาติพี่น้องครอบครัวเดียวกันถูกตัดขาดพลัดพรากแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง กลายเป็นความโกลาหลปวดร้าวคับคั่งในใจครอบครัวชาวเกาหลีจำนวนมหาศาล
เมื่อประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองด้วยความแตกต่างทางลัทธิอุดมการณ์ ทั้งๆ ที่ดินแดนนั้นเคยเป็นหนึ่งเดียว ในเวลาต่อมาจึงเกิดสงครามเกาหลีขึ้นเป็นเวลายาวนานถึง 3 ปีระหว่าง ค.ศ. 1950-1953 โดยฝ่ายเหนือซึ่งมุ่งมั่นจะรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวโดยการใช้กำลัง ขณะที่ฝ่ายใต้มีสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติให้การคุ้มครอง
ช่วงแรกของสงคราม เกาหลีเหนือใช้เวลาเพียง 3 วันก็เคลื่อนพลเข้ายึดกรุงโซลได้และบุกลงมาจนเกือบจะยึดพื้นที่ทั้งคาบสมุทร แต่ไม่นานนักสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติก็ตอบโต้กลับ ด้วยการยกพลขึ้นบกบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 เข้าไปยึดกรุงเปียงยางของฝ่ายเกาหลีเหนือ และเคลื่อนกำลังบุกตะลุยขึ้นเหนือต่อไปจนถึงแม่น้ำยาลู่ อันเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน ซึ่งกลายเป็นเหตุให้จีนกระโดดเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายเกาหลีเหนือ เนื่องจากมองว่าสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติกำลังคุกคามต่อความมั่นคงของจีน
จีนส่งทหารกว่า 300,000 คนเข้ารบ รวมกับทหารเกาหลีเหนืออีก 200,000 คน สามารถผลักดันกองกำลังสหรัฐและสหประชาชาติให้ถอยร่นลงไปใต้เส้นขนานที่ 38 ได้อีกครั้ง แต่กองกำลังของเกาหลีเหนือและจีนก็รักษาที่มั่นของตนไว้ได้ที่เหนือแนวเส้นขนานนี้เท่านั้นเช่นกัน ทุกอย่างเหมือนคืนกลับสู่จุดเริ่มต้นหลังสงครามโลกอีกครั้ง มีการเจรจาพักรบเมื่อปี 1951 แต่การสู้รบยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 สหประชาชาติ เกาหลีเหนือและจีน จึงลงนามในข้อตกลงสงบศึกที่หมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเขตปลอดทหารมาจนถึงทุกวันนี้
สามปีของสงครามเกาหลี มีชาวเกาหลีเสียชีวิต บาดเจ็บ หายสาบสูญ รวมกันถึงราว 2,500,000 คน ทหารอเมริกันเสียชีวิต 33,000 คน กองกำลังสหประชาชาติเสียชีวิตราว 3,000 คน ฝ่ายจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 900,000 คน นับเป็นสงครามแบบจำกัดเขตที่รุนแรงมากครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ความหวาดระแวงของผู้นำเกาหลีสองประเทศ ภายใต้การหนุนหลังของมหาอำนาจต่างลัทธิในยุคสงครามเย็น ทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นจุดที่อ่อนไหวเปราะบางต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลกมากที่สุดจุดหนึ่ง ถึงแม้ว่าสงครามเกาหลีจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีการปะทะกันประปรายทั้งทางบกและทางทะเล มีการจับกุมตัวสายลับฝ่ายตรงข้ามที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมอีกประเทศหนึ่ง กระทั่งมีการลอบสังหารและการทรมานประชาชนที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคนของอีกฝ่าย
ความหวาดระแวงนั้นนำมาสู่ความกลัว และความกลัวก็นำมาสู่ความเกลียด ในช่วงสงครามเย็นระหว่างทศวรรษ 1950 ถึงทศวรรษ 1980 มีประชาชนธรรมดาสามัญรวมถึงนักศึกษาปัญญาชนถูกเข่นฆ่าสังหารไปนับหมื่นๆ คนเพื่อเซ่นสังเวยความกลัวดังกล่าว ไม่ต่างไปจากเมืองไทยยุคกลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมองในช่วงประมาณ 30 ปีก่อน พ.ศ.2525
ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองตลอดประวัติศาสตร์แห่งความขมขื่นของเกาหลีนั้น มีผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
ที่สำคัญคือเหยื่อและสมาชิกครอบครัวของเหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่นับแสนๆ คนเหล่านี้ไม่เคยได้พูดออกมาในสิ่งที่ตนเองประสบพบเห็นกับตามาก่อนเลย แต่กลับเก็บกักภาพความโหดร้ายทารุณและความขมขื่นนั้นไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ ไม่ยอมปลดปล่อยระบายออกมา
เหตุผลสั้นๆ ที่เหยื่อหรือสมาชิกครอบครัวของเหยื่อเหตุการณ์รุนแรงในอดีตบอกก็คือ พวกเขากลัว
กลัวจะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดหากเปิดเผยความจริงที่ตนพบเห็น กลัวว่าหากพูดออกไปตนอาจจะถูกกระทำรุนแรงดังเช่นที่พบเห็นหรือดังเช่นที่เคยถูกกระทำอีก กลัวว่าภาพหฤโหดในคืนวันเก่าก่อนจะกลับมาหลอนหลอกจนไม่สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงปกติ กลัวและคิดไปเองว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะบอกเล่าพูดคุยความจริงเหล่านี้ในฐานะพยานผู้รู้เห็น
เพิ่งจะ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เองที่พยานและผู้ตกเป็นเหยื่อหลายต่อหลายคนเริ่มกล้าเปิดเผยตัว และเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวที่ฝังแน่นคับอยู่ในอกออกมาให้สังคมเกาหลีรับรู้
สาธารณชนเพิ่งจะได้รับรู้อดีตอัปลักษณ์ของชาติตน หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ชั้นนำ 2 แห่งคือ เอ็มบีซี และเคบีเอส จัดทำสารคดีออกอากาศไปทั่วประเทศ สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่ได้ชมมากพอสมควร
เอ็มบีซีผลิตสารคดีเบื้องหลังกรณีกบฏของกองทหารที่ 14 แห่งเมืองโยซู ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 1948 แต่ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมในที่สุด และมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกกบฏถูกสังหารไปด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนเคบีเอสนั้นตีแผ่บทสัมภาษณ์และเรื่องราวชีวิตของผู้หญิง 7 คน ในฐานะที่เป็นเหยื่อโดยตรง และในฐานะลูก – เมีย – น้องสาว ของเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ (genocide) หลายเหตุการณ์ในอดีตของเกาหลี บางเหตุการณ์เกิดขึ้นย้อนหลังไปถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยังปกครองในสมัยที่เหยื่อยังเป็นเด็กวัยไม่ถึงสิบขวบ นั่นหมายถึงเป็นความเงียบที่เก็บกักไว้กับตัวเองยาวนานร่วมครึ่งศตวรรษ
ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดออกมา ความโศกเศร้าเจ็บปวดจึงพรั่งพรูเป็นทั้งคำพูด สีหน้าแววตา แม้กระทั่งการยอมเปิดเผยให้เห็นร่องรอยการถูกทรมานบนร่างกาย ชนิดที่ผมและผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายคนซึ่งได้ดูเทปสารคดีเรื่องนี้ต้องแอบยกมือปาดน้ำตาเป็นระยะ
นอกจากจะได้ชมสารคดีทั้งสองเรื่องแล้ว ผมและคณะยังได้เดินทางไปดูพื้นที่จริงของจุดที่มีการสังหารหมู่ชาวบ้านใน 3 เมือง คือ โยซู ซุนชอน และกูริว ซึ่งเป็นเมืองทางภาคใต้ของเกาหลี
โยซูเป็นเมืองติดทะเล จัดเป็นเมืองยุทธศาสตร์หากประเทศใดเข้ายึดเกาะเจจู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลีได้แล้ว ก็จะต้องขึ้นแผ่นดินใหญ่ที่โยซูเป็นเมืองแรกก่อนที่จะบุกยึดเมืองอื่นๆ ต่อไป เมืองนี้จึงเป็นชุมทางติดต่อกับคนหลายฝ่ายและมีจุดสังหารหมู่หลายแห่งจากฝีมือของคนหลายกลุ่ม ทั้งที่กระทำโดยทหารญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม และที่กระทำโดยทหารอเมริกันรวมทั้งคนชาติเดียวกันในยุคหวาดระแวงแตกแยกทางความคิดเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา มาจนถึงยุคปกครองแบบเผด็จการทหาร
ที่โยซู มีพยานรู้เห็นการสังหารหมู่ในอดีตขณะที่เธออายุเพียง 9 ขวบ พ่อและพี่ชายถูกยิงทิ้งพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายร้อยคน เธอเล่าทั้งน้ำตาว่าเป็นการฆ่าอย่างสยดสยองด้วยการยิงจ่อหัวทีละคน แล้วนำศพมากองรวมกันซ้อนทีละ 5 ชั้น แล้วจึงเผาทีหนึ่ง จนกระทั่งชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยจะถูกฆ่าและเผาจนหมด กรณีนี้ฝ่ายผู้ลงมือเป็นพวกฝ่ายขวา ต่อต้านคอมมิวนิสต์
แต่เมื่อไปยังอีกจุดหนึ่งของเมือง การฆ่าที่หฤโหดพอๆ กันถูกลงมือโดยพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สงสัยชาวบ้านว่าจะเป็นสายให้กับฝ่ายรัฐบาล
พวกเราได้เห็นทั้งจุดสังหารหมู่โดยทหารญี่ปุ่นสมัยที่ยึดครองเกาหลี และโดยฝีมือของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ซึ่งก็คือหน่วยงานของรัฐเองที่เป็นผู้ฆ่าหมู่คนในชาติของตน
แต่ละกรณีมีทั้งคนตายและคนหายเป็นหลักพันหลักหมื่นคน ฟังตัวเลขแล้วยากที่จะจินตนาการ แต่เมื่อได้ฟังจากปากผู้รู้เห็นและสัมผัสกับสถานที่จริงก็ชวนได้กลิ่นไอแห่งความตาย ไปพร้อมๆ กับความรู้สึกถึงความไร้สติไร้สาระของมนุษย์ที่สามารถฆ่ากันได้อย่างเลือดเย็น เพียงเพราะสงสัยว่าอีกฝ่ายมีความคิดความเห็นแตกต่างไปจากตน
การที่คนเกาหลีได้รับรู้เรื่องราวจากปากของเหยื่อและพยานในเหตุการณ์ ไม่เพียงแต่ทำให้อดีตอัปลักษณ์เข้ามามีพื้นที่ในความทรงจำร่วมของสังคม (แม้จะเพียงน้อยนิดในช่วงเริ่มต้น) แต่ยังทำให้เหยื่อการเมืองซึ่งเป็นคนธรรมดาผู้ไร้ซึ่งอำนาจทั้งหลายทั้งปวงได้มีพื้นที่ในการบอกกล่าวเรื่องราวคับข้องใจที่เก็บเป็นความเงียบไว้เป็นระยะเวลายาวนานออกมา
ความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดโดยเหยื่อหรือพยานผู้รู้เห็น บางทีอาจจะมีพลังมากเสียยิ่งกว่าการเรียบเรียงเขียนประวัติศาสตร์โดยบุคคลที่สามมากนัก
การเมืองเรื่องความทรงจำของปัจเจกชนคนตัวเล็กๆ จึงเป็นการเมืองที่จะว่าไปแล้วกลับจับต้องได้ มีเลือดมีเนื้อมีชีวิตของมนุษย์ปุถุชนอยู่ในนั้นจริงๆ ไม่ใช่การเมืองที่เต็มไปด้วยวีรชน แต่มองไม่เห็นชีวิต
เขียนมาถึงตรงนี้ก็เพราะอยากเห็นการถ่ายทอดและบันทึกความทรงจำของคนเล็กๆ ที่หลากหลายในเหตุการณ์การเมืองอีกหลายเหตุการณ์ที่ตกหล่นหลงลืมไปจากความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้มีพื้นที่ของความทรงจำร่วมทางสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่
บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลมาให้การยอมรับการมีอยู่จริงของประวัติศาสตร์ด้านที่อัปลักษณ์ซึ่งมักจะมาจากความรุนแรงโดยรัฐก็ได้ เพราะบางด้านของความจริงในประวัติศาสตร์นั้นมีอยู่ในความทรงจำของแต่ละคน อำนาจที่ใหญ่โตแค่ไหนก็มากดปราบอดีตที่ฝังอยู่ในจิตใจไม่ได้ ขอเพียงแต่สามัญชนคนเล็กๆ กล้าที่จะเปิดเผยความทรงจำของตนออกมาอย่างตรงไปตรงมา และสังคมต้องพร้อมที่จะยอมรับการมีอยู่จริงของอดีตอัปลักษณ์เหล่านี้
นี่เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งผมได้รับประสบการณ์จากการไปเกาหลีใต้ครั้งนี้
หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



