Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open out
วัฒนชัย วินิจจะกูล


10 วันในกวางจู (ตอนที่ 1)

อดีตอัปลักษณ์ กับ การเมืองเรื่องความทรงจำและการหลงลืม

หากเรานิยามความหมายของคำว่าการเมืองให้กว้าง ไม่เฉพาะเจาะจงเป็นแค่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นระบบ ระบอบ สถาบัน หรือกลุ่มผลประโยชน์แล้ว บางทีเรื่องเล็กๆ ของปัจเจกชนดังเช่นการเลือกจำและเลือกลืม หรือการเลือกที่จะพูดหรือไม่พูด เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางสังคมในอดีต ก็จัดว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ใหญ่คับใจได้เหมือนกัน

กรณีล้อมปราบสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจเรียกได้ว่ายาวนานเกินไปนักในทางประวัติศาสตร์ เพราะผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ยังมีชีวิตมีตัวตนอยู่จำนวนไม่น้อย และสามารถระบุได้ว่าใครมีส่วนลงมือกระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ

แต่เรื่องราวของเหตุการณ์นี้กลับพร่ามัวไม่แจ่มชัดในความเข้าใจของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนอายุต่ำกว่า 30 ปี

เพราะอดีตอัปลักษณ์อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง ไม่ค่อยมีใครอยากให้จำ เนื่องจากหากพูดไปจำไปก็มักจะไปสั่นคลอนความเชื่อที่ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ไว้ เช่น สังคมไทยเป็นสังคมรักสันติ ไม่นิยมความรุนแรง แต่ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่ารัฐนั่นเองที่เป็นผู้ก่ออาชญากรรมและความรุนแรงต่อคนในชาติที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในระดับที่เกินกว่าวิสัยมนุษย์ปกติจะกระทำได้

แต่สำหรับเหยื่อหรือผู้รู้เห็นล่ะ? หลายคนถึงจะไม่อยากจำ บางคนอาจเลือกจดจำเฉพาะแง่มุมที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ไม่สามารถ “ลืม” เหตุการณ์ 6 ตุลาลงไปได้อย่างสิ้นเชิง

ก็อย่างที่มีคนเคยพูดไว้น่ะแหละว่า “อดีต” ประเภทนี้ ไม่เพียงแต่ต้องใช้พลังในการจำอย่างมากเท่านั้น แต่ยังต้องใช้อำนาจที่ทรงพลังยิ่งกว่าในการลืมด้วย

แต่การบังคับจิตใจให้จำและลืมไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วทันทีเหมือนการเปิดปิดสวิทช์ไฟ ยิ่งถ้าหากตนเองคือเหยื่อหรือเป็นพยานรู้เห็นในเหตุการณ์อดีตอัปลักษณ์นั้นด้วยแล้ว การดำเนินชีวิตไปพร้อมกับ “ความเงียบ” โดยมีฝันร้ายแวะเวียนมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลาย่อมเป็นเรื่องน่าอึดอัดและน่าเห็นใจ

อยากจะลืมก็ลืมไม่ได้เพราะภาพความโหดร้ายนั้นฝังแน่นในใจไม่ไปไหน ครั้นจะให้จำก็จดจำไม่ลงเพราะมันเจ็บปวดเกินไปยามที่หวนนึกระลึกถึงแล้วพาลสะกิดแผลภายในจิตใจ หรือบางครั้งอาจถูกซ้ำเติมด้วยอดีตนั้นมิได้เป็นที่จดจำของสังคม ดังนั้นการจดจำอดีตอัปลักษณ์ของปัจเจกจึงดูประดุจดั่งความว่างเปล่าราวกับไม่ได้อยู่ร่วมความทรงจำในสังคมเดียวกัน

อดีตอัปลักษณ์ และการมีชีวิตอยู่บนความทรงจำของเหยื่อและการหลงลืมของสังคมในเกาหลีใต้ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

“ประวัติศาสตร์ของเกาหลีเป็นประวัติศาสตร์อันน่ารันทด” อาสาสมัครชาวเกาหลีที่ทำหน้าที่เป็นไกด์บรรยายให้คณะของเรากล่าวขึ้นมาในตอนหนึ่ง

นับจากปี ค.ศ. 1910 ที่ญี่ปุ่นผนวกคาบสมุทรเกาหลีภายหลังชัยชนะในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ทำให้เกาหลีกลายเป็นดินแดนในอารักขาของญี่ปุ่นอยู่นานถึง 35 ปี จวบจนเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเหนือและใต้โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นสมมติลากผ่านตลอดดินแดน เพื่อให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตใช้เป็นที่รับทหารญี่ปุ่นที่ยอมจำนน หรืออีกนัยหนึ่งคือการแบ่งดินแดนในความดูแลของสองมหาอำนาจหลังสงคราม คล้ายคลึงกับกรณีการแบ่งเยอรมนีเป็นตะวันออกและตะวันตก แล้วให้แต่ละฝ่ายเป็นผู้ครองอิทธิพลเหนือดินแดนนั้น

เส้นแบ่งดังกล่าวกลายเป็นเส้นแบ่งประเทศอย่างถาวรในปี 1948 ทำให้คนชาติเดียวกันที่เคยไปมาหาสู่เป็นญาติพี่น้องครอบครัวเดียวกันถูกตัดขาดพลัดพรากแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง กลายเป็นความโกลาหลปวดร้าวคับคั่งในใจครอบครัวชาวเกาหลีจำนวนมหาศาล

เมื่อประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองด้วยความแตกต่างทางลัทธิอุดมการณ์ ทั้งๆ ที่ดินแดนนั้นเคยเป็นหนึ่งเดียว ในเวลาต่อมาจึงเกิดสงครามเกาหลีขึ้นเป็นเวลายาวนานถึง 3 ปีระหว่าง ค.ศ. 1950-1953 โดยฝ่ายเหนือซึ่งมุ่งมั่นจะรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวโดยการใช้กำลัง ขณะที่ฝ่ายใต้มีสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติให้การคุ้มครอง

ช่วงแรกของสงคราม เกาหลีเหนือใช้เวลาเพียง 3 วันก็เคลื่อนพลเข้ายึดกรุงโซลได้และบุกลงมาจนเกือบจะยึดพื้นที่ทั้งคาบสมุทร แต่ไม่นานนักสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติก็ตอบโต้กลับ ด้วยการยกพลขึ้นบกบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 เข้าไปยึดกรุงเปียงยางของฝ่ายเกาหลีเหนือ และเคลื่อนกำลังบุกตะลุยขึ้นเหนือต่อไปจนถึงแม่น้ำยาลู่ อันเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน ซึ่งกลายเป็นเหตุให้จีนกระโดดเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายเกาหลีเหนือ เนื่องจากมองว่าสหรัฐและกองกำลังสหประชาชาติกำลังคุกคามต่อความมั่นคงของจีน

จีนส่งทหารกว่า 300,000 คนเข้ารบ รวมกับทหารเกาหลีเหนืออีก 200,000 คน สามารถผลักดันกองกำลังสหรัฐและสหประชาชาติให้ถอยร่นลงไปใต้เส้นขนานที่ 38 ได้อีกครั้ง แต่กองกำลังของเกาหลีเหนือและจีนก็รักษาที่มั่นของตนไว้ได้ที่เหนือแนวเส้นขนานนี้เท่านั้นเช่นกัน ทุกอย่างเหมือนคืนกลับสู่จุดเริ่มต้นหลังสงครามโลกอีกครั้ง มีการเจรจาพักรบเมื่อปี 1951 แต่การสู้รบยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 สหประชาชาติ เกาหลีเหนือและจีน จึงลงนามในข้อตกลงสงบศึกที่หมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเขตปลอดทหารมาจนถึงทุกวันนี้

สามปีของสงครามเกาหลี มีชาวเกาหลีเสียชีวิต บาดเจ็บ หายสาบสูญ รวมกันถึงราว 2,500,000 คน ทหารอเมริกันเสียชีวิต 33,000 คน กองกำลังสหประชาชาติเสียชีวิตราว 3,000 คน ฝ่ายจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 900,000 คน นับเป็นสงครามแบบจำกัดเขตที่รุนแรงมากครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

ความหวาดระแวงของผู้นำเกาหลีสองประเทศ ภายใต้การหนุนหลังของมหาอำนาจต่างลัทธิในยุคสงครามเย็น ทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นจุดที่อ่อนไหวเปราะบางต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลกมากที่สุดจุดหนึ่ง ถึงแม้ว่าสงครามเกาหลีจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีการปะทะกันประปรายทั้งทางบกและทางทะเล มีการจับกุมตัวสายลับฝ่ายตรงข้ามที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมอีกประเทศหนึ่ง กระทั่งมีการลอบสังหารและการทรมานประชาชนที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคนของอีกฝ่าย

ความหวาดระแวงนั้นนำมาสู่ความกลัว และความกลัวก็นำมาสู่ความเกลียด ในช่วงสงครามเย็นระหว่างทศวรรษ 1950 ถึงทศวรรษ 1980 มีประชาชนธรรมดาสามัญรวมถึงนักศึกษาปัญญาชนถูกเข่นฆ่าสังหารไปนับหมื่นๆ คนเพื่อเซ่นสังเวยความกลัวดังกล่าว ไม่ต่างไปจากเมืองไทยยุคกลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมองในช่วงประมาณ 30 ปีก่อน พ.ศ.2525

ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองตลอดประวัติศาสตร์แห่งความขมขื่นของเกาหลีนั้น มีผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงเป็นจำนวนมากมายมหาศาล

ที่สำคัญคือเหยื่อและสมาชิกครอบครัวของเหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่นับแสนๆ คนเหล่านี้ไม่เคยได้พูดออกมาในสิ่งที่ตนเองประสบพบเห็นกับตามาก่อนเลย แต่กลับเก็บกักภาพความโหดร้ายทารุณและความขมขื่นนั้นไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ ไม่ยอมปลดปล่อยระบายออกมา

เหตุผลสั้นๆ ที่เหยื่อหรือสมาชิกครอบครัวของเหยื่อเหตุการณ์รุนแรงในอดีตบอกก็คือ พวกเขากลัว

กลัวจะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดหากเปิดเผยความจริงที่ตนพบเห็น กลัวว่าหากพูดออกไปตนอาจจะถูกกระทำรุนแรงดังเช่นที่พบเห็นหรือดังเช่นที่เคยถูกกระทำอีก กลัวว่าภาพหฤโหดในคืนวันเก่าก่อนจะกลับมาหลอนหลอกจนไม่สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงปกติ กลัวและคิดไปเองว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะบอกเล่าพูดคุยความจริงเหล่านี้ในฐานะพยานผู้รู้เห็น

เพิ่งจะ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เองที่พยานและผู้ตกเป็นเหยื่อหลายต่อหลายคนเริ่มกล้าเปิดเผยตัว และเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวที่ฝังแน่นคับอยู่ในอกออกมาให้สังคมเกาหลีรับรู้

สาธารณชนเพิ่งจะได้รับรู้อดีตอัปลักษณ์ของชาติตน หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ชั้นนำ 2 แห่งคือ เอ็มบีซี และเคบีเอส จัดทำสารคดีออกอากาศไปทั่วประเทศ สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่ได้ชมมากพอสมควร

เอ็มบีซีผลิตสารคดีเบื้องหลังกรณีกบฏของกองทหารที่ 14 แห่งเมืองโยซู ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 1948 แต่ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมในที่สุด และมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกกบฏถูกสังหารไปด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนเคบีเอสนั้นตีแผ่บทสัมภาษณ์และเรื่องราวชีวิตของผู้หญิง 7 คน ในฐานะที่เป็นเหยื่อโดยตรง และในฐานะลูก – เมีย – น้องสาว ของเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ (genocide) หลายเหตุการณ์ในอดีตของเกาหลี บางเหตุการณ์เกิดขึ้นย้อนหลังไปถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยังปกครองในสมัยที่เหยื่อยังเป็นเด็กวัยไม่ถึงสิบขวบ นั่นหมายถึงเป็นความเงียบที่เก็บกักไว้กับตัวเองยาวนานร่วมครึ่งศตวรรษ

ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดออกมา ความโศกเศร้าเจ็บปวดจึงพรั่งพรูเป็นทั้งคำพูด สีหน้าแววตา แม้กระทั่งการยอมเปิดเผยให้เห็นร่องรอยการถูกทรมานบนร่างกาย ชนิดที่ผมและผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายคนซึ่งได้ดูเทปสารคดีเรื่องนี้ต้องแอบยกมือปาดน้ำตาเป็นระยะ

นอกจากจะได้ชมสารคดีทั้งสองเรื่องแล้ว ผมและคณะยังได้เดินทางไปดูพื้นที่จริงของจุดที่มีการสังหารหมู่ชาวบ้านใน 3 เมือง คือ โยซู ซุนชอน และกูริว ซึ่งเป็นเมืองทางภาคใต้ของเกาหลี

โยซูเป็นเมืองติดทะเล จัดเป็นเมืองยุทธศาสตร์หากประเทศใดเข้ายึดเกาะเจจู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลีได้แล้ว ก็จะต้องขึ้นแผ่นดินใหญ่ที่โยซูเป็นเมืองแรกก่อนที่จะบุกยึดเมืองอื่นๆ ต่อไป เมืองนี้จึงเป็นชุมทางติดต่อกับคนหลายฝ่ายและมีจุดสังหารหมู่หลายแห่งจากฝีมือของคนหลายกลุ่ม ทั้งที่กระทำโดยทหารญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม และที่กระทำโดยทหารอเมริกันรวมทั้งคนชาติเดียวกันในยุคหวาดระแวงแตกแยกทางความคิดเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา มาจนถึงยุคปกครองแบบเผด็จการทหาร

ที่โยซู มีพยานรู้เห็นการสังหารหมู่ในอดีตขณะที่เธออายุเพียง 9 ขวบ พ่อและพี่ชายถูกยิงทิ้งพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายร้อยคน เธอเล่าทั้งน้ำตาว่าเป็นการฆ่าอย่างสยดสยองด้วยการยิงจ่อหัวทีละคน แล้วนำศพมากองรวมกันซ้อนทีละ 5 ชั้น แล้วจึงเผาทีหนึ่ง จนกระทั่งชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยจะถูกฆ่าและเผาจนหมด กรณีนี้ฝ่ายผู้ลงมือเป็นพวกฝ่ายขวา ต่อต้านคอมมิวนิสต์

แต่เมื่อไปยังอีกจุดหนึ่งของเมือง การฆ่าที่หฤโหดพอๆ กันถูกลงมือโดยพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สงสัยชาวบ้านว่าจะเป็นสายให้กับฝ่ายรัฐบาล

พวกเราได้เห็นทั้งจุดสังหารหมู่โดยทหารญี่ปุ่นสมัยที่ยึดครองเกาหลี และโดยฝีมือของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ซึ่งก็คือหน่วยงานของรัฐเองที่เป็นผู้ฆ่าหมู่คนในชาติของตน

แต่ละกรณีมีทั้งคนตายและคนหายเป็นหลักพันหลักหมื่นคน ฟังตัวเลขแล้วยากที่จะจินตนาการ แต่เมื่อได้ฟังจากปากผู้รู้เห็นและสัมผัสกับสถานที่จริงก็ชวนได้กลิ่นไอแห่งความตาย ไปพร้อมๆ กับความรู้สึกถึงความไร้สติไร้สาระของมนุษย์ที่สามารถฆ่ากันได้อย่างเลือดเย็น เพียงเพราะสงสัยว่าอีกฝ่ายมีความคิดความเห็นแตกต่างไปจากตน

การที่คนเกาหลีได้รับรู้เรื่องราวจากปากของเหยื่อและพยานในเหตุการณ์ ไม่เพียงแต่ทำให้อดีตอัปลักษณ์เข้ามามีพื้นที่ในความทรงจำร่วมของสังคม (แม้จะเพียงน้อยนิดในช่วงเริ่มต้น) แต่ยังทำให้เหยื่อการเมืองซึ่งเป็นคนธรรมดาผู้ไร้ซึ่งอำนาจทั้งหลายทั้งปวงได้มีพื้นที่ในการบอกกล่าวเรื่องราวคับข้องใจที่เก็บเป็นความเงียบไว้เป็นระยะเวลายาวนานออกมา

ความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดโดยเหยื่อหรือพยานผู้รู้เห็น บางทีอาจจะมีพลังมากเสียยิ่งกว่าการเรียบเรียงเขียนประวัติศาสตร์โดยบุคคลที่สามมากนัก

การเมืองเรื่องความทรงจำของปัจเจกชนคนตัวเล็กๆ จึงเป็นการเมืองที่จะว่าไปแล้วกลับจับต้องได้ มีเลือดมีเนื้อมีชีวิตของมนุษย์ปุถุชนอยู่ในนั้นจริงๆ ไม่ใช่การเมืองที่เต็มไปด้วยวีรชน แต่มองไม่เห็นชีวิต

เขียนมาถึงตรงนี้ก็เพราะอยากเห็นการถ่ายทอดและบันทึกความทรงจำของคนเล็กๆ ที่หลากหลายในเหตุการณ์การเมืองอีกหลายเหตุการณ์ที่ตกหล่นหลงลืมไปจากความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้มีพื้นที่ของความทรงจำร่วมทางสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่

บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลมาให้การยอมรับการมีอยู่จริงของประวัติศาสตร์ด้านที่อัปลักษณ์ซึ่งมักจะมาจากความรุนแรงโดยรัฐก็ได้ เพราะบางด้านของความจริงในประวัติศาสตร์นั้นมีอยู่ในความทรงจำของแต่ละคน อำนาจที่ใหญ่โตแค่ไหนก็มากดปราบอดีตที่ฝังอยู่ในจิตใจไม่ได้ ขอเพียงแต่สามัญชนคนเล็กๆ กล้าที่จะเปิดเผยความทรงจำของตนออกมาอย่างตรงไปตรงมา และสังคมต้องพร้อมที่จะยอมรับการมีอยู่จริงของอดีตอัปลักษณ์เหล่านี้

นี่เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งผมได้รับประสบการณ์จากการไปเกาหลีใต้ครั้งนี้


หมายเหตุ: ข้อเขียนชุด “10 วันในกวางจู” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในคอลัมน์ Open Out ตั้งแต่โอเพ่นฉบับที่ 43 เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา Gwangju International Peace Camp ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2547 และมีประเด็นที่น่าเขียนถึงหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่พอจะเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หวังว่าแฟนๆ โอเพ่นที่ชอบอ่านเรื่องราวในโลกกว้างและสนใจความคิดอ่านความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกันนี้ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เก็บมาเล่าแบบหนักๆ บ้างตามสมควรนะครับ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter