เมื่อมหาวิทยาลัยกำลังถูกตัดตอน
ปรากฏการณ์ของการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับอธิการบดีทั่วประเทศได้เปิดเผยให้เห็นลักษณะประการสำคัญประการหนึ่งของระบอบทักษิณ
ตรงที่ว่าระบอบทักษิณนั้นพยายามที่จะ “ต่อติด” และ “ตัดตอน” พลังการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวลาเดียวกัน
ในมิติแรก รัฐบาลเห็นความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของนักวิชาการที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจสอบตัวหัวหน้ารัฐบาล ทั้งในระดับของการเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ยุบสภา รวมถึง การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การพยายามเข้าหาและเข้าถึงบรรดาอธิการบดีของนายกรัฐมนตรีนั้น จึงสามารถมองได้ในลักษณะของการพยายามต่อติดกับนักวิชาการโดยอาศัยช่องทางที่เป็นทางการ โดยเฉพาะอาศัยช่องทางการสื่อสารกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ และพบปะกับบรรดา “ผู้บังคับบัญชา” ของนักวิชาการต่างๆ
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราๆท่านๆก็ทราบกันอยู่ก็คือ การพยายามต่อติดเข้ากับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีนั้น ย่อมถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของการพยายามซื้อเวลาเพื่อลดความขัดแย้ง และแรงกดดันทางสังคม (ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาในกาลต่อมา)
ด้วยว่าคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยกลายเป็นขั้วตรงข้ามของรัฐบาลและโดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาลที่ชัดเจนที่สุด
ทั้งนี้เพราะจุดแข็งของมหาวิทยาลัยและคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่ออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมากนั้น ก็คือคณาจารย์เหล่านั้นมิได้เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแรงขับเคลื่อนของการเข้าสู่ “วงอำนาจ” หรือเคลื่อนไหวด้วยแรงกดดันของการขัดแย้งในเรื่อง “ผลประโยชน์ทางธุรกิจ”
ในมิติที่สอง การเคลื่อนไหว “เข้าหา” มหาวิทยาลัยของนายกรัฐมนตรีนั้น อาจสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นอาการ “หวังดีแต่ประสงค์ร้าย” ทั้งนี้เพราะห้วงจังหวะของการเข้าหามหาวิทยาลัยด้วยการ หยิบยื่น “อำนาจ” และ “ทุนวิจัย” ให้นั้น สามารถทำให้เกิดการแบ่งแยกและตัดตอนมหาวิทยาลัยให้แยกขาดจากประชาชนได้
ทั้งนี้เพราะการสถาปนาอำนาจให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ทำวิจัยแสวงหาทางออกในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการให้อำนาจผู้ขาดแก่มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ที่มีความรู้ในเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าสถาบันอื่นๆในสังคม
ยิ่งเมื่อพิจารณาความเป็นมา การดำรงอยู่และแนวโน้มของมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะพบว่าแนวโน้มของการแยกขาดตัวเองของมหาวิทยาลัยจากสังคมนั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง และจะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นเพียง “กลุ่มกดดัน” กลุ่มเดียว แทนที่จะสามารถเป็น “ตัวแทน” ของประชาชน
ภารกิจแรกที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำในเรื่องของการทำวิจัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้อยู่ที่กระบวนวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ แต่อยู่ที่การสถาปนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสังคม ด้วยการพิสูจน์ตัวเองว่ามหาวิทยาลัยเป็นตัวแทนของสังคมที่หลากหลาย มีอารมณ์ มีความรู้สึก
ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องสถาปนาความสัมพันธ์กับอำนาจ (speaking truth to power) ทั้งในส่วนของการวางความสัมพันธ์กับรัฐบาล และในขณะเดียวกันก็ต้องวางความสัมพันธ์กับสังคมด้วย เพราะในสังคมประชาธิปไตย อำนาจนั้นมิได้มาจากรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากประชาชนด้วยเช่นกัน
เพราะมหาวิทยาลัยของไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยนอกระบบ ล้วนแล้วแต่ต้องเกาะเกี่ยว และเกี่ยวพันกับสังคม และจะต้องถูกกำกับจากสังคมทั้งสิ้น
ผมยังไม่เคยเห็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมรอบๆตัวเขาที่ชัดเจน นอกจากการเก็บค่าเช่า หรือสร้างปัญหาให้ชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัยเท่าใดนัก หรือพอสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบมหาวิทยาลัยก็จะต้องไปจัดระเบียบที่กีดดันคนตัวเล็กๆออกไปเรื่อยๆ
และผมก็ไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยจะมีวิธีการเลือกกรรมการมหาวิทยาลัยที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม เห็นมีแต่มหาวิทยาลัยกับอำนาจรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นจะทำอย่างไรที่มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ถูกสั่งการจากรัฐบาล หรืออยู่เหนือประชาชน หากแต่จะต้องทำหน้าที่หลอมรวมความต้องการของประชาชนขึ้นมา
คำว่าวิจัยตามใบสั่งคงจะคับแคบไปสักหน่อย ...
ในประการต่อมา มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ชี้นำสังคมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่นายกรัฐมนตรีใฝ่ฝัน เพราะจากอดีตที่ผ่านมาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนไม่น้อยที่ทำลายภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนโดยที่ไม่ได้ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา
ดังนั้นทางออกของมหาวิทยาลัยก็คือการนำเสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะของการนำเสนอเชิงกลยุทธ ในความหมายที่ “ไม่ผูกขาด” “ความจริงหนึ่งเดียว” ตาม “ใบสั่ง”
แต่ควรนำเสนอตัวแบบการแก้ไข “มากกว่าหนึ่งแบบ” และนำเสนอผลกระทบของแต่ละตัวแบบให้ประชาชนได้รับทราบว่าหากเลือกตัวแบบนี้จะมีจุดดีและจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างไร ในเชิงลำดับภาพของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น (scenario) ของแต่ละตัวแบบ เพื่อทำให้เกิดการถกเถียงและปรึกษาหารือกันในวงกว้าง.
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 หน้า 4



