Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


เมื่อมหาวิทยาลัยกำลังถูกตัดตอน

ปรากฏการณ์ของการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับอธิการบดีทั่วประเทศได้เปิดเผยให้เห็นลักษณะประการสำคัญประการหนึ่งของระบอบทักษิณ

ตรงที่ว่าระบอบทักษิณนั้นพยายามที่จะ “ต่อติด” และ “ตัดตอน” พลังการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวลาเดียวกัน

ในมิติแรก รัฐบาลเห็นความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของนักวิชาการที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจสอบตัวหัวหน้ารัฐบาล ทั้งในระดับของการเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ยุบสภา รวมถึง การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การพยายามเข้าหาและเข้าถึงบรรดาอธิการบดีของนายกรัฐมนตรีนั้น จึงสามารถมองได้ในลักษณะของการพยายามต่อติดกับนักวิชาการโดยอาศัยช่องทางที่เป็นทางการ โดยเฉพาะอาศัยช่องทางการสื่อสารกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ และพบปะกับบรรดา “ผู้บังคับบัญชา” ของนักวิชาการต่างๆ

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราๆท่านๆก็ทราบกันอยู่ก็คือ การพยายามต่อติดเข้ากับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีนั้น ย่อมถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของการพยายามซื้อเวลาเพื่อลดความขัดแย้ง และแรงกดดันทางสังคม (ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาในกาลต่อมา)

ด้วยว่าคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยกลายเป็นขั้วตรงข้ามของรัฐบาลและโดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาลที่ชัดเจนที่สุด

ทั้งนี้เพราะจุดแข็งของมหาวิทยาลัยและคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่ออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมากนั้น ก็คือคณาจารย์เหล่านั้นมิได้เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีแรงขับเคลื่อนของการเข้าสู่ “วงอำนาจ” หรือเคลื่อนไหวด้วยแรงกดดันของการขัดแย้งในเรื่อง “ผลประโยชน์ทางธุรกิจ”

ในมิติที่สอง การเคลื่อนไหว “เข้าหา” มหาวิทยาลัยของนายกรัฐมนตรีนั้น อาจสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นอาการ “หวังดีแต่ประสงค์ร้าย” ทั้งนี้เพราะห้วงจังหวะของการเข้าหามหาวิทยาลัยด้วยการ หยิบยื่น “อำนาจ” และ “ทุนวิจัย” ให้นั้น สามารถทำให้เกิดการแบ่งแยกและตัดตอนมหาวิทยาลัยให้แยกขาดจากประชาชนได้

ทั้งนี้เพราะการสถาปนาอำนาจให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ทำวิจัยแสวงหาทางออกในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการให้อำนาจผู้ขาดแก่มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ที่มีความรู้ในเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าสถาบันอื่นๆในสังคม

ยิ่งเมื่อพิจารณาความเป็นมา การดำรงอยู่และแนวโน้มของมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะพบว่าแนวโน้มของการแยกขาดตัวเองของมหาวิทยาลัยจากสังคมนั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง และจะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นเพียง “กลุ่มกดดัน” กลุ่มเดียว แทนที่จะสามารถเป็น “ตัวแทน” ของประชาชน

ภารกิจแรกที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำในเรื่องของการทำวิจัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้อยู่ที่กระบวนวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ แต่อยู่ที่การสถาปนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสังคม ด้วยการพิสูจน์ตัวเองว่ามหาวิทยาลัยเป็นตัวแทนของสังคมที่หลากหลาย มีอารมณ์ มีความรู้สึก

ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องสถาปนาความสัมพันธ์กับอำนาจ (speaking truth to power) ทั้งในส่วนของการวางความสัมพันธ์กับรัฐบาล และในขณะเดียวกันก็ต้องวางความสัมพันธ์กับสังคมด้วย เพราะในสังคมประชาธิปไตย อำนาจนั้นมิได้มาจากรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากประชาชนด้วยเช่นกัน

เพราะมหาวิทยาลัยของไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยนอกระบบ ล้วนแล้วแต่ต้องเกาะเกี่ยว และเกี่ยวพันกับสังคม และจะต้องถูกกำกับจากสังคมทั้งสิ้น

ผมยังไม่เคยเห็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมรอบๆตัวเขาที่ชัดเจน นอกจากการเก็บค่าเช่า หรือสร้างปัญหาให้ชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัยเท่าใดนัก หรือพอสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบมหาวิทยาลัยก็จะต้องไปจัดระเบียบที่กีดดันคนตัวเล็กๆออกไปเรื่อยๆ

และผมก็ไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยจะมีวิธีการเลือกกรรมการมหาวิทยาลัยที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม เห็นมีแต่มหาวิทยาลัยกับอำนาจรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นจะทำอย่างไรที่มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ถูกสั่งการจากรัฐบาล หรืออยู่เหนือประชาชน หากแต่จะต้องทำหน้าที่หลอมรวมความต้องการของประชาชนขึ้นมา

คำว่าวิจัยตามใบสั่งคงจะคับแคบไปสักหน่อย ...

ในประการต่อมา มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ชี้นำสังคมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่นายกรัฐมนตรีใฝ่ฝัน เพราะจากอดีตที่ผ่านมาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนไม่น้อยที่ทำลายภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนโดยที่ไม่ได้ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา

ดังนั้นทางออกของมหาวิทยาลัยก็คือการนำเสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะของการนำเสนอเชิงกลยุทธ ในความหมายที่ “ไม่ผูกขาด” “ความจริงหนึ่งเดียว” ตาม “ใบสั่ง”

แต่ควรนำเสนอตัวแบบการแก้ไข “มากกว่าหนึ่งแบบ” และนำเสนอผลกระทบของแต่ละตัวแบบให้ประชาชนได้รับทราบว่าหากเลือกตัวแบบนี้จะมีจุดดีและจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างไร ในเชิงลำดับภาพของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น (scenario) ของแต่ละตัวแบบ เพื่อทำให้เกิดการถกเถียงและปรึกษาหารือกันในวงกว้าง.


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 หน้า 4



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter