Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


ว่าด้วยความชอบธรรมในระบอบ “ประชาธิปไตย”

บทความชิ้นนี้มิได้นำเสนอว่าประชาธิปไตยคืออะไร และประชาธิปไตยแบบไหนดีที่สุด แต่ทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” ทั้ง “คำนิยาม” และ “ความหมาย” ของ “ประชาธิปไตย” ที่เกิดขึ้นในตอนนี้โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความชอบธรรม” ในระบอบประชาธิปไตย

ที่ใช้คำว่า “คำนิยาม” และ “ความหมาย” ควบคู่กันไปก็เพราะ คำนิยามนั้นมันเกี่ยวพันกับความหมายด้วย เพราะถ้าคำนิยามนั้นมันไม่มีความหมายที่เกี่ยวของกับชีวิตของเรา เราก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำนิยามต่างๆ

เราคงไม่เดือดร้อน ไม่หงุดหงิด รวมทั้งอาจจะเพิกเฉยต่อคำนิยามเหล่านั้นก็ได้

จะว่าไปแล้วประชาธิปไตยนั้นอาจมิได้เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ และของคนจน เท่ากับ (หรือไม่น้อยไปกว่า) เป็นปัญหาของ “คนพอมี” ซึ่งเชื่อในความมีเหตุมีผลและความสามารถของตนเอง

เพราะถ้านับโดยจำนวนแล้วคนหน้าตาดี มีความรู้ และพอมีอาจจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนอีกจำนวนมาก

ประชาธิปไตยจึงเป็นทั้ง “สุข” และ “ทุกข์” สำหรับพวกเขา

และก็เป็น “เกราะป้องกันที่ดี” ในการดำรงอยู่ของคนเหล่านี้ (1)

พูดให้ง่ายขึ้นก็คือจะทำอย่างไรจะทำให้คนที่มี “ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน (และเหตุผล-สติปัญญา ซึ่งเป็นมากกว่า “ความเห็น”)” ซึ่ง จอห์น ลอค (John Locke) นักคิดผู้มีอิทธิพลต่อประชาธิปไตยสมัย ศตวรรษที่ 17 เรียกว่า “property” ให้ยอมรับในระบอบประชาธิปไตย ยอมรับระบบการเลือกตั้ง และยอมรับว่านักการเมืองที่อาจมีคุณธรรมน้อยกว่า (และอาจมีหน้าตาดีน้อยกว่า และมีการศึกษาน้อยกว่า) จะมาเป็นผู้ปกครองพวกเขา (2)

ดังนั้นถ้าเราจะเขียนถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย เราอาจจะต้องเขียนเรื่องราวที่สำคัญอีกบทหนึ่งนอกเหนือจากความดีงามของประชาธิปไตยที่ใช้ต่อต้านเผด็จการ และความดีงามของประชาธิปไตยในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มาสู่การพูดถึงความพยายามของ “คนพอมี” (หรือจะเรียกว่า “ผู้ถือครอง”) ว่าจะมีชีวิตอยู่ใน “การปกครองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ได้อย่างไร ทั้งที่นับด้วยจำนวนแล้ว คนที่พอมี (ทั้งทรัพย์สินและเหตุผล) นั้นมีจำนวนน้อยกว่าเสมอ

ดังนั้น “คนพอมี” นั้นจึงไม่ยินยอมที่จะทำให้ประชาธิปไตยเป็นเพียงการปกครองโดยคนหมู่มาก สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อว่าอำนาจอยู่ที่ตัวเขา และเป็นอำนาจที่กำกับด้วยเหตุผล อีกทั้งพยายาม “ให้เหตุผล” (rationalize) กับระบบการปกครองโดยคนหมู่มากด้วยการออกแบบสถาบันทางการเมืองจำนวนมากในรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้การปกครองด้วยประชาชนนั้นเป็นเพียงการตัดสินใจของคนหมู่มาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจมีผู้นำที่สามารถควบคุมและระดมคนหมู่มากได้ โดยเฉพาะผ่านการเลือกตั้ง (3)

ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำเหล่านั้นอาจกระทำในสิ่งที่ขัดกับหลักการสองประการซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานของพวกเขา และเป็นสิ่งที่เขายอมรับให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาได้

ประการแรก การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นให้หลักประกันเรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งประกอบด้วยความเท่าเทียมในการมีชีวิต มีเสรีภาพ และในการมีโอกาสในการครอบครอง สิ่งนี้นอกเหนือจากจะให้อำนาจประชาชนแล้ว ยังทำให้คนจำนวนมากยอมรับด้วยว่าความเท่าเทียมเป็นเรื่องที่มีขึ้นโดยธรรมชาติ และสิ่งที่จะต้องมีก็คือการให้หลักประกันในการแข่งขันที่เท่าเทียมและเสรี

ประการที่สอง การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นวางอยู่บนเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ต่อ “รัฐบาล” ซึ่งเป็น “สัญญา” ที่รัฐบาลและประชาชนมอบให้กัน ที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม” ดังนั้นถ้าประชาชนนั้นหมดความไว้วางใจต่อผู้ปกครอง ประชาชนย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในต่อต้านและเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่

ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันอ้างว่าความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นอยู่ที่การได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการ “มอบ” อำนาจให้รัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมาย

ผู้ที่กล่าวว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมนั้นเห็นเช่นเดียวกับ จอห์น ลอค ว่า เผด็จการคือการใช้อำนาจที่รัฐบาลมีในมือของตนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งแตกต่างไปจากผลประโยชน์ของผู้ใต้ปกครอง และเป็นการละเมิดต่อชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้ที่มอบความไว้วางใจให้กับรัฐบาล (4)

คำถามที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า เมื่อรัฐบาลเผชิญสถานการณ์ที่ประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าความไว้วางใจของเขาถูกละเมิดด้วยมีการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรเพื่อเรียกคืนความไว้วางใจกลับมา

เพราะเท่าที่เห็นกลับยิ่งแสดงความเป็นเผด็จการมากขึ้น(ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจ) ด้วยการอ้างอิงว่าอำนาจที่ตนได้มานั้นได้รับมอบมาจากประชาชน โดยไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นมีความหมายกับคนหลายกลุ่มต่างกัน และประชาธิปไตยนั้นมีอะไรมากกว่าการได้รับอำนาจจากประชาชน (5).
————————————-

เชิงอรรถขยายความ:

1. ประชาธิปไตยที่เป็นเกราะป้องกันที่ดีสำหรับคนพอมีนั้น จะต้องมีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงลงไปเช่นกัน เพราะเป็นไปได้ว่าประชาธิปไตยบางแบบนั้นอาจจะไม่เหมาะกับลักษณะทางเศรษฐกิจในบางช่วงเวลา งานวิชาการที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้คืองานของบรรดามาร์กซิสม์ใหม่ ที่พัฒนาทฤษฎีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนนิยม โดยเฉพาะงานของ Bob Jessop ในช่วง ทศวรรษที่ 1970s-1980s (ดูตัวอย่างใน Jessop, Bob. 1978. Capitalism and Democracy: the Best Possible Political Shell? In Held, David. 1983. State and Societies. New York: New York University Press.) Jessop พัฒนางานเรื่องทฤษฎีรัฐที่สัมพันธ์กับทุนนิยมและประชาธิปไตย ต่อมาจากวิวาทะใหญ่สองชุด ชุดแรกคือข้อเสนอของ Lenin ที่ว่าประชาธิปไตยนั้นคือ “เกราะป้องกันที่ดีที่สุดของทุนนิยม” (Lenin, V.I. 1917. The State and Revolution. New York: International Publishers.) และวิวาทะระหว่าง Milliband และ Pulantzas ในเรื่องของรัฐกับทุน ว่ารัฐนั้นเป็นเครื่องมือของทุนนิยม (รัฐของนายทุน) หรือรัฐนั้นเป็น “รัฐทุนนิยม” กล่าวคือรัฐมีอิสระโดยสัมพัทธ์ (Relative Autonomy) จากทุนนิยมในแง่ที่ว่ารัฐนั้นไม่จำเป็นต้องทำตามนายทุนตลอดเวลา แต่ต้องมีหน้าที่ทำให้ทุนนิยมอยู่รอด (ดู Miliband, Ralph. 1969. The State in Capitalist Society. New York: Basic Books., Miliband, Ralph. 1970. The Capitalist State: Reply to Nicos Poulantzas. New Left Review. 59: 53-60. Poulantzas, Nicos. 1969. The Problem of the Capitalist State. New Left Review. 58: 67-78.)

2. ดู Locke, John. The Second Treatise of Government: An Essay Concerning the True Original, Extent, and End of Civil Government. ใน Locke, John. 1963. Two Treatises of Government. A Critical Edition with an Introduction and Apparatus Criticus by Peter Laslett. Cambridge: Cambridge University Press. โดยเฉพาะบทที่ 5 Of Property.

ท่านสามารถดาวโหลดงานดังกล่าวของจอห์น ลอคได้จาก

http://www.lonang.com/exlibris/locke/

ด้วยขีดจำกัดทางความรู้ ผมขอแปลว่า “การถือครอง” มากกว่า “ทรัพย์สิน” ในความหมายแคบ สำหรับการตีความปรัชญาการเมืองของ จอห์น ลอค นั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Tully, James. 1993. An Approach to Political Philosophy: Locke in Contexts. Cambridge: Cambridge University Press. โดยเฉพาะในบทที่ 4 Differences in the Interpretation of Locke on Property.

ในบทที่ 3 The Framework of Natural Rights in Locke’s Analysis of Property. Tully เสนอความเห็นว่าการตีความแนวคิดของลอคนั้นมีอยู่หลายลักษณะและหลายพวก ตั้งแต่ฝ่ายสังคมนิยม ฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายปัจเจกนิยม และฝ่ายรัฐนิยม ในส่วนตัวผมนั้น ผมมิได้ต้องการตีความลอคโดยตรง แต่ต้องการหาคำอธิบายและหาเหตุหาผลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดของลอคนั้นมีความยืดหยุ่นพอสมควรในการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายที่ธรรมดาไม่ค่อยออกมา (บางคนอาจจะเรียกว่าชนชั้นกลาง) สามารถออกมาเคลื่อนไหวร่วมกันได้ ด้วยการผสานไว้ซึ่งสิทธิในการโค่นล้มรัฐบาลและสิทธิในการรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม พูดง่ายๆก็คือผมเชื่อว่าฝ่ายสังคมนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมใช้คำอธิบายแบบลอคในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ แต่ก็เป็นลอคแบบไทยๆ เพราะปฏฺเสธได้ยากว่าลอคนั้นเสนอความเห็นของเขาเพื่อต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราชในอังกฤษ ...

3. การปฏิรูปการเมืองครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นทัศนะดังกล่าวอย่างชัดเจน โปรดพิจารณางานเขียนสองชิ้นที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบแนวคิดปฏิรูปการเมือง ได้แก่ อมร จันทรสมบูรณ์. 2537. คอนสติติวชั่นแนลลิสม์ (Constitutionalism): ทางออกของประเทศไทย. สถาบันนโยบายศึกษา. และ ประเวศ วะสี. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์). การปฏิรูปทางการเมือง: ทางออกของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน. งานของประเวศเป็นการสรุปงานของอมรเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ส่วนงานของอมรนั้นเป็นงานวิจัยเสนอต่อสถาบันนโยบายศึกษาของชัยอนันต์ สมุทวณิช. ชัยอนันต์และประเวศนั้นมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญในช่วงหลังพฤษภาทมิฬ โดยเฉพาะบทบาทของชัยอนันต์ในการเสนอวิธีการร่างรัฐธรรมนูญด้วยการใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยการเสนอวิธีคิดในการแสวงหาแหล่งอำนาจใหม่ในการให้ความชอบธรรมแก่สภาร่างรัฐธรรมนูญแทนที่รัฐสภา ในลักษณะคล้ายกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

สำหรับภูมิหลังการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ โปรดอ่าน ประทีป ว่องวีระยุทธ์. 2541. การเมืองในกระบวนการแก้ไขมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ.2539. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. 2546. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ: บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540. กรุงเทพฯ: มติชน. และ McCargo, Duncan. (ed.), 2002. Reforming Thai Politics. Copenhagen: The Nordic Institute of Asian Studies. โดยเฉพาะบทของ ประเวศ วะสี. An Overview of Political Reform.

4. ย่อหน้า 131 ในบทที่ 9 Of the Ends of Political Society and Government ลอคเสนอว่า มนุษย์นั้นเข้าร่วมเป็นสังคมโดยสละซึ่งความเท่าเทียม เสรีภาพ และอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งพวกเขามีอยู่ในสภาวะธรรมชาติ โดยเฉพาะให้กับการดำเนินงานของระบบรัฐสภา ตราบเท่าที่จะก่อให้เกิดผลดีและผลประโยชน์กับสาธารณะซึ่งรวมถึงความสงบสุขและความปลอดภัย ในแง่นี้สิ่งที่สำคัญจึงมิใช่เรื่องของ “จำนวนของประชาชนตัวเป็นๆ” แต่เป็นการพูดถึงผลประโยชน์สาธารณะ

ในย่อหน้า 138 และ 139 ในบทที่ 11 of the Extent of the Legislative Power ลอคเสนอว่า อำนาจของระบบรัฐสภานั้นไม่สามารถที่จะไปละเมิดการถือครองของประชาชนได้ รวมทั้งไม่ทำให้ระบบการถือครองนั้นสั่นคลอน โดยปราศจากการยินยอมของประชาชน ในแง่นี้การตีความการถือครองจะต้องกว้างกว่าทรัพย์สิน แต่ต้องรวมไปถึงเสรีภาพ ชีวิต และเหตุผลด้วย การกระทำของหัวหน้ารัฐบาลในปัจจุบันที่เกี่ยวพันกับธุรกิจของครอบครัวนั้นจึงสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการละเมิดและสั่นคลอนต่อระบบการถือครองของคนพอมีได้เช่นกัน อย่างน้อยในระดับโครงสร้างความรู้สึกดังที่คนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า ขนาดคนขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องจ่ายภาษี ในแง่นี้การที่หัวหน้ารัฐบาลเสนอว่าไม่ใช่การกระทำที่ “ผิดกฏหมาย” จึงไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ตามแนวคิดของลอค

โปรดดู บทที่ 18 Of Tyranny ประกอบ โดยเฉพาะย่อหน้าที่ 199 เสนอว่า เผด็จการคือการใช้อำนาจนอกเหนือจากสิทธิที่แต่ละคนมี และเป็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ลอคเห็นว่าเมื่อเผด็จการนั้นคือการที่ผู้ปกครองนั้นมิได้ออกกฏหมาย แต่ออกเจตนารมณ์ส่วนตัวกฏเกณฑ์ คำสั่ง และการกระทำที่มิได้มุ่งหวังเพื่อการรักษาการถือครองของประชาชนของเขา แต่เป็นไปเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานส่วนตัว การแก้แค้น หรือความลุ่มหลงในบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปรกติ

ในย่อหน้าที่ 202 ลอคใช้คำว่า “เมื่อกฏหมายสิ้นสุดลง เผด็จการก็จะเริ่มปรากฏกายขึ้น” ในความหมายที่ว่า เนื้อหาและเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นจะต้องไม่ไปทำร้ายผลประชาชน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลอ้างถึงกฏหมาย เราย่อมจะต้องเข้าใจว่ากฏหมายกับคำสั่งของเผด็จการแตกต่างกันที่เจตนารมณ์ของกฏหมาย

ในย่อหน้าที่ 203 และ 204 ลอคตอบข้อสงสัยว่าคำสั่งของรัฐบาลสามารถจะถูกขัดขืนได้หรือไม่ ซึ่งลอคเห็นว่าได้ หากอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจที่ไม่ยุติธรรมและไม่ถูกต้องตามกฏหมาย (ย้อยกลับไปดูความหมายของกฏหมายในย่อหน้า 199 อีกทีหนึ่ง) การขัดขืนต่อสิ่งที่เป็นเผด็จการและไม่ถูกต้องจึงไม่ได้นำไปสู่สภาวะความวุ่นวายและสับสน

ในย่อหน้าที่ 211 ของบทที่ 19 of the Dissolution of Government ลอคเสนอให้เห็นว่า การสิ้นสุดของรัฐบาล กับการสิ้นสุดของสังคมนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในย่อหน้าที่ 221 จะเห็นว่ารัฐบาลนั้นสิ้นสุดลงได้ เมื่อผู้ปกครองหรือรัฐสภานั้นกระทำการขัดกับความไว้วางใจของประชาชน

5. ผมไม่ถือว่าบทความชิ้นนี้เป็นบทความวิชาการทางปรัชญาการเมืองแต่ประการใด เพราะวิธีการเขียนบทความนี้ไม่ได้มีลักษณะของการเป็นบทความวิชาการที่หนักแน่น (rigorous) หากแต่เป็นการนำเสนอความเห็นประกอบกับการหยิบฉวยเอาบางส่วนและบางประโยคของงานวิชาการมาใส่เสียมากกว่า บทความนี้จึงทำหน้าที่เชิญชวนให้ผู้อ่านค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของปรัชญาการเมืองและความเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง นอกจากนี้แล้วผมมิได้เสนอแต่ประการใดในที่นี้ว่าแนวคิดของลอคจะเหนือกว่าแนวคิดของนักคิดคนอื่นๆที่ว่าด้วยเรื่องของประชาธิปไตย หรือสิทธิในการโค่นล้มรัฐบาล เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แนวคิดของฝ่ายต่อต้านหัวหน้ารัฐบาลนั้นก็มีที่ทางและมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดในทางประชาธิปไตยเช่นกัน


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ หน้า ๔



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter