การเมืองแบบป๋า ป๋า และมหาวิทยาลัยในฐานะชุมชนประชาธิปไตย
1. ถามว่าการประกาศชัยชนะของขบวนการ “ท๊ากกกกษิณ ... ออกไป๋” เมื่อ 4 ก.พ. นั้นควรจะอ้างอิงกับ 14 ต.ค. หรือ 17 พ.ค.?
ผมว่าคำตอบคือ “วันฟ้าเปิด” เมื่อ 1 ก.พ. เสียมากกว่า
เพราะเมื่อ วันที่ 31 ม.ค. ทั้งวันเป็นวันที่ “ป๋า” ปฏิวัติตนเอง ด้วยการทำเซอร์ไพร์ “เด็กแนว” ด้วยการเปิดเพลง “บุษบา” ของคณะ “หมาใหม่” ตลอดทั้งวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาในแฟตเรดิโอ (104.5 หน่ะ ... ฟังด้วย อย่าฟังแต่ 92.5 หรือ 92.25) ก่อนจะเปิดแถลงการณ์ในวันที่ 1 ก.พ. ว่า “ป๋า” ใส่ใจ “เด็กของป๋า” ด้วยการกลับสู่ “แนวทาง” ของแฟตเรดิโอเช่นเดิม ด้วยการเปิดเพลงไม่เอาใจ “ตลาด” และให้โอกาสกับเพลงนอกกระแส ... เท่าที่ป๋าจะทำได้
ป๋ายังคงเป็นป๋า ... เด็กแนวพอใจ ... ดอกไม้ไม่หายไป ... หมาใหม่คือสัญลักษณ์ ... สัญลักษณ์ของการไม่เคยโกหก และไม่มีวันตาย ... เด็กแนวคงรักและศรัทธาป๋าเช่นเดิม ... และไม่ต้องคิดว่าป๋าจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อชาติ ... มากู้บ้านกู้เมือง ...
ป๋าเป็นแค่คนเปิดเพลง ... ไม่ต้องพบและเยี่ยมประชาชน ... ป๋ายืนยันและพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าป๋า “ฟัง” ประชาชน
2. ผมรู้สึกว่าเวลาของสังคมหมุนวนอยู่กับที่ ... 2531 ในฐานะนิสิตชั้นปีที่ 1 ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยที่ผมกำลังจะเริ่มเรียนนั้นกำลังก้าวสู่ประชาธิปไตย เพราะ “ป๋า” ลงจากตำแหน่ง ...
ผมจำไม่ได้ว่าคนสรรเสริญ “ป๋า” ที่ลงจากตำแหน่งเหมือนคนในปี 2549 หรือไม่ ...
ไม่ต้องนับว่าเป็นคนเดียวกันไหม ...
ผมจำได้ว่ารุ่นพี่คณะผมบางคนเป็นผู้นำในการกดดันให้ป๋าลงจากตำแหน่ง ...
ผมจำได้ว่าผมมีความสุขกับการเดินรณรงค์ให้ประชาชนออกมาเลือกตั้ง ...
เพราะเราจะมีประชาธิปไตยเต็มใบ
มาจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าเรากลับไปหาป๋าในฐานะทางออกของสังคม ...
เท่านั้นยังไม่พอ เราพยายามทำให้สังคมตัวสั่นกับการสัมผัสป๋า ... (หรือห้ามสัมผัสป๋า)
ผมยังไม่แน่ใจว่าป๋าเปลี่ยนไป หรือเราเปลี่ยนไป ... หรือเราไม่เคยเปลี่ยน ... และป๋าไม่เคยเปลี่ยน
หรือว่าวัฒนธรรมการเมืองไทยนั้นก็ยังเป็นแบบ “ป๋าและเด็กป๋า” อยู่ตลอด?
หนูเป็นเด็กของป๋าแต่ป๋าอย่าขัดใจหนู และป๋าต้องช่วยหนูเพราะมีคนอื่นแกล้งหนู ... หนูไม่ยอมนะป๋า ...
... และใครๆก็อย่ามาแตะต้องป๋าของหนู ... (ฮ่า ... ฮ่า)
(หมายเหตุ ถ้าอยากทราบว่า “ป๋า” นั้นมีบทบาททางการเมืองขนาดไหนหลังจากที่ป๋าลงจากตำแหน่ง กรุณาอ่านงานของอาจารย์ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ บทที่ 4: Thaksin and the Repoliticization of the Military ใน Dancan McCargo and Ukrist Pathmanand. 2005. The Thaksinization of Thailand. Copenhagen: Nordic Institute of Asian Studies.)
3. อะไรคือบทบาทหน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ในแง่ที่ไม่สามารถลอกเลียนหรืออ้างอิงอย่างตรงไปตรงมาได้จากประสบการณ์ของสังคมอื่น
เพราะมหาวิทยาลัยของไทยนั้นเกิดขึ้นมาและทำหน้าที่บางอย่างในสังคมของเรา
และในขณะเดียวกันบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในปัจจุบันนั้นก็อาจจะแตกต่างไปจากบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในอดีตเช่นกัน
นั่นหมายความว่าบางที “ที่ทาง” ของมหาวิทยาลัยไทยในสังคมอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการอ้าง “ความเก่าแก่” “จริยธรรม” และ “ความรู้อันสูงส่ง” ของมหาวิทยาลัยเลย
สมมุติว่ามหาวิทยาลัยถูกสถาปนาขึ้นในวันนี้ ก็สามารถมี “ที่ทาง” ทางสังคมได้
ประการต่อมา มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องอ้างบทบาททางสังคมด้วยคุณธรรม ความรู้และจริยธรรมของผู้สอน มหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่ในฐานะโรงเรียนและวัด
และมหาวิทยาลัยอาจมีหน้าที่ที่แตกต่างไปจากการเป็นโรงเรียนและวัดก็ได้
ดังนั้นการอ้างบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้อง “อ้าง” และ “อ้างอิง” กับมหาวิทยาลัยในฐานะของการมีคุณธรรมและความรู้ที่เหนือกว่าสถาบันอื่นๆ
และเหนือกว่ามวลชน
ถ้าเช่นนั้นมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทหน้าที่ในสังคมได้ไหม? นอกเหนือจากการผลิตความรู้ที่สูงกว่าสถาบันอื่น และการมีคุณธรรมและความรู้ของผู้สอนเหนือกว่าสถาบันอื่นๆในสังคม?
คำตอบก็คือมี และต้องมี แต่มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไป
ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมีมหาวิทยาลัย
และไม่เช่นนั้นคนที่จะเป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็จะต้องถูกกำกับด้วยสังคมเช่นเดียวกับครู พระ และนักการเมืองเช่นกัน
มหาวิทยาลัยไทยต้องเกี่ยวพันกับการเมือง โดยเฉพาะการเมืองแบบประชาธิปไตย
แต่หน้าที่แรกคือการสร้าง “ชุมชน” ประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในสังคม ในทันที ควบคู่ไปกับโลกนอกมหาวิทยาลัย
ประชาธิปไตยปัจจุบันมีอยู่ 2 กระแสหลักในสังคม และแบ่งประชาชนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องประชาธิปไตยของคนชั้นกลาง และประชาธิปไตยของชาวบ้าน แบบทฤษฎีสองนครา ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (ดู เอนก เหล่าธรรมทัศน์. 2538. สองนคราประชาธิปไตย: แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.)
แบบแรก ประชาธิปไตยที่เน้นสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง ประชาธิปไตยคือการเคารพความเห็นของประชาชนในฐานะพลเมือง ในฐานะปัจเจกที่มีสิทธิเรียกร้องต่อระบบ และรัฐต้องรับรองสิทธิและตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าว
แบบที่สอง ประชาธิปไตยที่เน้นส่วนรวม มากกว่าส่วนร่วมในแบบแรก สิ่งนี้นำไปสู่การพูดถึงเสียงข้างมาก และพูดว่าเมื่อเลือกมาแล้ว ก็ต้องเคารพ “กติกา” เป็นประชาธิปไตยที่เน้นกติกาที่กำหนดไว้แล้ว
ประชาธิปไตยทั้งสองแบบมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน และประชาธิปไตยแบบเคารพกติกา และเคารพส่วนรวมและเสียงข้างมากนั้น อาจไม่ละเอียดอ่อนต่อความหลากหลาย และไม่ยืดหยุ่นเพียงพอต่อวิกฤติการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจากคนที่ฉวยโอกาสหากินกับระบบ ทั้งพวกนายทุนผูกขาดและนักการเมืองจอมอิทธิพลในท้องถิ่น ในขณะที่ประชาธิปไตยเน้นสิทธิและเสรีภาพอาจตอบคำถามว่าอะไรคือกติกาของการอยู่ร่วมกันได้ ทำไมข้อเรียกร้องจึงต้องได้รับการปฏิบัติ นอกเหนือไปจากการอ้างว่าข้อเรียกร้องของตนเองมีคุณภาพมากกว่าปริมาณของการสนับสนุนระบบ
มหาวิทยาลัยจึงมีหน้าที่ในการทดลองปฏิบัติการเป็นชุมชนในอุดมคติที่ “คุยกันได้” เพื่อค้นหาตัวแบบประชาธิปไตยแบบใหม่ๆที่มีพลวัตรมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Habermas, Jurgen. (1998). Three Normative Models of Democracy. และ On the Internal Relation between the Rule of Law and Democracy. ใน David Ingram. (ed.). 2002. The Political: Blackwell Readings in Continental Philosophy. Oxford: Blackwell.)
โดยประการแรกมหาวิทยาลัยต้องมีความเป็นชุมชน ต้องเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษามีส่วนในการพัฒนาชุมชนทางวิชาการ ผู้สอนต้องได้รับการศึกษาจากการสนทนากับนิสิต จากการฟังความคิดความเห็นของพวกเขาที่หลากหลาย
สิ่งนี้คือสิ่งที่ขาดไปในชุมชนมหาวิทยาลัย และจะเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัย เพราะเราไม่มีโอกาสปรึกษาหารือกันเพื่อแสวงหาความรู้และความเข้าใจระหว่างผู้สอนกับนิสิต
คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นมักคิดได้เต็มที่แค่ว่าได้นำเรื่องต่างๆไป “สอน” หรือไป “บอก” กับลูกศิษย์ แต่ไม่ได้ถามว่า ลูกศิษย์ คิดอะไรกับเรื่องที่ตนสอน และตนได้เรียนรู้อะไรจากลูกศิษย์
จริยธรรมของการเป็นมหาวิทยาลัยควรจะเป็นเรื่องของการทำให้คนในชุมชนมหาวิทยาลัยรู้ว่าเขาเกี่ยวพันกับคนอื่นๆ และความเห็นที่แตกต่างของเขาจะมีที่ทางในสังคมอย่างไร
รวมทั้งเขาจะเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเห็นที่แตกต่างไปจากเขา และอยู่ร่วมกันให้ได้
ในแง่นี้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนสามารถเป็นสมาชิกในชุมชนอื่นๆในขณะเดียวกัน อาทิในการเมือง ในอินเตอร์เน็ต พวกเขาอาจจะโหวต อาจจะเดินขบวน อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันในฐานะพลเมืองหนึ่งเสียง แต่ในมหาวิทยาลัย เขาจะรับทราบว่าเขาอยู่ในบรรยากาศที่ไม่ได้เน้นเรื่องการเผชิญหน้าและการเลือกข้าง แต่เน้นเรื่องความเข้าใจและอยู่ร่วมกัน ซึ่งหาได้ยากในชุมชนอื่น
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องนำเสนอ “มติ” ของชุมชนเพราะคิดว่ามี “แรงกดดันทางสังคม” ที่มหาวิทยาลัยต้องเสนอทางออกในฐานะผู้นำทางจริยธรรม
แต่มหาวิทยาลัยมีภารกิจที่สำคัญในการเป็นสถาบันที่เปิดให้เกิดการปรึกษาหารือกันระหว่างสมาชิกชุมชนที่มีความหลากหลายได้รับทราบร่วมกัน ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้น และทำไมพวกเขาจึงคิดแตกต่างกัน
พวกเขาอยากรู้ไหมว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อาจารย์คิดอย่างไร ทำไมเขาคิดต่างจากอาจารย์ อาจารย์อยากรู้ไหม และทำไมข้อเท็จดังกล่าวจึง “มี” หรือ “ไม่มี” “ความหมาย” สำหรับเขา
ความสำคัญในการสร้างชุมชนอุดมคติที่เกิดขึ้นจริงได้นี้ไม่ได้อยู่ที่การแสวงหามติของชุมชน แต่อยู่ที่การทำให้คนในชุมชนรู้สึกว่าชุมชนนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนมีที่ยืน (สิ่งนี้จะพูดให้ง่ายๆว่าในหลายกรณีการที่นิสิตไม่ถามในห้องเรียน นั้นอาจมาจากเขาไม่รู้สึกปลอดภัยในการถาม และไม่รู้สึกว่าอาจารย์อยากรู้ว่าเขาคิดอะไร)
หน้าที่ของมหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องของการผลิตพลเมืองของสังคม (ภายใต้การได้รับการคุ้มครองจากสังคมในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ)
แต่พลเมืองไม่มีหน้าที่แค่เรียกร้องสิทธิหรือเชื่อฟังชุมชน พลเมืองย่อมต้องมีเจตจำนงในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นภายใต้หลักการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy)
อาจารย์มหาวิทยาลัย (ในฐานะ “ปัญญาชน” มิใช่ “วีรชน”) จึงมีหน้าที่ใช้จังหวะนี้ในการเร่งสร้างบรรยากาศการศึกษาแบบประชาธิปไตยเชิงปรึกษาหารือควบคู่ไปกับสภาวะตึงเครียดทางการเมือง เพื่อให้นิสิตของชุมชนมีความเข้าใจทางการเมืองและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตนอกชุมชนในอุดมคติในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าทางการเมืองและการบีบคั้นให้ทางเลือกทางการเมืองมีเพียงสภาวะขั้วตรงข้าม ...
บรรยากาศขณะนี้คือบรรยากาศที่ “สุกงอม” ทั้งในการให้การศึกษาและปฏิบัติการณ์ทางการเมือง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
4. เสน่ห์และความมหัศจรรย์ของ “ความเงียบ” ก็คือ ความเงียบ “มีเสียง” ของมันเอง
เพราะความเงียบวัดได้ด้วยการ “ได้ยิน” ที่ผู้ได้ยินเชื่อว่า “ไม่ได้ยิน” ...
การเป็นคนเพี้ยนนั้นไม่ค่อยมีที่ยืนในสังคมที่กำลังเลือกข้าง
คนเพี้ยนมีหน้าที่ถูกประนามในฐานะที่ไม่ก้าวหน้า ไม่เข้าหามวลชน เอาแต่คิดในเวลาที่คนอื่นกำลังเสียสละ
... เรื่องโม้ฉบับนี้กำลังสร้างความ “เงียบ” อยู่ อย่าง “เงียบๆ” ครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 15 ฉบับที่ 715 ศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549



