Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open EC
วิมุต วานิชเจริญธรรม


จุดพลิกผันในเกมระหว่าง สนธิ และทักษิณ

เมื่อครั้งที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเริ่มจัดขึ้นที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงหลังของปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์ผู้ติดตามการเมืองหลายท่านมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเล่มเกมระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของสื่อในเครือธุรกิจ “ผู้จัดการ” กับ นายกฯ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

เกมที่ผมพูดถึงนั้นไม่ใช่ “เกมการเมือง” ที่ใครๆมักพูดกันบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เกมในความหมายนี้เป็นการเรียกขานทางวิชาการถึง สถานการณ์ที่บุคคล(หรือ “ผู้เล่น”) ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางที่มีลักษณะของความขัดแย้ง หรือในลักษณะที่พยายามหาทางร่วมกันทำการบางอย่าง โดยแต่ละฝ่ายจะเลือกใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน ซึ่งอาจเป็นการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม หรือการได้รับผลตอบแทนบางอย่างที่เราเรียกโดยรวมว่า “payoff” เรามองว่าผู้เล่นแต่ละรายคิดเลือกกลยุทธ์อย่างมีเหตุมีผล มีการคำนวณถึงการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามต่อแต่ละกลยุทธ์ที่ตนสามารถเลือกใช้ได้

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ต่างไปจาก การเล่นเกม หรือการแข่งขันกีฬา ...ที่ผู้เล่นสองฝ่ายต้องการเอาชนะซึ่งกันและกัน

ฝ่ายหนึ่งมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่เล่าเรื่องราวจากมุมมองของนายสนธิ ให้กับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังทุกเย็นวันศุกร์ อีกฝ่ายมีรายการ “นายกฯทักษิณพบประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์

รายการของฝ่ายแรกเข้าถึงกลุ่มคนที่แม้จะมีจำนวนน้อย เพียงเสี้ยวเดียวของคนในกรุงเทพฯ แต่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงสารที่นายสนธิต้องการสื่อได้อย่างแท้จริง นั่นคือกลุ่มชนชั้นกลาง และกลุ่มคนมีการศึกษา ในขณะที่รายการของฝ่ายหลังมีการกระจายเสียงทั่วประเทศ ครอบคลุมมวลขนในวงกว้างกว่า แต่จะมีเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะเฝ้าติดตามฟังรายการวิทยุของนายกฯ เป็นประจำ

กลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน และไม่อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีชัยเหนืออีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ผลัดกันตอบโต้ โดยไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ

เกมที่ยืดเยื้อเช่นนี้ดูจะเป็นใจกับฝ่ายนายกฯ เพราะด้วยสถานะของรัฐบาลพรรคเดียว ที่ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปีที่แล้ว ย่อมสร้างฐานกำลังอันมั่นคง ที่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวในกรุงเทพฯไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยการชุมนุมรายสัปดาห์ ตรงกันข้าม การชุมนุมที่ไม่ก่อให้เกิดผลทางการเมืองใดๆ ย่อมสูญเสียโมเมนตั้ม และไม่อาจสร้างพลังร่วมจากมวลชนวงกว้างต่อไปอีกได้ ซึ่งพลอยจะทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมอ่อนล้า และจะเลิกราไปเองในที่สุด

ดังนั้น ท่าทีของซีกรัฐบาลต่อการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในช่วงแรก จึงเป็นการแสดงออกในลักษณะของการไม่ให้น้ำหนักกับการเคลื่อนไหวของพลังประชาชนนอกสภาเท่าใดนัก ไม่ว่าจะด้วยวิธีการปิดกั้นมิให้สื่อในอาณัติของภาครัฐนำเสนอข่าวการชุมนุมเลยแม้แต่น้อย หรือด้วยวิธีการให้การสัมภาษณ์ของนายกฯ และคนใกล้ชิดที่พยายามให้ข้อมูลตัวเลขผู้เข้าร่วมฟังรายการ(โดยเฉพาะ เมื่อคราวที่การชุมนุมย้ายจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มายังสวนลุมพินี) ว่า มิได้มีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสน ดังที่ฝ่ายนายสนธิ นำเสนอ

เหตุการณ์ดูจะ “เข้าทาง” ของฝ่ายรัฐบาล เมื่อจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมที่สวนลุมฯลดลงอย่างฮวบฮาบ ภายหลังจากที่พสกนิกรต่าง น้อมรับกระแสพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา แม้ว่าการชุมนุมจะยังคงดำเนินต่อไป จนข้ามมาถึงปี 2549 นี้ แต่ใครๆต่างมองกันว่า เกมนี้ใกล้ถึงจุดจบแล้ว และเป็นทางฝ่ายของนายสนธิเอง ที่ต้องหาทางลงให้กับตัวเองอย่างไรมิให้เสียหน้า....

เกมนี้คงจบลงไปแล้ว ...หากมิใช่เพราะข่าวการขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับกลุ่มทุนเทมาเซ็กจากสิงคโปร์ ที่ทำให้ครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ แปลงสินทรัพย์ในครอบครองมาเป็นสภาพคล่องมูลค่า เจ็ดหมื่นสามพันล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
แม้ว่าการขายหุ้นครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ หลุดพ้นจากเส้นใยของผลประโยชน์ทางธุรกิจทีพัวพันกับนายกฯ และคนรอบข้างมาตลอดช่วงเวลาห้าปีที่อยู่ในตำแหน่งได้โดยเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กลับแสดงอาการ “รับไม่ได้” ทั้งกับดีลครั้งนี้ และกับตัวนายกฯและครอบครัวอีกด้วย

ทั้งนี้เป็นเพราะการขายหุ้นชินคอร์ป มิใช่ธุรกรรมที่ตรงไปตรงมาในครรลองที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม การซื้อขายกลับกระทำเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน สะท้อนให้เห็นถึงการไตร่ตรอง การวางแผนอันแยบยล และได้มีการใช้ช่องโหว่ที่กฎหมายเปิดไว้มาแต่นมนาน และช่องของกฎหมายที่เพิ่งถูกเปิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ให้เป็นประโยชน์กับวงศ์ตระกูลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เม็ดเงินกำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้จึงมิได้มีส่วนใดเล็ดรอดจากกระเป๋าเงินของตระกูลทั้งสองไปสู่มือของสรรพากรเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว

แม้ธุรกรรมครั้งนี้จะเป็นไปตามตัวบทกฎหมายอย่างถูกต้อง ดังที่นายกฯ และโฆษกประจำตระกูลได้ออกมายืนยัน และมีขั้นตอนการดำเนินการซื้อขายที่ไม่ต่างไปจากกรณีของการซื้อขายกิจการอื่นๆก่อนหน้านี้ ที่กระทำผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ตาม แต่ในกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการขายดีแทคให้กับเทเลนอร์ นั้น มิอาจนำมาเป็นบรรทัดฐานให้กับกรณีของการขายชินคอร์ปนี้ได้ เพราะเจ้าของกิจการในดีลอื่นๆก่อนหน้านี้นั้น มิได้มีตำแหน่งทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศเหมือนกับ พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรคนนี้

พตท. ดร. ทักษิณ น่าจะตระหนักดีว่า การขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินวัตรนั้น มิอาจกระทำเพียงแค่ให้ถูกต้องตามตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นตัวบทกฎหมายเท่านั้น หากแต่ต้องกระทำให้ถูกต้องตรงตาม “เจตนารมย์” ของกฎหมายด้วย

ดังนั้น การที่ดีลครั้งนี้มีการใช้นอมินี มีการโอนหุ้นฝ่านบริษัทในหมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น มีการซื้อขายหุ้นกันในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และมีการใช้การตกลงกันนอกตลาดเพื่อปิดบังการซื้อขายกิจการจากนักลงทุนรายย่อย ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ “ไม่ผิด” ตัวบทกฎหมาย แต่ขัดต่อ “เจตนารมย์” ของกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น

ตรงนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนได้มองเห็นว่า พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นั้นมิได้สลัดคราบ “นักธุรกิจ” ออกไปดังที่เคยเข้าใจ ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นก็กำลังสวมหมวกเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอยู่ด้วยพร้อมๆกัน เพราะ พตท. ดร. ทักษิณ ยังคงทำหน้าที่ “หารายได้” ให้กับครอบครัวอยู่ เหมือนที่เคยทำมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรเล่าว่า พตท. ดร. ทักษิณ จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ เขาจะสามารถทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์แทนประชาชน และยกผลประโยชน์ของชาติไว้เหนือผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ได้อย่างไร

เหตุการณ์ครั้งนี้ กลับช่วยเติมเชื้อไฟ เติมชีวิตให้กับการเคลื่อนไหวของนายสนธิ เพราะ บรรดาข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่โจมตีใส่นายกฯ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องคอรัปชั่น ตลอดไปจนถึงข้อหาเรื่อง “ขายชาติ” กลับมามีน้ำหนัก และ ความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นอีก

จำนวนมวลชนที่พากันมารวมตัวชุมนุมกันที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 4 และ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างดีถึงสถานการณ์ที่พลิกผัน และโมเมนตั้มที่เหวี่ยงกลับมาหาทางด้านกลุ่มของนายสนธิ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ มวลชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมสองครั้งนี้เริ่มมีความหลากหลายยิ่งขึ้น และสามารถสร้างปฏิกริยาลูกโช่ ส่งผลต่อเนื่องให้กระแสความไม่พึงพอใจในการทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวนายกรัฐมนตรี ขยายวงกว้างออกไปได้ และยิ่งเมื่อนายสนธิ ถอยตัวเองออกมา ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นหัวหอกแทนด้วย ยิ่งทำให้การชุมนุมมีพลังขับเคลื่อนที่ดูน่าเกรงขามกว่าเดิม

มาบัดนี้ เกมที่กำลังดำเนินอยู่ มิใช่เป็นเกมระหว่าง นายสนธิ กับนายกฯ ทักษิณ อีกต่อไปแล้ว ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามกับนายกฯมิใช่ แค่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่กลับเป็นแนวร่วมที่นำโดย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหล่านิสิต นักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

เกมที่พวกเรากำลังสังเกตุการณ์อยู่นั้น กำลังดำเนินต่อไป พร้อมๆกับอีกหลายๆเกมที่ดำเนินอยู่แต่เราไม่สามารถรับทราบได้ ไม่ว่าจะเป็นเกมการต่อรอง ระหว่างขั้วอำนาจภายในพรรคไทยรักไทย ในภาวะที่ผู้นำกำลังอ่อนแรงนี้ แต่ละซีกแต่ละมุ้ง ล้วนดูจะมีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว หรือว่าเกมที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการประสานกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยไม่ต้องออกหน้า เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบทางการเมือง

บทสรุปของเกมครั้งนี้ยากที่จะคาดเดา ขอเพียงแค่ว่า Outcome ของเกมนี้อย่าได้กลายเป็นเหตุการณ์วิปโยคในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกเหตุการณ์หนึ่งเลย



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter