ดู “แหยม ยโสธร” ตอนสอง
เมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลา จะพบว่า เหตุการณ์เรื่องราวใน แหยม ยโสธร นั้น เป็นช่วงที่น่าจะใกล้เคียงไล่เลี่ยกับการกำเนิดออสการ์อพาร์ตเมนท์ โดยดูจากรูปแบบการแต่งกายของตัวละครในแหยม ยโสธร นั่นคือ สีสันอันฉูดฉาดของเสื้อผ้าและทรงของเสื้อเชิ้ตรัดรูป + คอปกเสื้อกว้างใหญ่ กางเกงรัดรูป เป้าต่ำ ขาบาน ซึ่งรวมเรียกว่าเป็นสไตล์ “ม้อด” (Mod) อีกทั้งกางเกงขาสั้นเติ่งแนบเนื้อรัดรูปของผู้หญิงที่อีเจ้ยสวมใส่หลังจากไปอยู่กรุงเทพและผ่านการตัดไฝข้างปากทิ้ง รวมทั้งการลอกหน้าแปลงโฉมมาแล้ว กางเกงขาสั้นจู๋แนบเนื้อที่อีเจ้ยใส่นี้เป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า “ฮอท แพนท์” (Hot pant) ซึ่งน่าจะหมายความว่า ใส่ในยามที่อากาศร้อน เพราะสบายท่อนขาดี ไม่ต้องมีอะไรมาปกคลุมให้อบอ้าว หรือจะหมายความว่าผู้หญิงที่ใส่กางเกงขาสั้นแบบนี้ น่าจะกล้าหาญและเร่าร้อน ซึ่งก็ “ฮอท” หรือ “hot” อีกนั่นแหละ แต่ไม่ใช่แค่ “ฮอท” ในเรื่องของสภาพอากาศเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพจิตใจด้วย
เขียนแบบนี้ในสมัยนี้ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกพวกสิทธิสตรีโจมตีเอาได้ เพราะการที่ผู้หญิงสวมใส่เสื้อผ้าวาบวามโชว์เนื้อหนังมังสา ไม่ได้จะต้องหมายความว่า พวกเธอเหล่านั้นแสวงหาเซ็กส์หรืออยากให้คนมาลูบไล้ไชขาของเธอแต่อย่างใด แต่เธอใส่เพราะอยากใส่ และมันดูสวยดีหรือสบายดีสำหรับเธอ แน่นอนว่า ใส่แล้วก็ต้องให้คนชมว่าสวยว่างามด้วย แต่ไม่ได้ว่าเธอจะเป็นพวกร้อนสวาทร่านเซ็กส์เสมอไป ส่วนผู้ชายในสมัยนั้น ไม่ต้องพูดถึง ถ้าลงตัดสินใจใส่ขาสั้นขาก๊วยแนบนั้นสั้นจู๋ออกไปที่สาธารณะ ก็คงไม่ได้ดู “ฮอทยัวะ” ทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของคนใส่หรือคนดู แน่ใจว่า ไม่เกิดอารมณ์ได้ทั้งสองทาง แต่น่าจะเป็นเหตุผลของความร้อนของสภาพอากาศและความรักสบายของคนใส่เสียมากกว่า หรือจะเป็นความมักง่ายก็เป็นไปได้ไม่น้อย
เหมือนอย่างตอนที่หงา คาราวาน สมัยที่ยังเรียนอยู่ช่างศิลป์และลองเขียนเรื่องสั้นไปลงพิมพ์ คุณมูล (ประมูล อุณหธูป) นักเขียนใหญ่ต้องการขอดูตัว เพราะเห็นว่าที่นักเขียนหน้าใหม่อย่างหงาเขียนมานั้นมีแวว ในวันที่หงาไปพบคุณมูล เขานุ่งขาสั้นกะโปโลเก่าๆไป ซึ่งในกรณีการนุ่งกางเกงขาสั้นของพี่หงานี้ น่าจะเข้าข่ายยากจนและไม่ค่อยจะสนใจกับเรื่องการแต่งตัว ตามประสาพวกแนวศิลปินศิลปะ ! และท่อนขาของพี่หงาก็คงไม่น่าดูเหมือนขาของมาช่าหรือซอนย่าหรือแอนนา
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นสมัยนี้ ชายใดสวมใส่กางเกางขาสั้นรัดรูปเป้าตึงหรือตุง ออกไปเที่ยวเดินจุ้นจ้านตามที่สาธารณะ ก็ย่อมจะถูกเข้าใจตีความได้ว่าเป็นพวกสตรีเหล็ก สาวประเภทสอง หรือเป็นเกย์อะไรไปโน้น ที่แต่งกายล่อผู้ชายหรือล่อเกย์ด้วยกัน ซึ่งในสมัยของ แหยม ยโสธร ยังไม่เป็นที่เปิดเผยทั่วไปในสาธารณะเหมือนสมัยนี้ เราจึงไม่แน่ใจว่า ลูกสมุนที่ดูเป็นผู้หญิงแต่เสียงห้าวของคุณนายดอกท้อนั้นแท้จริงเป็นเกย์หรือเป็นกระเทย และแม้แต่เจ้าตัวเองก็คงไม่แน่ใจ เพราะกระแสเกย์ในสมัยนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนให้เป็นกลุ่มอ้างอิงทางอัตลักษณ์ (นั่นแน่ ! ใช้คำแนวเสียด้วย “อัตลักษณ์” เนี่ย ! แต่ในสมัยนั้น ไม่มีใครเขาใช้คำนี้หรอกครับ คำนี้ในฐานะที่เป็นคำแนวๆ มันยังไม่เกิดครับ) สมัยนั้นคงมีแต่ปรากฏการณ์ของกลุ่มกระเทยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเขียนและตีความว่า ชายสมัยนี้ถ้าใส่ขาสั้นจุนจู๋รัดรูปเป้าตึงบวมคือ ชายที่ “ฮอท ยัวะ” และมุ่งแสวงหาคู่นั้น ก็ดูจะไม่มีกลุ่มสิทธิกระเทยหรือเกย์ที่ไหนจะมาด่าว่าโจมตีเหมือนในกรณีกลุ่มสิทธิสตรีในปัจจุบัน
ในช่วงสมัยแห่ง แหยม ยโสธร ผมเคยใส่กางเกงแบบที่ว่านี้กับเขา (เธอ !) เหมือนกัน ฟังแล้ว ท่านคงมีคำถามว่า ผมเอากางเกงผู้หญิงมาใส่หรือ ? คำตอบคือ เปล่าครับ ! เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้คือ ผมมีกางเกงบลูยีนส์อยู่ตัวหนึ่ง แม่ซื้อมาให้ใส่ เป็นกางเกงบลูยีนส์ตัวแรกในชีวิตของผม ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงจะเดาความรู้สึกของเด็กชายที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นได้นะครับว่า กางเกงบลูยีนส์ขายาวมันมีนัยสำคัญต่อตัวตนอัตลักษณ์อย่างไร กางเกงบลูยีนส์ตัวแรกมันหมายถึงการพ้นความเป็นเด็กเล็ก มันหมายถึงความเท่ห์ ความเก๋า (คำนี้ซิครับ เป็นคำแนวของวัยรุ่นยุคนั้น)
แต่ผู้ปกครองในสมัยนั้น ก็ไม่ต่างจากสมัยนี้เท่าไร นั่นคือ ไม่ชอบอะไรที่มันแนวๆ สมัยนี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่คงไม่อยากให้ลูกสาวรีบร้อนใส่สายเดี่ยว เกาะอกเร็วเกินไป บางครอบครัวถึงกับรอให้ลูกสาวแก่เสียก่อนถึงจะยอมให้ใส่ได้ ซึ่งกว่าสาวบางคนจะได้ใส่สายเดี่ยว เกาะอกกับเขา มันก็กลายเป็นคอกระเช้า หรือชั้นในคุณยายไปเรียบร้อยแล้ว
แม่ผมก็เช่นกัน ไม่อยากให้ผมใส่กางเกงยีนส์ (ซึ่งสมัยนั้น มีแต่บลูยีนส์เสียส่วนใหญ่ ยีนส์สีๆ หลากหลายยังไม่ค่อยจะมีเหมือนในเวลาต่อมา) และบอกว่า ถ้าคิดจะใส่กางเกงขายาวก็ให้ใส่กางเกงขายาวธรรมดาอย่างที่พ่อใส่ หรือกางเกงขายาวที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า กางเกงแสลค นั่นเอง แต่แปลกที่สมัยก่อนโดยเฉพาะที่บ้านผม เวลาพูดถึงกางเกงแสลค จะหมายถึงกางเกงผ้าธรรมดาที่ผู้หญิงใส่ ที่ค่อนข้างจะเข้ารูป แต่สำหรับบ้านอื่นๆ กางเกงแสลคกลับหมายถึงได้ทั้งกางเกงผู้หญิงและผู้ชายในเวลาเดียวกัน
ด้วยทนรบเร้าไม่ไหว ในที่สุด แม่ก็ซื้อกางเกงบลูยีนส์มาให้ ซึ่งทรงมันเชยมากเลย เมื่อเทียบกับของเพื่อนๆหรือที่ผู้คนเขาสวมใส่ตามโรงภาพยนตร์หรือตามงานปาร์ตี้เต้นรำตอนบ่าย เวลาเพื่อนฝูงเห็นผมในกางเกงตัวนั้น ก็มักจะอมยิ้ม และเห็นเป็นของขบขัน ทำนองว่า อยากจะใส่กางเกงยีนส์กับเขา ก็ใส่ไม่เป็น ไม่รู้ไปซื้อกางเกงยีนส์ที่ไหนมา ทรงมันเชยได้เต็มรูปแบบจริงๆ นั่นคือ ไม่เข้ารูป ท่อนขากางเกงใหญ่ แถมขากางเกงมันลอยๆเต่อๆชอบกล เข้าทำนองว่า อย่าใส่เสียจะดีกว่า !
ผมยอมใส่กางเกงตัวนี้เป็นเวลานานพอสมควร เพราะไม่มีทางเลือกอื่น จนพอมันเข้าข่ายว่าเก่า จึงตัดสินใจสำเร็จโทษมันด้วยการตัดขาให้กลายเป็นขาสั้นเสียเลย เพราะจะทิ้งก็เสียดาย จะใส่ก็ดูไม่ดีในสายตาวัยรุ่นเก๋าๆ แต่ด้วยความที่ตัดไม่ค่อยจะเป็น ตัดแล้วไม่เท่ากัน สองข้างขากางเกง ตัดไปตัดมา มันเลยสั้นกุดเป็นพิเศษ และเมื่อใส่มันเดินเที่ยวเล่น มันก็กลายเป็น “ฮอท แพนท์” ไปโดยปริยาย
ขนาดผมเป็นผู้ชาย เวลาใส่กางเกงขาสั้นกุดรัดบริเวณสะโพกขนาดนั้น ยังรู้สึกเสียววูบวาบทางเพศอย่างไรชอบกลก็ไม่ทราบได้ เพราะตอนนั้น ท่อนขาของผมก็ไม่ได้มีมัดกล้ามแต่อย่างใด เข้าข่ายอรชรอ้อนแอ้นประดุจจอมยุทธในหนังสือกำลังภายใน (จอมยุทธส่วนใหญ่ ไม่เคยถูกบรรยายว่ามีกล้ามแขน ขา แผงอกใหญ่โตแต่ประการใด) ดังนั้น เมื่อดูเผินๆแล้ว ท่อนขาอันเปลือยเปล่าของผมที่ยาวเรียวผ่านขอบขากางเกงที่คับติ้วนั้น จึงดูไม่ต่างจากท่อนขาผู้หญิงเท่าไรนัก ดูตัวเองแล้วก็กลืนน้ำลายเอื๊อกว่า มันดูเซ็กซี่ไม่เบาเลย ขาวก็ขาว ยาวก็ยาว น่องก็ไม่มีกล้าม เรียวก็เรียว เห็นแล้วยังเกิดอารมณ์กับตัวเองเลย ไปๆมาๆ จึงให้เกิดความสงสัยว่า เวลาผู้หญิงเขานุ่ง “ฮอท แพนท์” เขาจะรู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า ก็ไม่ทราบ ถ้าไม่ พวกเธอรู้สึกอะไร ?
ประเด็นดังกล่าวนี้ ทำให้ผมเชื่อมโยงกับการ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน ที่มีพระเอกหน้าสวยเหมือนผู้หญิง หรือบางทีแต่งกายเป็นผู้หญิง หรือการ์ตูนเกย์ที่ผู้หญิงชอบอ่าน เธอเหล่านั้นชอบอ่านและดูการ์ตูนเกย์เพราะอะไร ?
ค่ำวันเสาร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่ผมยืนอยู่หน้า ออสการ์อพาร์ตเมนท์ ผมใส่กางเกงยีนส์สีดำและเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ อันเป็นชุดประจำที่ผมสวมใส่ ไม่ว่าจะไปทำงานหรือไปไหนๆ ตรงหน้าทางเข้าอพาร์ตเมนท์ มีห้องที่ดูเหมือนเป็นสำนักงานของอพาร์ตเมนท์ต้องตรงตามที่ปรากฏในภาพยนตร์เลย ดูแล้วก็เสียวๆหวิวๆ เพราะในภาพยนตร์ ผีนางบุปผามันหลอกไปทั่วๆ เมื่อผมทำท่าจะเดินก้าวเข้าไปในตัวตึก ยามที่นั่งอยู่หน้าประตูทางเข้า ก็ถามว่า ผมจะไปห้องไหน ผมก็ถามเพื่อความแน่ใจว่า ที่นี่คือที่ๆเขาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี หรือเปล่า ? ยามก็พยักหน้า ผมเลยบอกว่า ผมต้องการมาดูห้อง ๖๐๙ เขาบอกว่า จะเข้าไปได้ก็ต้องแลกบัตรก่อน หลังจากผมเอาบัตรประชาชนวางไว้ ผมก็ได้เข้าไปในออสการ์อพาร์ตเมนท์
ข้างหน้าผม เป็นบริเวณที่นั่งเล่นเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม ถูกล้อมรอบไปด้วยตึกสี่ด้านสูงขึ้นไปประมาณเจ็ดชั้น บรรยากาศที่มีผู้คนนั่งเล่นอยู่ในราวสองทุ่มนั้น มันดูทึมๆ เศร้าๆอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะนั่งกันนิ่งๆ หรืออาจจะเป็นเพราะความเก่าโทรมของตัวอพาร์ตเมนท์ด้วยก็ได้
ผมมองหาลิฟต์ เพราะเป้าหมายของผมคือห้อง ๖๐๙ ซึ่งเข้าใจว่า ต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้น ๖ เมื่อประตูลิฟต์ปิด ผมก็กดไปที่ชั้น ๖ หลังจากนั้น ผมก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า ในลิฟต์เองก็เป็นที่ๆถูกผีหลอกได้อย่างสุดๆ เพราะมันหนีไปไหนไม่ได้เลย แถมแคบเสียด้วย ถ้าผีหลอกก็คงต้องทนให้ผีแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกอยู่จนกว่าลิฟต์จะไปถึงชั้นที่ต้องการ คิดแล้ว ก็ไม่คิดดีกว่า และพยายามยืนเอาหลังติดผนังลิฟต์ไว้ โชคดีที่ผมไม่ได้ขึ้นลิฟต์คนเดียว มีคนขึ้นมากับผมด้วย ถ้าผมขึ้นคนเดียว ก็มีหวังเกิดอาการประสาทหลอนตาฝาดได้ง่ายๆ
ขณะเดียวกัน คนที่ขึ้นลิฟต์มากับผมนั้น ก็จับมือผมแน่น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ เราทั้งสองก็จับมือกันแน่น อย่างกับนัดหมายไว้เลยทันทีทีประตูลิฟต์ปิด และลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นไปตามชั้นต่างๆ ผมชักสงสัยว่า ใครกันที่กล้ามาจับมือผมแน่น และทำไมมือผมไปจับมือนั้นเสียแน่นเช่นกันได้ นึกขึ้นได้ ก็เริ่มขนแขนลุก ผมตัดสินใจรวบรวมสติ ชำเลืองหางตาไปหาเจ้าของมือนั้น โดยค่อยๆมองไล่จากมือไปสู่แขน ตัว และหัวในที่สุด เห็นแล้ว ผมแทบล้มทั้งยืน เพราะหัวนั้นมีขนาดเล็กเหมือนหัวเด็ก ๑๐ ขวบ แถมเจ้าของมือนั้นก็กลับมีความสูงไม่เกิน ๑๔๐ เซนต์กว่า เมื่อเจ้าของมือตัวเตี้ยขนาดนั้น ผมจึงไม่สามารถมองเห็นหน้าได้ถนัด เหงื่อของผมเริ่มออกมาจนชุ่มท่วมมืออย่างรวดเร็ว และพบว่ามือที่ผมจับอยู่นั้น มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่ามือของผมมาก ผมพยายามจะดึงมือผมออกจากมือนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ มันจับมือผมไว้แน่น และแล้ว ผมก็ค่อยๆชะโงกหน้าไปมองใบหน้านั้นอย่างอดใจไม่ได้..............โอ คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย ใบหน้านั้นมัน...........
(โปรดติดตาม ออสการ์อพาร์ตเมนท์และบุปราตรี ตอนต่อไปได้ใน “ดู ‘แหยม ยโสธร’ตอนสาม” )



