หรือควรมอบ นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตให้คุณทักษิณดี ?
นักกฎหมายขาประจำทั้งหลายมักวิจารณ์คุณทักษิณ ชินวัตร ว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎหมาย ไม่สมาทานกับหลักนิติรัฐแต่ชมชอบกับอำนาจนิยม แต่หลังจาก “เรียลิตี้แก้รวย” ด้วยการขายหุ้นชินคอร์ปแล้ว ลองมองย้อนกลับไปดู ไปๆ มาๆ นายกฯคนนี้นี่แหละที่ “รัก” กฎหมายอย่างสุดซึ้ง
ยิ่งกรณีขายหุ้นชินคอร์ปแล้ว ดูเหมือนว่าคุณทักษิณจะ “รัก” กฎหมายมากเป็นพิเศษ ปกติแล้วคุณทักษิณมักแสดงท่าทีที่ไม่พิสมัยต่อกฎหมายเท่าไรนัก มองกฎหมายเป็นเครื่องมือ และบางครั้งก็เห็นเป็นอุปสรรคที่กีดขวางการทำงานในรูปแบบบูรณาการอำนาจของตนด้วย แต่กับกรณีขายหุ้นชินคอร์ป คุณทักษิณกลับ “กอด” กฎหมายไว้แน่น
จะเห็นได้ว่าฝีมือของคุณทักษิณในฐานะผู้นำรัฐบาลเข้าขั้น “เซียน” ทางกฎหมาย แล้วไม่ใช่ “เซียน” ธรรมดา หากเป็น “เซียน” ทั้งการใช้กฎหมายที่มีอยู่และการเขียนกฎหมายขึ้นใช้ใหม่อีกด้วย ดังกรณีต่อไปนี้
1.การโอนหุ้นให้ลูกก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เพื่อป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญมาตรา 209 กำหนดห้ามมิให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีถือหุ้น หากจะถือประโยชน์จากหุ้นนั้นต่อก็ต้องโอนให้ทรัสต์ดูแล แต่คุณทักษิณไม่ต้องการให้ทรัสต์ดูแล ด้วยเหตุนี้คุณทักษิณจึงใช้วิธีโอนหุ้นชินคอร์ปให้ลูกๆ แทนก่อนที่ตนจะเข้าดำรงตำแหน่ง ล่าสุดหลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 5 ปี คุณทักษิณและลูกๆ พึ่งเกิดสำนึกขายหุ้นชินคอร์ปพร้อมกับหล่นวรรคทองว่า “เป็นเรื่องของทางลูกๆ ที่อยากให้พ่อทำงานให้บ้านเมืองเต็มที่จะได้ไม่ต้องถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เขาประชุมกันเองและก็ตัดสินใจว่าขายดีกว่า”
2.การปิดทางอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 กำหนดเงื่อนไขในการขอยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไว้ว่าต้องใช้เสียง 200 เสียงขึ้นไป สมัยแรก เสียงของพรรคไทยรักไทยไม่ถึง 300 จำเป็นต้องเอาพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อปิดทางไม่ให้ฝ่ายค้านใช้มาตรา 185 สมัยที่ 2 จากการควบรวมพรรคอื่นๆ เข้ามา ทำให้พรรคไทยรักไทยได้เสียงถึง 375 เสียง เมื่อโดนสื่อถามว่าทำเช่นนี้จะเป็นเผด็จการทางรัฐสภาหรือไม่ คุณทักษิณตอบแบบแสดงความใจกว้างอีกด้วยว่าหากฝ่ายค้านอยากเปิดอภิปรายตนเองจริง จะให้ยืมเสียงรัฐบาลไปเติมให้ครบ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ทำตามที่พูดไว้ เสียงของรัฐบาล 375 เสียงย่อมสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยลำพัง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภาหรือเท่ากับ 350 เสียงขึ้นไป
3.การแทรกแซงกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ
รัฐธรรมนูญออกแบบการได้มาซึ่งองค์กรอิสระไว้ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการเสนอชื่อซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา และขั้นตอนการให้ความเห็นชอบซึ่งวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้เสียงข้างมากส่งตัวแทนของตนเข้าเป็นกรรมการสรรหาที่มาจากสัดส่วนของพรรคการเมืองโดยไม่แบ่งให้ตัวแทนจากฝ่ายค้าน มิพักต้องกล่าวถึงขั้นตอนของวุฒิสภาที่มีข่าวบ่อยครั้งว่าคัดเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งเป็นไปตามโผของรัฐบาล
4.การเร่งรีบออก พ.ร.บ.เกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการโดยปิดกั้นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 262
รัฐบาลมี นโยบายปฏิรูประบบราชการด้วยการยุบรวมกระทรวงเก่าและตั้งกระทรวงใหม่ คุณทักษิณตั้งธงไว้ว่านโยบายดังกล่าวต้องเริ่มวันที่ 1 ต.ค.2545 ดังนั้นกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการจึงต้องมีผลบังคับใช้นับแต่วันดังกล่าว ฝ่ายค้านประกาศว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าร่างกฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อนที่ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 262 ซึ่งกำหนดให้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องกระทำหลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ด้วยเกรงว่าหากปล่อยให้ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้นโยบายปฏิรูประบบราชการที่ท่านผู้นำขีดเส้นไว้ให้เริ่ม 1 ต.ค.2545 ต้องเลื่อนออกไป จึงมีการชิงไหวชิงพริบด้วยการตัดหน้ารีบทูลเกล้าฯก่อนที่ประธานรัฐสภาจะนำคำร้องของ ส.ส.ฝ่ายค้านส่งให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเย็นวันที่ 24 ก.ย.2545 ไม่กี่ชั่วโมงถัดมานายกรัฐมนตรีรีบนำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯทั้งๆ ที่มีระยะเวลาให้ทูลเกล้าฯได้ถึง 20 วัน และฝ่ายค้านก็ประกาศชัดเจนว่าจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว ก็เป็น การปิดกั้นการร้องขอของฝ่ายค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 262 ไปโดยปริยาย เพราะคำร้องต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนทูลเกล้าฯนั่นเอง
น่าสนใจว่าในท้ายที่สุดเส้นตายที่คุณทักษิณขีดไว้ก็ไม่อาจเป็นไปตามกำหนด เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยให้กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2545
5.การออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้าย
รัฐบาลออก พ.ร.ก.ดังกล่าวเพื่อกำหนดความผิดฐานก่อการร้ายและให้มีโทษถึงประหารชีวิต เป็นที่สงสัยกันว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดไหนถึงไม่ยอมออกกฎหมายนี้ในรูปของ พ.ร.บ.เพื่อให้รัฐสภาได้มีโอกาสพิจารณาและแสดงความคิดเห็นทั้งๆ ที่กฎหมายนี้กำหนดโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ไม่กี่วันหลังจากกฎหมายก่อการร้ายมีผลใช้บังคับ รัฐบาลออกมาคุยเขื่องว่าสามารถจับฮัมบาลีได้ แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่เดิมในการจับกุม ความข้อนี้ย่อมเป็นการพิสูจน์ว่ากฎหมายที่มีอยู่เดิมเพียงพอและไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายในรูป พ.ร.ก.
6.การออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต
ต้นปี 2546 รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. ภาษีสรรพสามิตเพื่อกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกับผู้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมแทนการจ่ายส่วนแบ่งให้รัฐ โดยอ้างว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้รับการวิจารณ์ใน 3 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เอาเข้าจริง ไม่มีสถานการณ์ใดที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นเช่นว่าจนถึงขนาดต้องเร่งรีบออกกฎหมายเพื่อมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิต พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ “ประเทศ” ทว่าน่าจะเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ “บริษัทใดบริษัทหนึ่ง” เสียมากกว่า 2.โดยหลักแล้วภาษีสรรพสามิตจะจัดเก็บกับสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่อันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวที่กำหนดให้ผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตจากเดิมที่ต้องจ่ายเป็นส่วนแบ่งให้รัฐ 3.เกิดข้อครหาว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อบริษัทวงศ์วานเครือของนายกรัฐมนตรีเพราะจำนวนเงินที่จ่ายในรูปภาษีสรรพสามิตน้อยกว่าการจ่ายในรูปส่วนแบ่งให้รัฐ
7.การออก พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เหตุการณ์ระเบิดที่ยะลาเมื่อกลางปี 2548 ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก. บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้รับการวิจารณ์ในหลายประเด็น ตั้งแต่ความเหมาะสมในการออกกฎหมายในรูปของ พ.ร.ก. ทั้งๆ โดยเนื้อหาแล้วมีลักษณะเป็น “กฎหมายกลาง” ที่ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกกรณี การรวบอำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรี การมอบอำนาจล้นฟ้าให้แก่เจ้าหน้าที่ ความกังวลใจว่าจะนำ พ.ร.ก.นี้มาใช้ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและการชุมนุม การให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งละไม่เกิน 3 เดือนและต่ออายุได้ครั้งละ 3 เดือนเรื่อยไปโดยไม่มีระยะเวลาจำกัด ตลอดจนการตัดอำนาจศาลปกครองในการควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ น่าสังเกตว่าจนถึงขณะนี้รัฐบาลยังคงต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจนกินเวลานานถึง 6 เดือนเศษแต่สถานการณ์ไฟใต้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
8.การแก้ไขกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมว่าต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น (อีกนัยหนึ่งคือคนต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 25) รวมทั้งต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
เมื่อเอไอเอสและชินแซทฯเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคม จึงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม หากขายหุ้นของ 2 บริษัทให้เทมาเส็กฯไปก็เท่ากับว่าจะมีคนต่างด้าวมาถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการเปิดช่องให้เทมาเส็กฯเข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวได้ จึงจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมเสียใหม่ด้วยการขยายให้กิจการโทรคมนาคมที่จากเดิมคนต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 25 มาเป็นร้อยละ 49 และตัดเงื่อนไขสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ออกทั้งหมด
อัศจรรย์กว่านั้นคือ การรอให้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 (แก้ไขเพิ่มเติม) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 เสียก่อน ดีลประวัติศาสตร์จึงค่อยเกิดตามมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549
9.การขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาทโดยไม่เสียภาษี
ประมวลรัษฎากรกำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯจะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากกำไรที่เกิดขึ้น แต่ในกรณีเป็นนิติบุคคลจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายของกำไรจากการขายหุ้นร้อยละ 15 ด้วยเหตุนี้การขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ จึงมีการวางแผนเพื่อไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้น โดยมีการขายหุ้นในส่วนที่ Ample Rich ถืออยู่ให้กับนางสาวพิณทองทาและนายพานทองแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยขายต่อให้เทมาเส็กฯ หากให้ Ample Rich ขายหุ้นให้แก่เทมาเส็กฯโดยตรงก็ต้องเสียภาษี เพราะ Ample Rich มีสถานะเป็นนิติบุคคล
เห็นฝีไม้ลายมือทั้ง 9 กรณีนี้แล้วคงยืนยันความเป็นเซียนทางกฎหมายของคุณทักษิณได้เป็นอย่างดี และคงเพียงพอกับการที่สภามหาวิทยาลัยจะเสนอชื่อให้คุณทักษิณได้นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ว่าแต่ว่าจะมีมหาวิทยาลัยไหนสนใจเป็น “ศรีธนญชิน” ร่วมกับคุณทักษิณไหมครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549



