คนหนุ่มสาวกับความใฝ่ฝัน
คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปนัก หากจะพูดว่า “เพราะเราฝัน เราจึงมีชีวิต”
ความฝันที่ว่านี้มิใช่การนอนหลับฝัน หากหมายถึงความใฝ่ฝันของชีวิตยามลืมตาตื่นนี่แหละ
ทำไมคนเราจึงต้องมีความใฝ่ฝัน? ความฝันชนิดไหนที่ก่อประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น?
เมื่อเราพูดถึงความใฝ่ฝัน โดยทั่วไปพวกเราแต่ละคนคงนึกถึงความฝันที่ผูกพันเกาะเกี่ยวกับเรื่องความต้องการส่วนตัว หรือสอดรับกับผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น อยากเป็นแพทย์ อยากเป็นนักธุรกิจ อยากร่ำรวย (เร็ว) อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น
ซึ่งดูเผินๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด กระนั้นก็ดี ยังมีความใฝ่ฝันอีกแบบหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาและคุณภาพที่ลึกซึ้งไปกว่านี้อีก ได้แก่ความใฝ่ฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงโลกรอบข้างเพื่อความผาสุกของคนอื่นๆ และสังคม
ตัวอย่างความใฝ่ฝันประเภทหลัง ก็เช่น อยากเห็นโลกเรามีสันติภาพ ปราศจากอำนาจกดขี่ข่มเหงซึ่งกันและกัน อยากให้ความอดอยากหิวโหยหมดไปจากโลก อยากเห็นสังคมมีเสรีภาพและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เรื่องน่าเศร้าของความใฝ่ฝันประเภทหลังก็คือ มันแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลยในโลกของความเป็นจริงที่กำลังแวดล้อมพวกเราอยู่
ใช่ว่าโลกเราจะไม่มีผู้คนที่ใฝ่ฝันถึงผู้อื่น แต่น่าจะเป็นเพราะเรามีคนที่ฝันถึงคนอื่นๆ น้อยเกินไปต่างหาก
สังคมของเรามีคนมองโลกอย่างที่ควรจะเป็น น้อยเกินกว่าคนที่มองโลกอย่างที่มันเป็น
นั่นคือเรามี “นักฝัน” (แบบหลัง) น้อยเกินกว่าที่ควร
และเรามีนักฝันที่พร้อมจะเป็นนักเดินทางที่เผชิญหน้ากับอุปสรรคและความเจ็บปวดระหว่างเส้นทางการแสวงหาไปสู่การบรรลุความใฝ่ฝันน้อยจนเกินไป
ถ้ามองเงื่อนไขปัจจัยแวดล้อมทางสังคมไทย ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามีส่วนซ้ำเติมให้คนเราเป็นนักฝันได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีศักยภาพและพลังงานอย่างเต็มเปี่ยมต่อการที่เมล็ดพันธุ์ความใฝ่ฝันจะแทงยอดอ่อนและงอกงามเติบโตจนกลายเป็นอุดมคติในอนาคต กลับกลายเป็นกลุ่มที่ถูกระบบบริโภคนิยมกล่อมเกลากดทับปิดกั้นทางเลือกอันหลากหลายของการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ความใฝ่ฝันไปเสียแทบสิ้น
วิถีชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้ระบบบริโภคนิยม โดยมีเงินตรา สื่อ และการโฆษณา เป็นกลไกหล่อเลี้ยงที่สำคัญ ทำให้การเลือกเสพรับสินค้าและบริการของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไหลไปตามกระแสที่แทบจะเป็นแบบแผนเดียวกัน ตลอดจนความคิดและรสนิยมก็แทบจะถอดแบบออกมาคล้ายคลึงกันเป็นบล็อกเดียว
ความฝันของพวกเขาและเธอจมอยู่กับเรื่องของตนเองเป็นส่วนใหญ่ หากจะมีใครขบถ แหกคอก นอกกรอบ บ้าง ก็ไม่แน่นักว่าจะเป็นความขบถที่ลงลึกถึงจิตวิญญาณ หรือเป็นเพียงการสร้างสไตล์และคาแรกเตอร์ให้มีความแตกต่างจากผู้อื่นในการสร้างอัตลักษณ์ของตน
ความใฝ่ฝัน (เพื่อสังคมและคนส่วนใหญ่) หรือที่เคยเรียกกันว่า “อุดมคติ” กำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน หากไม่ถูกเสียดเย้ยให้กลายเป็นของสูงส่งที่เอื้อมถึงได้ยาก ก็จะถูกลดทอนนิยามความหมายลงเพื่อให้บริโภคง่ายขึ้น ดังเช่นคำว่า “ความฝัน” (แบบปัจเจก) ทั้งๆ ที่เนื้อหาของความฝันสองแบบนี้แตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่าที่มีอยู่เดิมในสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่นเยาวชนคนหนุ่มสาวเมื่อ 30 ปีก่อนจำนวนไม่น้อย จะเป็นคนที่เร่าร้อนต่อการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคม อุทิศตนเองเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและอุดมคติ ขณะที่ในปัจจุบัน ระบบคุณค่าเหล่านี้ในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวกลับลดน้อยถอยลงไป
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างยุคสมัยเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการรณรงค์รื้อฟื้นระบบคุณค่าชุดใหม่ (ซึ่งก็อาจหมายถึงการนำของเดิมที่ยังเป็นประโยชน์ ผสมผสานกับของใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าขึ้น) ด้วยการกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันกล้าคิด กล้าฝัน กล้าตั้งคำถาม และกล้าที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงตนเอง
อย่างน้อยก็เพื่อให้พวกเขาเริ่มต้นแสวงหาและมองเห็นทางเลือกที่มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ ความสุขส่วนตัว ความร่ำรวย หรือความมีชื่อเสียง เท่านั้น
แต่ยังมีความสุขจากการคิดและลงมือทำงานเพื่อสังคม สุขจากความปรารถนาจะเห็นสังคมดีงามกว่าที่เป็นอยู่ และลงมือกระทำการเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง สังคม และคนรอบข้าง เพื่อนำไปสู่สังคมในฝันอีกด้วย
... มาช่วยกันสร้าง “นักฝัน” ที่อุดมด้วย “ความใฝ่ฝัน” ชนิดนี้ให้มากๆ กันเถอะ !
เพราะมีแต่นักฝันประเภทนี้เท่านั้นที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสังคมได้อย่างดีในการต่อกรกับปัญหาอบายมุข ความฟุ้งเฟ้อ ปัญหาทางเพศ ยาเสพย์ติด และอีกสารพัดปัญหาที่ก่อกำเนิดจากการที่คนหนุ่มสาวถูกหล่อหลอมด้วยระบบคุณค่าที่ผิดๆ มาตั้งแต่เริ่มเรียนรู้และจำความได้
........................................
บัญญัติ 10 ประการของนักฝัน
ข้อ 1 เมื่อรักจะเป็น “นักฝัน” ต้องไม่กลัวความผิดหวังและอุปสรรค แน่นอน...อาจจะท้อแท้ได้ แต่จงอย่าแพ้
ข้อ 2 กล้าตั้งคำถามต่อความเป็นไปรอบตัว กล้าแตกหักกับความคุ้นเคยเก่าๆ ของตัวเอง
ข้อ 3 พึงพอใจกับความเหงาที่อาจแวะเวียนมาเยี่ยมกรายบ้างเป็นครั้งคราว เพราะบางทีการอยู่เงียบๆ คนเดียวก็ยังดีกว่าความเหงาอันสุดแสนโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนฝูงที่กำลังรายล้อมอยู่รอบข้าง
ข้อ 4 เลิกหาข้ออ้างให้กับตัวเองเมื่อมีแนวโน้มว่ากำลังจะเลิกฝัน เลิกโทษสิ่งรอบตัว หรือเงื่อนไขปัจจัยรอบข้าง
ข้อ 5 เผื่อแผ่ความรักที่มีให้กับตัวเอง ครอบครัว เพื่อน ไปสู่มนุษย์และธรรมชาติรอบข้าง แล้วปลูกฝังความรักนี้ให้ขยายเติบใหญ่ไปถึงมวลมนุษย์ทั้งโลก
ข้อ 6 จิตวิญญาณของ “นักฝัน” คือ “นักแสวงหา” ดังนั้นจงมุ่งมั่นค้นหาคุณค่าของการมีชีวิต และเลือกเดินไปบนเส้นทางของการแสวงหานั้นด้วยความแน่วแน่
ข้อ 7 จงหนักแน่นต่อสิ่งเร้ารอบตัวที่จะกลืนกินตัวตนของเราให้กลายเป็น “มนุษย์วัตถุ” ด้วยการพยายามเรียนรู้ให้กว้างและลึก เพื่อที่จะได้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ข้อ 8 จงสลัดทิ้งความกลัวออกไปจากหัวใจ เพราะความกลัวนอกจากจะก่อให้เกิดความเกลียดแล้ว ยังทำให้เราไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักฝันอีกด้วย
ข้อ 9 นักฝันที่ดีต้องรู้จักทำงานรวมกลุ่ม รู้จักแบ่งปันความฝันให้แก่กันและกัน ด้วยความเปิดเผยและจริงใจ อย่าปิดกั้นพื้นที่ความฝันของปัจเจก แต่จงอย่ารีรอที่จะยกระดับความฝันแบบปัจเจกไปสู่ความใฝ่ฝันในเชิงอุดมคติ
ข้อ 10 อย่าเชื่อทุกสิ่งที่อ่านมาทั้ง 9 ข้อข้างต้น แต่ลองอ่านทบทวนสักหลายๆ รอบ แล้วสร้างเงื่อนไขของการเป็น “นักฝัน” ในแบบฉบับของตัวคุณเอง อาจจะเริ่มข้อ 1 ถึง 10 อีกแบบหนึ่ง... อาจจะมีไม่ถึง 10 ข้อ... หรืออาจจะมีข้อ 10, 11, 12 …
และจงอย่าลืมว่า คุณค่าของการเป็นนักฝันนั้น จักต้องเป็นความใฝ่ฝันเพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเองและสังคม มิใช่ความฝันเพื่อบรรลุเพียงจริตและผลประโยชน์ส่วนตน



